เปิดถ้อยแถลง “สีหศักดิ์” อัด “เขมร” กลางเวที UN ซัดเล่นบทเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า บิดเบือนความจริง
ข่าวเวิร์คพอยท์ 23
อัพเดต 28 ก.ย 2568 เวลา 06.45 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2568 เวลา 06.45 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์(28 ก.ย. 68) ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติสมัยที่ 80 โดยมีถ้อยคำตอนหนึ่งที่ระบุถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชาว่า แม้แต่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด ความขัดแย้งระหว่างกันก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยต้องยอมรับว่าสถานการณ์กับกัมพูชาในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นที่พึงประสงค์ หรือเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย โดยสันติภาพความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรือง ของเราล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด เราไม่อาจออกจากกันได้ เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนเดียวกัน
เช้าวันนี้ผมตั้งใจที่จะกล่าวในประเด็นที่ต่างจากนี้และในเชิงบวกที่สะท้อนถึงความหวังสำหรับอนาคต แต่ผมจำเป็นแก้ไขถ้อยแถลงนี้ใหม่เพราะคำกล่าวนี้น่าผิดหวังโดยเพื่อนกัมพูชาของผม เป็นที่น่าเสียดายว่ากัมพูชายังคงสร้างภาพให้ตนเป็นผู้ถูกกระทำ กัมพูชาได้ให้ข้อเท็จจริงในแบบฉบับของตนที่ไม่สามารถยืนยันได้ เมื่อถูกตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งก็เป็นเพราะว่าสิ่งที่กล่าวเป็นการบิดเบือนความจริง
เราต่างรู้ว่าใครคือผู้ถูกกระทำที่แท้จริง ผู้ถูกกระทำที่แท้จริงคือ ทหารไทยที่ต้องสูญเสียจากทุ่นระเบิด คือเด็กๆที่โรงเรียนถูกโจมตี และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังจับจ่ายซื้อของในวันนั้นที่ร้านสะดวกซื้อที่ถูกโจมตีจากจรวดของกัมพูชา
เมื่อวานนี้ผมได้พบกับเพื่อนกัมพูชาที่สหประชาชาติแห่งนี้ เราได้พูดคุยกันในเรื่องสันติภาพ การเจรจา ความไว้ใจ และความเชื่อมั่น ประเด็นเหล่านี้ได้รับการยืนยันในการหารืออย่างไม่เป็นทางการสี่ฝ่าย จัดโดยสหรัฐอเมริกา เราขอขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ สำหรับความมุ่งมั่นต่อสันติภาพของท่าน
แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า คำกล่าวของกัมพูชาในวันนี้ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคำกล่าวในการหารือเมื่อวาน โดยคำกล่าวของกัมพูชาได้แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของเขา คำกล่าวของกัมพูชานั้นเป็นสิ่งที่คลาดเคลื่อนอย่างมากจนทำให้ความจริงดูเหมือนเป็นเรื่องตลก
แต่เริ่มแรกกัมพูชาเป็นผู้ริเริ่มความขัดแย้งด้วยความตั้งใจที่จะขยายข้อพิพาทชายแดนไปสู่ความขัดแย้งระดับชาติและทำให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันนี้
หมู่บ้านที่กัมพูชาอ้างถึงในคำกล่าวก่อนหน้านี้ตั้งอยู่ในเขตแดนของประเทศไทย โดยตามข้อเท็จจริงหมู่บ้านเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะ ประเทศไทยตัดสินใจด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมที่จะเปิดชายแดนในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อให้ประชาชนลายเซ็นคนได้หลบหนีจากสงครามกลางเมืองและมีพักพิงในประเทศไทย เราได้ตัดสินใจบนหลักการของความเมตตาและมนุษยธรรม ผมได้เห็นภาพดังกล่าวด้วยตนเองเมื่อครั้งผมยังเป็นเพียงนักการทูตผู้น้อย
แม้ว่าสงครามกลางเมืองได้สิ้นสุดและพักพิงได้ปิดตัวลง แต่หมู่บ้านของกัมพูชายังคงขยายขอบเขตตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และเมื่อประเทศไทยได้พยายามที่จะ ประท้วงอย่างต่อเนื่องแต่ฝ่ายกัมพูชายังคงเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องที่จะจัดการกับปัญหาการบุกรุกดังกล่าว
เมื่อสันติภาพกลับคืนสู่กัมพูชาภายหลังจากข้อตกลงสันติภาพปารีสคริสต์ศักราช 1991 ประเทศไทยได้ช่วยสร้างและฟื้นฟูให้กัมพูชาสามารถรักษาสันติภาพของชาติตนได้ เราได้ช่วยสร้างบ้านเรือน ถนน และโรงพยาบาล เพราะสันติภาพของกัมพูชานั้นเป็นผลประโยชน์ของไทยด้วยเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรทำเพื่อกันและกัน
ข้อตกลงหยุดยิงยังคงเปราะบางเราจำเป็นต้องทำให้ข้อตกลงนี้เกิดผลซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการกระทำที่จริงใจจากทั้งสองฝ่าย
เป็นที่น่าเสียใจว่ากัมพูชายังคงยั่วยุอย่างต่อเนื่องซึ่งรวมถึงการระดมพลเรือนเข้ามาในเขตแดนของไทยและยิงเข้ามาทางฝั่งของเรา ถือเป็นการบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน ผมหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2568 ที่กองกำลังกัมพูชาได้ยิงใส่กองกำลังไทยที่ประจำอยู่บริเวณชายแดน ด้วยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในวันนี้ กองกำลังไทยยังคงตรวจสอบพบโดรนลาดตระเวนของฝ่ายกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาดินแดนไทยทุกวันบริเวณชายแดน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยและข้อตกลงหยุดยิงที่ได้เห็นชอบร่วมกันในการประชุมสมัยพิเศษที่เมืองปุตราจายา มาเลเซีย และได้รับการยืนยันอีกครั้งการประชุมคณะกรรมการชายแดนระดับทวิภาคี
โปรดอย่าได้มีข้อสงสัยต่อการยืนหยัดเพื่อสันติภาพของไทย และไทยจะดำเนินการทุกวิถีทางที่สามารถกระทำได้เพื่อหาทางออกโดยสันติภาพต่อปัญหากับกัมพูชา ในขณะเดียวกันไทยจะยังคงยืนหยัดเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของแผ่นดินของเรา โดยเราขอเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือกับเราเพื่อแก้ไขความแตกแยกผ่านการหารือโดยสันติและกลไกที่มีอยู่
ในวันนี้ประเทศของเราทั้งสองต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางในฐานะที่เราเป็นเพื่อนบ้านและมิตรกัน ประเทศประเทศไทยขอถามกัมพูชาว่าจะเลือกเส้นทางใด เส้นทางของการเผชิญหน้าหรือเส้นทางของสันติภาพและความร่วมมือ
ประเทศไทยขอเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพเพราะเราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนของทั้งสองประเทศสมควรได้รับ แต่เรายังคงมีข้อสงสัยว่ากัมพูชาตั้งใจที่จะร่วมมือกับเราในการมุ่งสู่สันติภาพหรือไม่
สำหรับประเทศไทยการเจรจา ความไว้วางใจ และความสุจริตใจ ไม่ใช่เป็นเพียงคำพูด แต่คือหนทางในการเดินต่อไปภายหน้า เรายังคงยึดมั่นในหลักการเหล่านี้ในการดำเนินความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนต่างๆทั้งในอาเซียนและนอกเหนือออกไป รวมถึงมหาอำนาจต่างๆเพื่อมุ่งสู่การมีสันติภาพที่ยั่งยืนและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน