โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยแบก ‘หนี้ครัวเรือน’ 13 ล้านล้าน รัฐระดมแก้ สกัดเอ็นพีแอล ‘บ้าน-รถ’ พุ่ง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 18 ส.ค. 2568 เวลา 06.25 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 04.50 น.

ปัญหา “หนี้ครัวเรือนไทย” ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของจีดีพี มีผลต่อการฟื้นตัวของประเทศล่าช้า อาจจะใช้เวลานานกระทบต่อการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศ เกิดความไม่มั่นคงทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง คนตัวเล็ก ที่ยังติดกับดัก“หนี้สินเรื้อรัง”

⦁ผุด‘บอร์ดใหญ่-เล็ก’สางหนี้ทั้งระบบ

เพื่อบรรเทาปัญหา ล่าสุด “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” ตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อยขึ้นมา โดยมี จักรพงษ์ แสงมณี เป็นประธาน พร้อมตั้ง 10 คณะอนุกรรมการมาสแกนหนี้แต่ละด้าน ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ 2.คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 3.คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้เงินกู้สวัสดิการข้าราชการและพนักงานของรัฐ 4.คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 5.คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 6.คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

7.คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรรายย่อย 8.คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้บ้าน 9.คณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางไกล่เกลี่ยหนี้สินอย่างเป็นธรรม ยั่งยืน ยกระดับปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม และปรับปรุงโครงสร้างทางการเงิน และ 10.คณะอนุกรรมการกำหนดหลักการกลางในการพิจารณาแนวทางการแก้ไขหนี้สินทั้งระบบและแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สิน

ทั้งนี้ เพื่อให้แก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระบบของประชาชนรายย่อยเกิดผลทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยที่ผ่านมาแต่ละคณะได้ประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้แต่ละด้าน เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดแก้หนี้ ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้

แม้ว่าการลดหนี้ครัวเรือน จะเป็นโจทย์ใหญ่ท้าทาย ต้องใช้ระยะเวลาแก้ไข แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างน้อยได้รู้ว่าคนไทยทั้งประเทศ มีหนี้สินอยู่ตรงไหน เพื่อแก้ให้ตรงจุด ชกให้ตรงเป้า

ปัจจุบันนอกจากโครงการ “คุณสู้เราช่วย” ที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าเฟส 2 ยืดเวลาโครงการถึง 30 กันยายนนี้ ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี มีผลทันที ขณะที่ “แบงก์รัฐ-แบงก์เอกชน” สร้างเซอร์ไพรส์ขานรับปรับลดดอกเบี้ยลง0.25% คึกคัก

จับสัญญาณถ้อยแถลงของ กนง.ระบุชัด“หั่นดอกเบี้ย” ครั้งนี้เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย รับมือภาษีทรัมป์ที่จะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขัน การผ่อนคลายนโยบายการเงินให้เอื้อต่อการปรับตัวภาคธุรกิจและบรรเทาภาระกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ผู้มีรายได้น้อย รายย่อย ที่ยังเผชิญกับความยากลำบาก เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก รวมถึงแก้การหดตัวของระบบสินเชื่อ

ขณะเดียวกัน “กระทรวงการคลัง” กำลังเดินหน้าตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ของแต่ละแบงก์ขึ้นมา เพื่อเป็นอีกเครื่องมือแก้ปัญหาหนี้ ว่ากันว่ารอผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่มาขับเคลื่อนนโยบาย หลังผลักดัน ARI-AMC ของธนาคารออมสินมาแล้ว ส่วนจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามหลังวันที่ 1 ตุลาคมนี้

⦁NPLไหลไม่หยุด-ธุรกิจตัวเล็กวิกฤต

ย้อนดูยอดหนี้ครัวเรือน ณ เดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ 13.553 ล้านล้านบาท คิดเป็น 91.9% ของจีดีพี หนี้เสีย 1.232 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.6% หนี้กำลังใกล้จะเสีย (SM) อยู่ที่ 549,000 ล้านบาท คิดเป็น 2% ยังมีหนี้บ้าน 5.142 ล้านล้านบาท คิดเป็น 3.5% ในนี้เป็นหนี้เสีย 249,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.2% และหนี้ใกล้จะเสีย 176,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.1%

ส่วนหนี้เช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 2.318 ล้านล้านบาท คิดเป็น 6.2% เป็นหนี้เสีย 268,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.9% หนี้ใกล้จะเสีย 161,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.5%, หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล 2.664 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.1% หนี้เสีย 288,000 ล้านบาท คิดเป็น 4.8% หนี้ใกล้จะเสีย116,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.7%, หนี้บัตรเครดิต 545,000 ล้านบาท คิดเป็น 24.2% หนี้เสีย 70,000 ล้านบาท คิดเป็น 1.1% หนี้ใกล้จะเสีย11,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.2%

สำหรับสถานการณ์ “หนี้ของธุรกิจไทย” ทาง 3 ผู้บริหารของบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด นำโดย ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ สะท้อนภาพว่า ไตรมาส 2/2568 ภาพรวมหนี้เสียของระบบธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง สูงขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า จากข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ในไตรมาส 1/2568 แม้ทิศทางหนี้ที่มีปัญหาค้างชำระเกิน 90 วัน ทรงตัวจากปลายปี 2567 แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1 ปีนับเปิดประเทศหลังโควิด ธุรกิจยิ่งขนาดเล็กยิ่งมีปัญหาหนี้เสียเพิ่มชัดกว่ากลุ่มอื่น โดยกลุ่ม Super Micro เอ็นพีแอล สูงถึง 14.81% ของสินเชื่อรวม กลุ่ม Micro เอ็นพีแอล 12.11% กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก 9.75% กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง 6.51% และขนาดใหญ่ 1.37%

กฤษฏิ์ แก้วหิรัญ นักวิจัยอาวุโส กล่าวว่า จากข้อมูลคุณภาพหนี้ ธุรกิจที่เชื่อมโยงกำลังซื้อตลาดในและต่างประเทศ เช่น ภาคการผลิต ที่พักแรม มีหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุด ธุรกิจเอสเอ็มอีรายเล็ก-ย่อย เห็นภาพหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้น ธุรกิจที่เชื่อมโยงกำลังซื้อตลาดในประเทศ เช่น ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก คุณภาพหนี้ด้อยลงขยายสู่ธุรกิจขนาดกลางมากขึ้น ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ภาพลบขยายถึงธุรกิจขนาดใหญ่ และจากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูงกำลังซื้อซบเซา ทำให้การชำระหนี้ธุรกิจจะถดถอยลงอีกในช่วงที่เหลือของปี 2568

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย กล่าวว่า แม้การปรับโครงสร้างหนี้ช่วยชะลอการไหลสู่หนี้เสีย แต่จะมีประสิทธิผล ต้องดูแลตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณค้างชำระ ไม่ใช่ดูแลหลังเป็นเอ็นพีแอลแล้ว เพราะโอกาสการฟื้นตัวในเวลา 1 ปีหลังปรับโครงสร้างหนี้มีไม่ถึง 10% ดังนั้นรัฐบาลอาจเพิ่มนโยบายสนับสนุนการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ชั่วคราวให้ลูกค้าที่ยังไม่ผิดนัดชำระและทำโครงการพักทรัพย์-พักหนี้รอบใหม่ เป็นมาตรการเชิงรุกก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นเอ็นพีแอล

⦁ SME-ร้านอาหารแนะเติมสภาพคล่อง

ด้านธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีไทย มีผู้ประกอบการกว่า 3.25 ล้านราย มีผลิตภัณฑ์มวลรวมอยู่ที่ 6.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35% ของจีดีพี ถือมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานแต่ปัจจุบันยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทำให้ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากยังแบกหนี้จำนวนมาก และเรื้อรังมานาน

จึงมีข้อเสนอต่อภาครัฐ รวมถึงคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ต้องมีกลไกเข้ามาช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีบรรเทาภาระหนี้สินให้มีความคล่องตัวและหายใจโล่งขึ้น จากปัจจุบันยังต้องวิ่งหาเงินมาชำระหนี้ โดยสมาพันธ์มี 2 ข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.พักชำระหนี้และรวมหนี้เพื่อยืดการชำระหนี้ออกไป เพื่อเป็นการยืดหยุ่นและบรรเทาภาระหนี้ผู้ประกอบการ

และ 2.ขอให้สนับสนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลนตามที่รัฐบาลจะออกมา 1 แสนล้านบาท โดยไม่ผ่านสถาบันการเงิน และกระจายให้ถึงผู้ประกอบการรายเล็กที่มีอยู่ประมาณ 3 ล้านรายให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างทั่วถึง จากเดิมเมื่อรัฐมีการจัดซอฟต์โลนออกมา และผ่านกลไกจากสถาบันการเงิน ทำให้ไปอยู่ในมือผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนโครงการคุณสู้เราช่วย หรือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ถือว่าช่วยได้บ้าง แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ ต้องการกลไกภาครัฐที่ลงมาเสี่ยง มาช่วยเรื่องสภาพคล่องมากกว่า

