โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรรพสามิต จัดเก็บรายได้ 11 เดือนแรกปีงบฯ 68 กว่า 4.89 แสนลบ. “ภาษีความเค็ม” ยังอยู่ระหว่างหารือ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 ก.ย 2568 เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2568 เวลา 02.44 น.

กรมสรรพสามิต เผย 11 เดือนแรกปีงบฯ 68 จัดเก็บรายได้ 4.89 แสนล้านบาท ชี้จัดเก็บรายได้มีความท้าทายจากเศรษฐกิจชะลอ พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์ SMART Excise คาดเก็บภาษีรถยนต์โบราณ 45% สร้างรายได้เพิ่ม 1-2 พันล้านบาท ด้านภาษีความเค็มยังไม่เริ่มใช้อยู่ระหว่างหารือภาครัฐ-ผู้ประกอบการ เตรียมเปิดให้คราฟเบียร์บรรจุถัง keg จำหน่ายนอกโรงผลิตได้ช่วง ธ.ค. 68

22 ก.ย. 2568 ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่าในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา แม้กรมสรรพสามิตเผชิญความท้าทายหลายด้านทั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น (Revenue Pressure) สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศที่ลดลง

อย่างไรก็ตามกรมสรรพสามิตยังสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจต่าง ๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ SMART Excise ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ด้วยความร่วมมือของบุคลากรทุกคนในองค์กร ดังนี้

1. S: Sustainability มุ่งเน้นความยั่งยืน โดยเป็นเรื่องที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญและ จะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่

1.1 ด้านสิ่งแวดล้อม คือ การสร้างกลไกราคาคาร์บอนในภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2065 ซึ่งได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษี เพื่อแสดงกลไกราคาคาร์บอนในสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน และออกประกาศ กรมสรรพสามิต เพื่อกำหนดราคาคาร์บอน 200 บาทต่อตันคาร์บอน เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมให้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับภาคเอกชน 2 ราย ได้แก่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTT OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการแสดงค่าการปล่อยคาร์บอนในการเติมน้ำมันแต่ละครั้ง และกรมสรรพสามิตจะนำข้อมูลที่ได้ไปต่อยอดเพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อใช้ประกอบการเสนอนโยบายในเรื่องภาษีคาร์บอนต่อไป

1.2 ด้านเศรษฐกิจ กรมสรรพสามิตเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินมาตรการสนับสนุน การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (มาตรการ EV 3) และมาตรการสนับสนุนการใช้ ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (มาตรการ EV 3.5) ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการใช้ยานยนต์แห่งอนาคต ส่งผลให้ตั้งแต่มีการเริ่มมาตรการเมื่อเดือนมีนาคม 2565 จนถึงเดือนสิงหาคม 2568 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสะสม จำนวน 233,802 คัน และรถยนต์จักรยานยนต์ไฟฟ้าสะสม จำนวน 71,667 คัน

นอกจากนี้ มีการขยายเวลาการลดอัตราภาษีสถานบริการเพื่อกระตุ้นภาคท่องเที่ยว โดยลดจากอัตราร้อยละ 10 เหลืออัตราร้อยละ 5 จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ขยายต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบสรรพสามิตเพิ่มขึ้น และสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสถานบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนการลดอัตราภาษีในปี 2566 จัดเก็บได้จำนวน 138.77 ล้านบาท และในปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกที่ลดอัตราภาษีสามารถจัดเก็บได้จำนวน 182.15 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2568 (1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568) จัดเก็บได้จำนวน 199.73 ล้านบาท

อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันเพื่อเสถียรภาพทางการคลัง โดยปรับขึ้นภาษีกลุ่มน้ำมันเบนซินและกลุ่มน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร โดยไม่กระทบต่อราคาขายปลีก เนื่องจากมีการปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้กรมจัดเก็บรายได้ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพิ่มขึ้น ประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน

ล่าสุดได้มีการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์โบราณขึ้นใหม่ โดยจัดเก็บภาษี ในอัตราร้อยละ 45 เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงรถยนต์โบราณในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมบูรณะรถยนต์โบราณ (Restoration) ในประเทศ และเป็นการขยายฐานรายได้ใหม่ ในการจัดเก็บภาษีสินค้ารถยนต์

ทั้งนี้การจัดเก็บภาษีรถยนต์โบราณจะกำหนดอายุที่เกินกว่า 30 ปี โดยประสานการกรมขนส่งทางบก จัดทำทะเบียนรถใหม่เป็นพื้นป้ายดำตัวหนังสือสีขาว โดยจะพิจารณาเปิดให้ขับรถโบราณได้ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์ด้วย

“หลังจากนี้การเก็บภาษีรถยนต์โบราณจะเก็บแค่ภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 45 เท่านั้น โดยไม่เก็บภาษีศุลกากรนำเข้าแล้ว โดยกรมฯ คาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีสรรพสามิตรถยนต์โบราณที่ 1,000-2,000 ล้านบาท”

1.3 ด้านสังคม กรมสรรพสามิตได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมสุราชุมชน เพื่อต่อยอดนโยบาย การส่งเสริม Soft Power ของประเทศ โดยปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมผู้ผลิตสุราชุมชน ลดอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากทำให้มีผู้ประกอบการในระบบ 1,824 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และจัดเก็บภาษีสุราชุมชนได้จำนวน 1,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ทั้งนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างพิจารณาผ่อนปรนให้โรงผลิตคราฟเบียร์ สามารถบรรจุถัง Keg นำออกไปจำหน่ายนอกโรงงานผลิตได้ ในช่วงเดือน ธ.ค. 2568

ขณะที่ได้มีการปรับขึ้นอัตราภาษีเครื่องดื่มตามความหวาน ระยะที่ 4 โดยมี ผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรการผลิต ส่งผลให้ปัจจุบันมีเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมายทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) จำนวน 3,411 ผลิตภัณฑ์

สำหรับความคืบหน้าภาษีความเค็มปัจจุบันกรมสรรพสามิตได้ดำเนินการในรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ยังอยู่ระหว่างหารือร่วมกับภาครัฐและผู้ประกอบการเนื่องจากเป็นภาษีที่มีผู้ได้รับผลกระทบหลายภาคส่วน

2. M: Modernization พัฒนาการจัดเก็บภาษีให้ทันสมัย โดยเน้นการปรับปรุงกฎหมาย ให้ทันสมัย พร้อมกับการทำ Digital Transformation โดยได้รับผลสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ อาทิ

2.1 การปรับกฎหมายและพัฒนาระบบอนุมัติฉลากดิจิทัลเต็มรูปแบบ (D-Label) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมผลิตสุรา

2.2 การปรับกฎหมายและพัฒนาระบบใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (D-License) แบบ End to End Service โดยสามารถยื่นเอกสาร ชำระค่าธรรมเนียม และได้รับใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์เบ็ดเสร็จผ่าน Mobile Application เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอใบอนุญาตสุรา ยาสูบและไพ่ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1 ล้านใบอนุญาต

2.3 การเพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจราคา โดยใช้ระบบสำรวจราคาขายสินค้าประเภทสุรา เบียร์ ยาสูบ และ เครื่องดื่ม (Excise Price Survey) โดยกำหนดให้ผู้ประกอบขายสินค้าสุราและยาสูบที่ได้รับใบอนุญาตประเภทที่ 2 แจ้งราคาขายปลีกผ่านระบบสำรวจราคาขายปลีกสินค้าสรรพสามิต เพื่อให้ได้ข้อมูลการวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนของราคาขายปลีกจริงกับราคาขายปลีกแนะนำ โดยระบบนี้ได้นำมาทดแทนการสำรวจราคา โดยเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต

นอกจากนั้น มีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสียภาษีในอัตราศูนย์สุราสามทับแปลงสภาพเพื่อส่งออก การเสียภาษีในอัตราตามมูลค่าสำหรับเครื่องดื่ม กฎหมายเกี่ยวกับสินค้าที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบทำสิ่งของอื่น เพื่อส่งออก และการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าส่งออก และสินค้าที่ผู้ประกอบการมีสิทธิได้รับคืนหรือยกเว้นภาษี

