ผ่ากลยุทธ์ “YOLK” แบรนด์ทาร์ตไข่ร้อยล้าน เบื้องหลังความสำเร็จที่ไม่ได้มีแค่ความอร่อย
YOLK แบรนด์ทาร์ตไข่ชื่อดังที่เริ่มต้นจากย่านบรรทัดทอง สร้างปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในวงการเบเกอรี ด้วยยอดขายที่พุ่งทะยานถึงเดือนละ 9.5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1 แสนชิ้นต่อเดือน ภายในเวลาเพียง 4 เดือนเศษ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาเพราะกระแสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เฉียบคมของ 2 หุ้นส่วน “อิน-สาริน รณเกียรติ” และ “ไทด์-วสุวัส คูหาเปรมกิจ” ผู้ก่อตั้ง “ฮอลิเดย์ กรุ๊ป”
ภายในเวลาเพียง 3 ไตรมาส (พฤศจิกายน 2567 - สิงหาคม 2568) แบรนด์ทาร์ตไข่ YOLK สามารถสร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายที่ทะลุ 100 ล้านบาท พร้อมตอกย้ำตำแหน่งผู้นำตลาดทาร์ตไข่ในไทย การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่เกิดจากกลยุทธ์ที่วางแผนมาอย่างรอบด้านและเฉียบคม
1. กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation) : "Specialty is a New Normal"
YOLKเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดที่ยังไม่มีแบรนด์ทาร์ตไข่สัญชาติไทยที่แข็งแกร่ง โดยเลือกใช้กลยุทธ์ "Specialty is a New Normal" คือการยกระดับทาร์ตไข่ธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เริ่มตั้งแต่การพัฒนาสูตรที่ถูกปากคนไทยโดยเฉพาะ ด้วยรสชาติที่กลมกล่อมไม่หวานจัด และการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ทำให้ YOLK ไม่ได้ขายแค่ขนม แต่ขายประสบการณ์และความพิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้
2. กลยุทธ์สร้างคุณค่าและประสบการณ์ (Value & Experience)
แม้จะมีราคาที่สูงกว่าทาร์ตไข่ทั่วไปที่ชิ้นละ 95 บาท แต่ YOLK ได้สร้างคุณค่าที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า ด้วยการให้ความสำคัญกับ คุณภาพและปริมาณ (ขนาดที่ใหญ่กว่า) รวมถึง ความสดใหม่ โดยทุกสาขามีเตาอบเพื่อส่งมอบทาร์ตไข่ที่อบใหม่ๆ ให้ลูกค้าทันที นอกจากนี้ การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงง่ายและบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังอย่างเป็นกันเอง ยังช่วยสร้างความผูกพันและความเชื่อมั่นระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ได้อย่างดีเยี่ยม
3. กลยุทธ์การเติบโตแบบก้าวกระโดด (Growth & Expansion)
การเติบโตอย่างรวดเร็วของYOLK มาจากแผนธุรกิจที่ชัดเจนและเป็นระบบ
1. การขยายสาขาในทำเลทอง: YOLKเลือกเปิดสาขาในทำเลที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญอย่างบรรทัดทองและเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวและคนไทย ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวาง
2. การร่วมมือกับพันธมิตร (Collaboration): เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ YOLKเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีการร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ เช่น MTCH รวมทั้งโปรเจกต์ “Proudly, Made in Thailand” ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ 4 แบรนด์ไทยชั้นนำ คือ
- โอ้กะจู๋: สร้างสรรค์ทาร์ตไข่รสชาติใหม่
[ * **แก้ว Boutique:** สร้างสรรค์ทาร์ตไข่รสชาติใหม่ , * **Songwat Coffee Roaster:** สร้างสรรค์ทาร์ตไข่รสชาติใหม่ , * **JIANCHA:** สร้างสรรค์ทาร์ตไข่รสชาติใหม่ ]
โดยจะมีการทยอยเปิดตัวทาร์ตไข่รสชาติใหม่ทุกวันจันทร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไปซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความแปลกใหม่ให้กับสินค้า แต่ยังช่วยขยายฐานลูกค้าซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การวางแผนลงทุนอย่างเป็นระบบ: การทุ่มทุนกว่า 18 ล้านบาทสร้างครัวกลางสำหรับทั้งYOLK และ Holiday Pastry แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ต้องการวางรากฐานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
4. วิสัยทัศน์ "Local to Global" และการเป็นมากกว่าแค่ร้านทาร์ตไข่
“สาริน รณเกียรติ ผู้บริหารYOLK” ไม่ได้มองแค่การเป็นร้านทาร์ตไข่ที่ประสบความสำเร็จในไทย แต่มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือการเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเมื่อนึกถึงทาร์ตไข่ และนำแบรนด์ไทยไปสู่ระดับโลกในที่สุด
ทั้งนี้แผนการขยายธุรกิจของ “ฮอลิเดย์ กรุ๊ป” ในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่ 3 ส่วนหลัก ได้แก่:
- การปรับโครงสร้างธุรกิจอาหาร: เตรียมยุบไลน์อาหารคาวในร้าน Holiday Pastry เพื่อแตกแบรนด์ร้านอาหารไทยใหม่ ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นในปี 2569
- การขยายสาขาYOLK อย่างต่อเนื่อง: ตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่มอีก 5 แห่งในปีนี้ โดยเน้นทำเลทองในโซน CBD ทั่วกรุงเทพฯ เช่น เลียบด่วนฯ ลาดพร้าว และปิ่นเกล้า โดยใช้งบลงทุนราวๆ 30 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ YOLKมีสาขารวมทั้งสิ้น 7 แห่ง
- การเปิดตัวแบรนด์ขนมหวานใหม่: เตรียมเปิดตัวแบรนด์ขนมหวานอีก 1 แบรนด์ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
เพื่อรองรับการเติบโตนี้ บริษัทได้ทุ่มงบลงทุนไปแล้วกว่า 18 ล้านบาทเพื่อสร้างครัวกลางสำหรับทั้ง Holiday Pastry และ YOLK โดยเฉพาะ และยังวางแผนใช้งบลงทุนอีกราว 30 ล้านบาทสำหรับการขยายสาขาใหม่ของYOLK เพื่อให้ครอบคลุมทุกมุมเมืองของกรุงเทพฯและสเตปถัดไปจะขยายสาขาในหัวเมืองต่างจังหวัด
สำหรับเป้าหมายด้านรายได้ Holiday Pastry ซึ่งเปิดมา 5 ปีและทำยอดขายทะลุ 100 ล้านบาทไปแล้ว ตั้งเป้าไว้ที่ 150 ล้านบาทในปีนี้ ขณะที่ YOLKคาดว่าจะทำยอดขายถึง 100 ล้านบาทได้สำเร็จจากการขยายสาขาใหม่ โดยตั้งเป้าขายให้ได้วันละ 1 ล้านชิ้น
นอกจากนี้อิน-สาริน ยังเผยถึงวิสัยทัศน์ในระยะยาวว่า หลังจากนี้มีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ Modern Trade และนำแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาในไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “Lead local to global” รวมทั้ง แผนรุกธุรกิจร้านอาหารไทยในอนาคตด้วย