การเมืองป่วน-หนี้พุ่งฉุดเรตติ้ง เอกชนจับมือสภาพัฒน์เสนอ "พิมพ์เขียว" ยกเครื่องประเทศ
“ภาคธุรกิจ-นักเศรษฐศาสตร์” ห่วงไทยเสี่ยงถูกปรับเครดิตปมการเมืองป่วน-หนี้สาธารณะพุ่งใกล้ชนเพดาน “ดร.พิพัฒน์” ชี้ทุกปัจจัยเสี่ยงกระทบเรตติ้ง ปมใหญ่จีดีพีโตต่ำ-หนี้โตเร็ว 3สถาบันเอกชนจับมือสภาพัฒน์-แบงก์ชาติ-สศค. ชู Reinvent Thailand พิมพ์เขียว ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเสนอ “รัฐบาลใหม่” ศูนย์วิจัยกสิกรฯชำแหละนโยบายเศรษฐกิจไทยไม่ต่อเนื่อง ช่วงเวลา 6 เดือน 3 รัฐบาล ฉุดเชื่อมั่นเอกชนชะลอลงทุนยาว
จับตาเครดิตเรตติ้งประเทศ
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงนี้หลายฝ่ายกังวลว่าประเทศไทย มีความเสี่ยงจะถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง เนื่องจากมูดีส์ฯเพิ่งเข้ามาพบหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยปัจจัยสำคัญที่มูดีส์จะนำไปพิจารณาเรื่องเครดิต ก็คือ “ปัญหาการเมือง” อย่างไรก็ดี ปัญหาใหญ่สุดที่สถาบันจัดอันดับเครดิตมอง ก็คือ หนี้สาธารณะต่อ GDP โดยมี 3 เรื่องที่สำคัญ 1.การขาดดุลทางการคลัง 2.ดอกเบี้ยสูง และ 3.Norminal GDP Growth (อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจรวมเงินเฟ้อ)
“สิ่งที่มูดีส์บอก คือ วันนี้ไทยมีปัญหาขาดดุลสูง จากที่ตั้งเป้าว่าจะปรับลงมาอยู่ที่ 3% ของจีดีพี ก็ทำไม่ได้ ขาดดุลอยู่ที่ 4.5% ของจีดีพีมา 3 ปีแล้ว ส่วน Norminal GDP ก็โตต่ำกว่าที่คาด กระทรวงการคลังทำไว้โต 4.5-5% แต่ปีนี้อาจโตแค่ 2-2.5% ดังนั้น ถ้าหนี้โตเท่าเดิม แต่จีดีพีโตน้อยกว่าเดิม หนี้ต่อจีดีพีก็จะพุ่งเร็วขึ้น ยังดีที่ดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่การเมืองมีปัญหา การปฏิรูปโครงสร้างอะไรที่พูดกันก็ไม่เกิด คือแต่ละเรื่องไปแตะแฟกเตอร์ความเสี่ยงหมดเลย”
โจทย์จีดีพีโตต่ำ-หนี้เพิ่มเร็ว
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญสุดอยู่ที่ Norminal GDP โตช้า ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบหลายอย่าง เนื่องจาก GDP เป็นตัวหาร อย่างเช่น สัดส่วนรายได้รัฐก็ต่ำลง ทำให้อยู่ดี ๆ ก็จะขาดดุลเพิ่มขึ้น ดังนั้น การที่พูดถึงการขยับเพดานหนี้สาธารณะก็คงต้องทำ เพราะหนี้เพิ่มเร็ว แต่ GDP โตช้าลง
“สิ่งที่จะทำให้เรตติ้งเอเยนซี่ดาวน์เกรด ก็คือ ต้องมีแผนการลดการขาดดุลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งก็ต้องขึ้นภาษี ลดรายจ่าย แต่พอการเมืองเป็นอย่างนี้ แผนลดขาดดุลก็ไม่มี เพราะทุกคนเอาแค่ระยะสั้น”
อย่างไรก็ดี ดร.พิพัฒน์เชื่อว่ามูดีส์ฯคงไม่ปรับลดอันดับเครดิตไทย หลังจากที่ปรับมุมมอง (Outlook) เป็นเชิงลบไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่คาดว่าสถาบันจัดอันดับเครดิตอื่น ๆ น่าจะปรับ Outlook ตามมูดีส์ฯ
เศรษฐกิจไทยหนักยาวถึงปีหน้า
สอดคล้องกับ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยถูกมูดีส์ฯปรับมุมมองเครดิต จาก Stable เป็น Negative ไปแล้ว เชื่อว่าจะมีทยอยตามมาอีก จากมุมมองเชิงลบในเรื่องของภาระการคลังสูง หนี้สาธารณะสูง แต่ตัวหลักจะมาจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ โดยศักยภาพการเติบโตปีนี้อยู่ที่ 2% และคาดว่าปี 2569 จะยิ่งโตต่ำอีก
“ในแง่ผลกระทบตอนนี้ยังค่อนข้างจำกัด เพราะหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ รัฐบาลมีต้นทุนกู้ยืมไม่สูง แต่ยอมรับว่ามีความเสี่ยงมากขึ้น หากไทยถูกปรับเรตติ้ง เพราะเงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลออก และเชื่อมโยงไปสู่ตลาดตราสารหนี้ ซึ่งอาจกระทบไปยังการระดมทุนของภาคเอกชนที่ต้นทุนจะสูงขึ้น ตอนนี้อาจจะเป็นแค่การขู่”
อย่างไรก็ดี มองในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า จะต้องติดตามเรื่องของเสถียรภาพทางการเมือง การเบิกจ่ายงบประมาณต่าง ๆ รวมถึงผลจากภาษีทรัมป์ ที่จะมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงมากขึ้น ยาวไปถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2569
ธุรกิจ-แบงก์ขับเคลื่อนประเทศ