ขณะที่ ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% เป็นเรื่องดีต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ในมุมของร้านอาหาร ต้องการรายได้เสริมสภาพคล่องมากกว่า เพราะส่วนใหญ่ใช้กระแสเงินสดทำธุรกิจ จึงอยากให้รัฐช่วยการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน เพิ่มยอดขายให้ร้านอาหารมากกว่า เพื่อให้ธุรกิจยังอยู่ได้ ท่ามกลางเศรษฐกิจและกำลังซื้อไม่ฟื้นตัว รวมถึงต้นทุนและการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

“ไม่มีมาตรการอะไรดีไปกว่าเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนวัตถุดิบ แต่เพื่อช่วยกระตุ้นการจับจ่ายมากขึ้น อยากให้รัฐออกมาตรการโคเพย์เมนต์ หรือการร่วมจ่าย ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย คล้ายกับคนละครึ่ง ถ้าทำได้จะทำให้คึกคักและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น” ฐนิวรรณกล่าว

⦁ อสังหาฯชง‘มัดรวมหนี้’ลดภาระผ่อน

เมื่อโฟกัสหนี้บ้าน มี กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธานคณะอนุกรรมการแก้ปัญหา หลังมีการประชุม 2 ครั้ง เตรียมรวบรวมแนวทางสางปัญหาให้กับบอร์ดแก้หนี้ชุดใหญ่ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้

สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ปัจจุบันหนี้บ้านมีอยู่ในระบบ 5.142 ล้านล้านบาท คิดเป็น 3.5% ของหนี้ครัวเรือน มีหนี้เสีย 249,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.2% หนี้ใกล้จะเสีย176,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.1% ทาง 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ร่วมประชุมกับอนุกรรมการแก้ปัญหาหนี้บ้านมา 2 ครั้ง ล่าสุดวันที่ 15 สิงหาคมที่ประชุมรับข้อเสนอการแก้ปัญหาหนี้บ้าน

โดยแก้หนี้เดิมกว่า 5 ล้านล้านบาท อาทิ สนับสนุนการโอนทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้เพื่อลดภาระหนี้ โดยรัฐยกเว้นค่าโอนให้ลูกหนี้จะโอนทรัพย์สินคืนให้แบงก์เพื่อชำระหนี้ ช่วยปลดภาระหนี้สินได้ง่ายขึ้น, ขยายความช่วยเหลือลูกหนี้บ้านเดิมในกลุ่มหนี้ใกล้จะเสียและหนี้เสีย, ปรับปรุง พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อรวมหนี้หรือโกดังหนี้ ให้สามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้เดิมที่มีวินัยชำระดี เพื่อนำไปชำระหนี้แบงก์อื่นหรือหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ยังช่วยไม่ให้บ้านถูกยึด ลดภาระดอกเบี้ย เพิ่มสภาพคล่องโดย ธอส.รับไปดำเนินการ, ให้แบงก์รัฐและเอกชนลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลูกหนี้ดี รวมถึงลดดอกเบี้ยภาคประชาชนและเอกชน ซึ่ง กนง.และแบงก์ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% แล้ว

อีกส่วนคือให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ แก้ปัญหากู้แบงก์ไม่ผ่าน อาทิ รัฐสนับสนุนการรับประกันหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ หรือ mortgage insurance ประมาณ 20% ของวงเงินสินเชื่อใหม่ในช่วง 2-3 ปีแรก เพื่อให้แบงก์รัฐและเอกชนกล้าปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น, เพิ่มทุนให้ ธอส.และออมสิน เพิ่มศักยภาพปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อทั่วไปได้มากขึ้น

รวมถึงทบทวนระเบียบราชการเกี่ยวกับภาวะล้มละลาย โดยพิจารณาทบทวนและปรับปรุงระเบียบข้าราชการพลเรือนและบุคลากรทางการศึกษา ให้สอดคล้องกับกรณีของข้าราชการตำรวจ ทหาร และอัยการ ที่ไม่จำเป็นต้องออกจากราชการหากประสบภาวะล้มละลายที่ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติทุจริตในหน้าที่ เพื่อให้ข้าราชการมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวต่อเนื่อง สามารถชำระหนี้ได้ และไม่สร้างภาระทางสังคม เป็นต้น

