โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้จักเงินปริศนา “NEO” แบงก์ชาติไม่รู้ที่มา ย้ำไม่ใช่เงินสีเทาทั้งหมด- ไม่กระทบบาทแข็งค่า

Thairath Money

อัพเดต 23 ก.ย 2568 เวลา 14.12 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2568 เวลา 11.21 น.
ภาพไฮไลต์

แม้เศรษฐกิจไทยจะซึมเซา แต่ทุกๆ วันยังมีเงินมหาศาลไหลเข้า - ออกจากประเทศไทยที่หลายคนแปลกใจคือ มีเม็ดเงินหลักแสนล้านบาทที่กระทั่งแบงก์ชาติยังระบุไม่ได้ว่า “เงินมาจากไหน” จนกลายเป็นที่ถกเถียงถึง “เงินปริศนา” “เงินลึกลับ” “Net Error” เหล่านี้ว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้บาทแข็งค่า หรือเป็นเงินสีเทาที่รัฐต้องเร่งติดตามเพื่อแก้ไข

“Net Error” อาจมาจากทอง เงินเทาส่วนใหญ่มาจาก “คริปโตฯ”

อย่างแรกเรามาทำความเข้าใจก่อนว่า ถ้าบุคคลมีบัญชีรายรับ-รายจ่าย ประเทศก็มี “ดุลการชำระเงิน” ที่มีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นคนบันทึกการไหลของเงินทุนและสินค้าระหว่างประเทศ บันทึกว่าเงินตราต่างประเทศไหลออก-ไหลเข้ามากแค่ไหน

ที่เป็นประเด็นคือ ในดุลการชำระเงินมีเงินซึ่งระบุที่มาไม่ได้ หรือ Net Errors and Omissions (NEO) ในปี 67 ที่เปิดเผย ณ มี.ค. 2568 อยู่ที่ 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยคือ 398,087 ล้านบาท จนหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า เงินปริศนาเหล่านี้ มีเงินเทาแฝงอยู่ หรือมีส่วนให้เงินบาทแข็งค่าแรงในช่วงที่ผ่านมาหรือเปล่า

ด้าน“พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เล่าว่า การมีตัวเลข NEO หรือเงินที่ระบุไม่ได้ ทางสถิติถือเป็นเรื่องปกติ แต่ของไทยยอดเงิน NEO กลับสูงถึงไตรมาสละ 3,000 - 4,000 ล้านบาท และเกิดขึ้นต่อเนื่องมา 2 ปี และเป็นขาเข้าที่บวกมาตลอด จึงเป็นเรื่องที่อาจต้องทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น

ในอีกมุม “ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า ประเด็น Net Error ที่พูดกันยังไม่มีความชัดเจน โดยหลักการแล้ว Net Errors คือส่วนต่างระหว่างยอดเงินที่โอนเข้า-ออกจากประเทศจริงๆ กับยอดเงินตามรายการธุรกรรมที่ถูกรายงานซึ่งเมื่อตัวเลขทั้งสองส่วนไม่ตรงกัน จะเกิดเป็นรายการที่หาที่มาของเงินไม่พบ

ส่วนปมเรื่อง "เงินสีเทา" เขามองว่า ปัจจุบันการโยกย้ายเงินสีเทามักทำผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ใช่เงินบาทโดยตรง เช่น คริปโตเคอร์เรนซี, ดอลลาร์สหรัฐ หรือทองคำ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) และคริปโตเคอร์เรนซีมีสัดส่วนค่อนข้างเยอะ ซึ่งด้วยราคาทองพุ่งสูงขึ้น อาจมีส่วนให้เกิดความคลาดเคลื่อนใน Net Errors แต่มองว่านี่ไม่ใช่สาเหตุที่บาทแข็งค่าอย่างผิดปกติในปีนี้

แบงก์ชาติย้ำ “ไม่รู้ที่มา ≠ เงินเทา”

ทุกคำถามร้อนนี้เลยส่งต่อไปแบงก์ชาติ โดย “ชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท. ที่ตอบปมร้อนแรกว่า เงินเทา ในนิยามของธปท.คือ เงินที่เกี่ยวข้องกับการทำทุจริตทั้งหมด ซึ่งบางส่วนอาจหลงเหลืออยู่ใน NEO แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะบางธุรกรรมแม้จะระบุ “ที่มา” ของเงินได้ชัดเจนแต่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตได้

ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีกรรมการเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาเอาเงินมาลงทุนในตลาดหุ้น หรือการใช้ช่องทางนอกระบบธนาคาร เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ในการโยกย้ายเงิน ซึ่งธุรกรรมเหล่านี้อาจจะถูกบันทึกในรายการปกติ แต่ก็อาจมีที่มาที่ผิดกฎหมาย

ประเด็นที่ 2 เงินปริศนาหรือ NEO ที่มีมูลค่าสูงในบางช่วง เป็นความคลาดเคลื่อนทางสถิติที่อาจเกิดจากข้อมูลบางส่วนยังไม่สมบูรณ์ เมื่อระยะเวลาผ่านไปธุรกรรมต่างๆ จะมีความชัดเจนขึ้น สะท้อนได้จากข้อมูลเมื่อ มี.ค. 2568 NEO อยู่ที่ 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ล่าสุดตัวเลขเดียวกันในเดือน ก.ย. 68 อัปเดตแล้วลดเหลือ 7,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 230,000 ล้านบาท) เกิดจากการปรับปรุงข้อมูล 3 ส่วน

1) มูลค่านำเข้ารวมที่ลดลง หลังกรมศุลกากรปรับราคาน้ำมันนำเข้าตามข้อมูลจริงจากผู้นำเข้าต่ำกว่าประมาณการเดิม ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เพิ่มขึ้น ทำให้ NEO ลดลงไปประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

2.การลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่สูงขึ้น ซึ่งปรับตามข้อมูลที่ปรากฏในงบการเงินที่ธุรกิจทยอยรายงานต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งผลให้ NEO ลดลงไปประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

3. ข้อมูลสินเชื่อการค้า (Trade Credit) ที่เพิ่มขึ้น จากการที่เจ้าหนี้การค้าขยายระยะเวลาการชำระค่าสินค้านำเข้าให้กับภาคเอกชน ทำให้ภาระการจ่ายคืนสินเชื่อการค้าในปี 2567 ลดลง ส่งผลให้ NEO ลดลงประมาณ 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เงินปริศนา ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ปีนี้ “บาทแข็ง”

ชญาวดี ย้ำว่าเงิน NEO ไม่ได้ส่งผลเพิ่มเติมต่อค่าเงินบาทในปัจจุบัน เพราะเงินจำนวนนี้ได้ไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2567 และเป็นเงินที่ได้ผ่านเข้ามาแล้ว จึงไม่ใช่เงินใหม่ที่จะมากดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในปีนี้

แต่สาเหตุหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการค้าและราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 40% ในปีนี้ และทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวมากกว่าสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้บาทแข็งยังมาจาก ดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า

ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเทา เงินปริศนา ทุกปัญหานี้ ธปท. พยายามหาคำตอบ และตรวจสอบที่มาของเงินอยู่เสมอ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อปิดช่องโหว่ที่คนอาจฉวยโอกาสใช้ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเราต้องหาสมดุลระหว่างการมีเทคโนโลยีที่สะดวกและการกำกับดูแลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วย

"ความเทาด้วยธรรมชาติ ยากที่จะเห็นถ้าเราเชื่อมโยงกันได้มากขึ้นจะอธิบายข้อมูลที่เราไม่รู้ว่าเทาไหม จะช่วยจำกัดวงที่ระบุไม่ได้ให้ชัดเจนขึ้น บางจุดถ้ามีกฎระเบียบในการเปิดเผยข้อมูลเพิ่ม ก็จะช่วยได้ เหมือนการไล่จับมิจฉาชีพ ที่เราพยายามไล่จับให้มากที่สุด" ชญาวดี กล่าวปิดท้าย

หมายเหตุ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 31.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จักเงินปริศนา “NEO” แบงก์ชาติไม่รู้ที่มา ย้ำไม่ใช่เงินสีเทาทั้งหมด- ไม่กระทบบาทแข็งค่า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...