“พาวเวล” เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ก่อนประชุมเฟด พร้อมโจทย์ยาก “เศรษฐกิจโตแรง–ข้อมูลขาดหาย–เงินเฟ้อเสี่ยงสูง”
“พาวเวล” เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ก่อนประชุมเฟดรอบใหม่ปลายเดือนตุลาคม พร้อมโจทย์ยาก “เศรษฐกิจโตแรง–ข้อมูลขาดหาย–เงินเฟ้อเสี่ยงสูง” พร้อมเสียงแตกดระหว่างฝ่ายห่วงเงินเฟ้อกับฝ่ายกังวลตลาดแรงงานอ่อนแรง
วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 17.03 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสุดท้ายก่อนการประชุมเฟดปลายเดือนตุลาคม ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตเหนือความคาดหมาย และผลผลิตแรงงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก แต่เศรษฐกิจก็ยังต้องปรับตัวต่อผลของนโยบายภาษีศุลกากร (tariffs) และข้อจำกัดด้านคนเข้าเมือง (immigration policies) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายกังวลว่าอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและการว่างงานเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน
ภาวะดังกล่าวถือเป็นโจทย์ซับซ้อนสำหรับเฟดซึ่งมีหน้าที่รักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ และการจ้างงานให้อยู่ในระดับสูงสุด ขณะเดียวกันเฟดยังประสบปัญหาขาดข้อมูลเศรษฐกิจทางการจากภาวะรัฐบาลสหรัฐชัตดาวน์ (shutdown) ที่ทำให้รายงานตัวเลขจ้างงานเดือนกันยายนและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ถูกเลื่อนออกไป โดยข้อมูลอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดมีกำหนดเผยแพร่วันที่ 24 ตุลาคม ก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 28–29 ตุลาคม
นักลงทุนในตลาดคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 3.75%–4.00% และอาจลดอีกครั้งในเดือนธันวาคม
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้กำลังเผชิญแรงขัดแย้งระหว่างปัจจัยบวกและลบที่ซับซ้อนมากขึ้น เกรกอรี แดโก (Gregory Daco) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ EY-Parthenon กล่าวในที่ประชุมสมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติสหรัฐ (NABE) ว่า “มีแรงกดดันหลายด้านที่กำลังดึงเศรษฐกิจไปคนละทาง โดยเฉพาะจากข้อจำกัดด้านภาษีศุลกากรและการลดจำนวนแรงงานต่างชาติ ขณะเดียวกันก็มีการลงทุนจำนวนมากในเทคโนโลยี AI ซึ่งทั้งสองแรงนี้กำลังหักล้างกันในรูปแบบที่ไม่แน่นอน และเป็นการต่อสู้ทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจมาก”
นักวิเคราะห์เตือนว่าความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไป
เจ้าหน้าที่เฟดเองก็มีความเห็นแตกต่าง บางส่วนกังวลว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% และจะคงอยู่เช่นนี้ไปถึงปีหน้า ขณะที่อีกฝ่ายห่วงว่าตลาดแรงงานอาจอ่อนแรงลงรวดเร็ว
คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) หนึ่งในผู้ว่าการเฟด กล่าวกับ CNBC เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “ตอนนี้มีบางอย่างไม่สมเหตุสมผล ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกปรับขึ้นเกือบแตะ 4% ในไตรมาสสาม แต่รายงานการจ้างงานกลับแสดงให้เห็นว่ามีการสูญเสียตำแหน่งงาน …คุณไม่สามารถมี GDP โต 4% ควบคู่กับการจ้างงานติดลบได้ … สุดท้ายต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น หรือแรงงานจะฟื้นกลับมาให้สอดคล้องกับการเติบโต หรือ GDP จะต้องชะลอตัวลง”
วอลเลอร์เป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่สนับสนุนให้ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อปกป้องตลาดแรงงาน แต่เสนอให้ลดอย่างระมัดระวัง ครั้งละ 0.25% เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเชิงนโยบาย ซึ่งเฟดเคยปรับลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการคงแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ กับการป้องกันความเปราะบางของตลาดแรงงาน
ในขณะที่รายงานจ้างงานอย่างเป็นทางการยังไม่เผยแพร่ เจ้าหน้าที่เฟดใช้ข้อมูลภาคเอกชนเป็นตัวชี้วัดทดแทน ซึ่งชี้ว่า “การจ้างงานยังคงอ่อนแอ” แม้อัตราการว่างงานล่าสุดเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 4.3% ซึ่งถือว่าใกล้ระดับการจ้างงานเต็มที่
นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายเตือนว่าช่วงปลายปีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการประเมินผลของนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีศุลกากร (tariffs) การจำกัดแรงงานต่างชาติ (immigration restrictions) และการปรับโครงสร้างภาษีธุรกิจ
ข้อมูลจากรายงานผลประกอบการบริษัทและการสำรวจภาคเอกชนชี้ว่าภาคธุรกิจยังอยู่ระหว่างการปรับตัว หลายบริษัทแบกรับต้นทุนภาษีโดยการลดต้นทุนและกำไร ซึ่งอาจทำให้ผลิตภาพ (productivity) ดีขึ้นชั่วคราว ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ยังต้องใช้เวลาเห็นผลในระยะยาว
นักเศรษฐศาสตร์ของ NABE คาดว่าอัตราเงินเฟ้อที่วัดด้วยดัชนี PCE (ซึ่งเฟดใช้เป็นหลัก) จะอยู่ที่ 2.5% ตลอดปีหน้า ขณะที่คาเรน ไดแนน (Karen Dynan) อดีตนักเศรษฐศาสตร์กระทรวงการคลังและนักวิจัยจากสถาบัน Peterson Institute คาดว่าเงินเฟ้ออาจสูงถึง 3.3% จนถึงปี 2569 เนื่องจากต้นทุนภาษีเริ่มถูกส่งต่อสู่ผู้บริโภค
“หลังจากที่เงินเฟ้อเกินเป้าหมายมาหลายปี ฉันคิดว่าความคาดหวังเงินเฟ้อมีความเสี่ยงจะหลุดจากกรอบ หากเป็นเช่นนั้น การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องของเฟดจะถูกมองว่าเป็นความผิดพลาด”
อย่างไรก็ตามแอนนา พอลสัน ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย แสดงมุมมองตรงข้าม โดยมองว่าเศรษฐกิจอาจอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเพิ่มผลิตภาพรอบใหม่ (productivity boom) ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวโดยไม่ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านราคา
*“ฉันไม่อยากขัดขวางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเริ่มมีการเพิ่มผลิตภาพ” พอลสันกล่าว พร้อมสนับสนุนแนวทางลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (ครั้งละ 0.25%) ภายในปีนี้ โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม พร้อมสรุปว่าแม้เศรษฐกิจยังคงเติบโต แต่พื้นฐานการเติบโตของสหรัฐกำลังพึ่งพาภาคส่วนจำกัด เช่น การลงทุนใน AI และการใช้จ่ายของผู้มีรายได้สูง และภาคธุรกิจจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่าอุปสงค์ในอนาคตจะมาจากที่ใด*
อ้างอิง : reuters.com