“เป้าหมายแก้ไขหนี้บ้าน เพื่อให้ลูกหนี้ที่กำลังผ่อน ยังสามารถชำระหนี้ได้ต่อเนื่อง ไม่เป็นหนี้เสีย ถูกยึดบ้าน ให้ผู้จะซื้อบ้าน มีศักยภาพ ได้รับสินเชื่อซื้อบ้านได้ ผู้ประกอบการก็สามารถพัฒนาโครงการและขายบ้านได้ ชำระหนี้ได้ เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันผู้กู้รายใหม่ถูกปฏิเสธสินเชื่อจากแบงก์เฉลี่ยสูงถึง 45% และ 70% สำหรับบ้านต่ำ 3 ล้านบาท” สุนทรกล่าว

ด้าน ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ข้อเสนอแก้ไขปัญหาหนี้บ้าน คือต้องปล่อยสินเชื่อให้ผู้กู้ใหม่ โดยรัฐรับประกันหนี้สินเชื่อให้ เพื่อกระตุ้นแบงก์รัฐ แบงก์พาณิชย์ปล่อยสินเชื่อ เพิ่มทุน ธอส.สนับสนุนและขยายสินเชื่อให้ปล่อยได้มากขึ้น และปล่อยตามความเสี่ยงของผู้กู้ เพื่อให้ทุกกลุ่มเข้าถึงสินเชื่อได้ ส่วนผู้กู้เดิมลดภาระดอกเบี้ยประชาชนและเอกชน โดยผลักดันให้แบงก์พาณิชย์ลดดอกเบี้ยที่แท้จริงและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจากวงเงินสินเชื่อเดิมของประชาชนที่ผ่อนชำระและลดลงในอัตราดอกเบี้ยต่ำเช่นเดียวกับขอสินเชื่อใหม่ เช่น บ้านแลกเงินในอัตราดอกเบี้ยเหมือนบ้านใหม่

“ตอนนี้ที่ตอบรับแล้วคือ แบงก์ลดดอกเบี้ยลงเท่าดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ยังลดทันที ไม่รอนานเหมือนที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดอสังหาฯและเศรษฐกิจครึ่งปีหลังถึงปีหน้า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ทำให้เซฟดอกเบี้ยบ้านได้ปีละ 12,500 ล้านบาท แต่แค่ก๊อกแรกช่วยประคับประคองตลาด ต้องลุ้นก๊อกสองแบงก์ปล่อยกู้หรือไม่ ซึ่งแบงก์ยังระมัดระวังการปล่อยกู้ เพราะหนี้ครัวเรือนยังสูง กลัวหนี้เสียเพิ่ม หวังว่าผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่จะผ่อนคลายเรื่องนี้มากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าแก้หนี้ครัวเรือนเป็นโจทย์ยากมากท่ามกลางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อ” ประเสริฐกล่าว

⦁ ทีดีอาร์ไอชี้ ‘หนี้ครัวเรือน’ แก้ไม่ง่าย

ด้านมุมมองของ นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สะท้อนว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน แก้ยากเพราะปัญหาซับซ้อน เป็นวัวพันหลัก ส่งผลกระทบเศรษฐกิจป่วยเป็นโรคเรื้อรัง แม้จะไม่รุนแรงแต่ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาซึมๆ ไม่โต ค้าขายไม่ดี โดยคาดว่าสถานการณ์จะเป็นแบบนี้ต่อเนื่องอีก 2-3 ปี

ถ้าจะให้เร็วรัฐต้องยกหนี้ให้หรือลดดอกเบี้ยและเงินต้น แต่เป็นวิธีที่ไม่ค่อยดี ซึ่งคนเป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ และทำให้คนที่เป็นลูกหนี้ดีรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เหมือนเป็นลูกรักลูกชัง ส่วนโครงการคุณสู้เราช่วย ถือว่าเป็นกลไกแก้ปัญหาที่ดี แต่อาจต้องใช้เวลานาน แต่ถือว่า ธปท.มาถูกทางแล้ว รอลุ้นผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่จะเดินหน้าตั้ง AMC รับซื้อหนี้อย่างไร ซึ่ง AMC จะเป็นอีกเครื่องมือใหม่ที่น่าสนใจ แต่ต้องดูรายละเอียด ขณะเดียวกันการแก้หนี้ได้ การเมืองต้องนิ่ง ทั้งระดับรัฐบาลและหน่วยงานราชการ

เมื่อคนไทยยังแบกหนี้หลังแอ่น การปลดเปลื้องภาระ แม้เป็นโจทย์ใหญ่ ท้าทายรัฐบาล แต่ถ้าหากไม่เริ่มต้นวันนี้ คงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าประเทศไทยจะก้าวข้ามกับดัก “หนี้ครัวเรือน” ได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยแบก ‘หนี้ครัวเรือน’ 13 ล้านล้าน รัฐระดมแก้ สกัดเอ็นพีแอล ‘บ้าน-รถ’ พุ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...