3. A: Accountability เสริมสร้างความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่ดี โดยกรมสรรพสามิตได้พัฒนากลไกการปฏิบัติงานให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อสถานการณ์การกระทำผิด ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและ Dashboard ในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

โดยมีผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่ การลงนาม MOU กับบริษัทขนส่งพัสดุเอกชน เช่น J&T และ KEX เพื่อยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าหนีภาษีผ่านช่องทางของบริษัทขนส่งพัสดุเอกชน ส่งผลทำให้สามารถจับกุมดำเนินคดีได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสินค้าสุรา ยาสูบ น้ำมัน และสินค้าอื่น ๆ โดยในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สามารถจับกุมและดำเนินคดีได้ทั้งสิ้น 33,766 คดี สูงกว่าปีก่อนร้อยละ 8.69 และสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 37.33 ตลอดจนมีการนำเงินส่งคลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถนำเงินส่งคลังได้จำนวน 497.95 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนร้อยละ 27.74 และสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 64.12

4. R: Revenue Collection กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตในรอบ 11 เดือน (1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568) ได้จำนวน 489,564.14 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนร้อยละ 1.61

โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตจะสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนด ที่จำนวน 535,000 ล้านบาท หรือสูงกว่าปีก่อนร้อยละ 2.17

“เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ที่ 353,000 ล้านบาท เป็นเป้าที่กรมได้หารือกับกระทรวงการคลังแล้ว ไม่ใช่เป้าตามเอกสารงบประมาณที่ 690,700 ล้านบาท เนื่องจากเป้านี้ถูกตั้งมาก่อนที่เศรษฐกิจจะชะลอลง ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงพิจารณาผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของแต่ละกระทรวงโดยปรับลดเป้าการจัดเก็บมาให้เราที่ 353,000 ล้านบาท ซึ่งกรมสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมายนี้แน่นอน”

สำหรับในปีงบประมาณ 2569 เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท โดยยังมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง

“อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็จะมีเม็ดเงินที่กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เมื่อมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นก็จะส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้จากสินค้าในพิกัดสรรพสามิตด้วย”

ทั้งนี้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตที่ลดลงมาจากการจัดเก็บภาษีรถยนต์ และผลจากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงส่งผลกระทบต่อการบริโภคในกลุ่มสินค้าที่อยู่ในพิกัดภาษีสรรพสามิต เช่น เบียร์ สุรา ที่ชะลอตัวลง

“กรมสรรพสามิตมีแผนในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้เพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มอยู่แล้ว แต่การจะนำมาใช้ต้องทำในเวลาที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้รับผลกระทบ”

5. T: Technology and Innovation-Driven ยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม มีผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่

5.1 จัดทำระบบควบคุมและติดตามการขนส่งสินค้าน้ำมันที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร ทางบกด้วยอุปกรณ์ซีลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Seal) เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันให้มีความรัดกุม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง ลดความเสี่ยงจากการลักลอบนำน้ำมันที่ส่งออกไปแล้วกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศ อันจะช่วยป้องกันการสูญเสียรายได้ของรัฐและเสริมสร้างความเป็นธรรม ทางการค้า

5.2 จัดทำระบบตรวจสอบติดตามและแกะรอย (Track & Trace) สำหรับสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตและนำเข้า ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทางด้านภาษี และสนับสนุนการปราบปราม ในการแยกบุหรี่ซิกาแรตในระบบและนอกระบบออกจากกันได้อย่างชัดเจน

“แม้ว่าต่อจากนี้กรมสรรพสามิตจะเปลี่ยนอธิบดีท่านใหม่ แต่ก็จะยังคงมุ่งเน้นในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ SMART Excise อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกหน่วยงานภายในกรมสรรพสามิตใช้ในขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน และต่อยอดความสำเร็จให้กรมสรรพสามิตได้อย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...