โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“พาวเวล” เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ก่อนประชุมเฟด พร้อมโจทย์ยาก “เศรษฐกิจโตแรง–ข้อมูลขาดหาย–เงินเฟ้อเสี่ยงสูง”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ต.ค. 2568 เวลา 17.19 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2568 เวลา 10.19 น.

“พาวเวล” เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ก่อนประชุมเฟดรอบใหม่ปลายเดือนตุลาคม พร้อมโจทย์ยาก “เศรษฐกิจโตแรง–ข้อมูลขาดหาย–เงินเฟ้อเสี่ยงสูง” พร้อมเสียงแตกดระหว่างฝ่ายห่วงเงินเฟ้อกับฝ่ายกังวลตลาดแรงงานอ่อนแรง

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 17.03 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสุดท้ายก่อนการประชุมเฟดปลายเดือนตุลาคม ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตเหนือความคาดหมาย และผลผลิตแรงงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก แต่เศรษฐกิจก็ยังต้องปรับตัวต่อผลของนโยบายภาษีศุลกากร (tariffs) และข้อจำกัดด้านคนเข้าเมือง (immigration policies) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายกังวลว่าอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและการว่างงานเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน

ภาวะดังกล่าวถือเป็นโจทย์ซับซ้อนสำหรับเฟดซึ่งมีหน้าที่รักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ และการจ้างงานให้อยู่ในระดับสูงสุด ขณะเดียวกันเฟดยังประสบปัญหาขาดข้อมูลเศรษฐกิจทางการจากภาวะรัฐบาลสหรัฐชัตดาวน์ (shutdown) ที่ทำให้รายงานตัวเลขจ้างงานเดือนกันยายนและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ถูกเลื่อนออกไป โดยข้อมูลอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดมีกำหนดเผยแพร่วันที่ 24 ตุลาคม ก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 28–29 ตุลาคม

นักลงทุนในตลาดคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 3.75%–4.00% และอาจลดอีกครั้งในเดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้กำลังเผชิญแรงขัดแย้งระหว่างปัจจัยบวกและลบที่ซับซ้อนมากขึ้น เกรกอรี แดโก (Gregory Daco) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ EY-Parthenon กล่าวในที่ประชุมสมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติสหรัฐ (NABE) ว่า “มีแรงกดดันหลายด้านที่กำลังดึงเศรษฐกิจไปคนละทาง โดยเฉพาะจากข้อจำกัดด้านภาษีศุลกากรและการลดจำนวนแรงงานต่างชาติ ขณะเดียวกันก็มีการลงทุนจำนวนมากในเทคโนโลยี AI ซึ่งทั้งสองแรงนี้กำลังหักล้างกันในรูปแบบที่ไม่แน่นอน และเป็นการต่อสู้ทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจมาก”

นักวิเคราะห์เตือนว่าความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไป
เจ้าหน้าที่เฟดเองก็มีความเห็นแตกต่าง บางส่วนกังวลว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% และจะคงอยู่เช่นนี้ไปถึงปีหน้า ขณะที่อีกฝ่ายห่วงว่าตลาดแรงงานอาจอ่อนแรงลงรวดเร็ว

คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) หนึ่งในผู้ว่าการเฟด กล่าวกับ CNBC เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “ตอนนี้มีบางอย่างไม่สมเหตุสมผล ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกปรับขึ้นเกือบแตะ 4% ในไตรมาสสาม แต่รายงานการจ้างงานกลับแสดงให้เห็นว่ามีการสูญเสียตำแหน่งงาน …คุณไม่สามารถมี GDP โต 4% ควบคู่กับการจ้างงานติดลบได้ … สุดท้ายต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น หรือแรงงานจะฟื้นกลับมาให้สอดคล้องกับการเติบโต หรือ GDP จะต้องชะลอตัวลง”

วอลเลอร์เป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่สนับสนุนให้ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อปกป้องตลาดแรงงาน แต่เสนอให้ลดอย่างระมัดระวัง ครั้งละ 0.25% เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเชิงนโยบาย ซึ่งเฟดเคยปรับลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการคงแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ กับการป้องกันความเปราะบางของตลาดแรงงาน

ในขณะที่รายงานจ้างงานอย่างเป็นทางการยังไม่เผยแพร่ เจ้าหน้าที่เฟดใช้ข้อมูลภาคเอกชนเป็นตัวชี้วัดทดแทน ซึ่งชี้ว่า “การจ้างงานยังคงอ่อนแอ” แม้อัตราการว่างงานล่าสุดเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 4.3% ซึ่งถือว่าใกล้ระดับการจ้างงานเต็มที่

นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายเตือนว่าช่วงปลายปีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการประเมินผลของนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีศุลกากร (tariffs) การจำกัดแรงงานต่างชาติ (immigration restrictions) และการปรับโครงสร้างภาษีธุรกิจ

ข้อมูลจากรายงานผลประกอบการบริษัทและการสำรวจภาคเอกชนชี้ว่าภาคธุรกิจยังอยู่ระหว่างการปรับตัว หลายบริษัทแบกรับต้นทุนภาษีโดยการลดต้นทุนและกำไร ซึ่งอาจทำให้ผลิตภาพ (productivity) ดีขึ้นชั่วคราว ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ยังต้องใช้เวลาเห็นผลในระยะยาว

นักเศรษฐศาสตร์ของ NABE คาดว่าอัตราเงินเฟ้อที่วัดด้วยดัชนี PCE (ซึ่งเฟดใช้เป็นหลัก) จะอยู่ที่ 2.5% ตลอดปีหน้า ขณะที่คาเรน ไดแนน (Karen Dynan) อดีตนักเศรษฐศาสตร์กระทรวงการคลังและนักวิจัยจากสถาบัน Peterson Institute คาดว่าเงินเฟ้ออาจสูงถึง 3.3% จนถึงปี 2569 เนื่องจากต้นทุนภาษีเริ่มถูกส่งต่อสู่ผู้บริโภค

“หลังจากที่เงินเฟ้อเกินเป้าหมายมาหลายปี ฉันคิดว่าความคาดหวังเงินเฟ้อมีความเสี่ยงจะหลุดจากกรอบ หากเป็นเช่นนั้น การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องของเฟดจะถูกมองว่าเป็นความผิดพลาด”

อย่างไรก็ตามแอนนา พอลสัน ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย แสดงมุมมองตรงข้าม โดยมองว่าเศรษฐกิจอาจอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเพิ่มผลิตภาพรอบใหม่ (productivity boom) ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวโดยไม่ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านราคา

*“ฉันไม่อยากขัดขวางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเริ่มมีการเพิ่มผลิตภาพ” พอลสันกล่าว พร้อมสนับสนุนแนวทางลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (ครั้งละ 0.25%) ภายในปีนี้ โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม พร้อมสรุปว่าแม้เศรษฐกิจยังคงเติบโต แต่พื้นฐานการเติบโตของสหรัฐกำลังพึ่งพาภาคส่วนจำกัด เช่น การลงทุนใน AI และการใช้จ่ายของผู้มีรายได้สูง และภาคธุรกิจจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่าอุปสงค์ในอนาคตจะมาจากที่ใด*

อ้างอิง : reuters.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...