ขณะที่นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงหลังประชุม กกร.ว่า คาดว่าปีนี้ GDP ไทยจะขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% โดยครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1% ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลดอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น
นายผยงกล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้มองไม่ออกว่า Chapter ต่อไปประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ดังนั้นในส่วนของภาคเอกชน 3 สถาบัน (สภาอุตฯ, หอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย) มองว่า ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานาน ทำให้ความสามารถในการแข่งขัน และเศรษฐกิจเติบโตลดลงต่อเนื่อง และผลจากมาตรการภาษีทรัมป์ เข้ามาซ้ำเติมปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จึงได้มีการเข้าหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาพัฒน์
และได้ร่วมกันยกร่างพิมพ์เขียว (White Paper) การทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้หลักคิดของการร่วมมือกันคิดใหม่ ร่วมทำใหม่ ร่วมแบ่งหน้าที่ ของทุกภาคส่วน เป็นพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ผ่านแพลตฟอร์มการร่วมสร้างพัฒนา และขับเคลื่อน เพื่อ Reinvent ประเทศไทย
รวมพลังยกเครื่องเศรษฐกิจ
นายผยงกล่าวว่า อนาคตเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับตัวเราเอง พายุรอบนี้เป็นการเรียกร้องให้เราลุกขึ้นมาร่วมปรับตัวครั้งสำคัญ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่อาจล่าช้าได้อีกต่อไป โดยศักยภาพของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว และการแก้ปัญหาโครงสร้างอย่างจริงจัง ที่ต้องเริ่มดำเนินการ “เร่งด่วน” และ “ต่อเนื่อง”
โดย “ภาคเอกชน” จะเป็นหัวหอกการปรับตัว แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างนวัตกรรม, ภาคการเงิน มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และต้นทุนที่สอดคล้องกับความเสี่ยง ขณะที่ “ภาครัฐ” มีหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ รวมถึงการสร้าง Incentive ให้ภาคธุรกิจ
ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบร่วมกันดำเนินการ และติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้ “ข้อมูล” (Data-driven) ให้ตอบโจทย์ สร้างกลไกการปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงแบบ End to End
ทั้งนี้ กกร.ผลักดัน 2 นโยบายเร่งด่วน คือ 1.แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ นำไปสู่การเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ 2.เพิ่มขีดความสามารถภาคเอกชนด้วยการเชื่อมโยงตลอดซัพพลายเชน โดยมีแรงจูงใจจากภาครัฐ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐเพื่อสร้างตลาด
รัฐบาลใหม่เจอโจทย์หนี้
ขณะที่นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยการจัดเก็บภาษีต่ำเป้า หนี้สาธารณะสูง ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็เหมือนบริษัทที่ไม่มีรายได้ แต่ต้องกู้เงินมากลบค่าใช้จ่ายที่บวมขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหากเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ประเทศไทยก็มีโอกาสถูกปรับลดอันดับเครดิตได้ แต่โชคดีหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยจุดเริ่มต้นไม่ได้สูงมาก แต่ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องซึ่งไว้วางใจไม่ได้
“วันนี้เราอาจไม่ได้ปริ่มน้ำ แต่ถ้าจีดีพีเราโตช้า หรือไม่โต แล้วหนี้สาธารณะโตเร็ว เป็นความเสี่ยงรัฐบาลจะมา 4 เดือน หรือ 2 ปี หรืออีก 4 ปี ก็ต้องเจอความท้าทายหมดว่าจะต้องใช้งบประมาณขาดดุลสู้กับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะไปต่อยากขึ้น ด้วยข้อจำกัดนี้”
นายปิติกล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ธนาคารต้องดูแลลูกค้าต่อเนื่อง โดยต้องทำหลายอย่าง ทำต่อโดยไม่เกี่ยวกับการเมือง แม้ว่าการเมืองจะทำให้เศรษฐกิจชะงัก แต่ไม่ได้แปลว่า ธนาคาร ภาคเอกชน จะต้องหยุดเดินตาม ยังต้องเดินประคองกันไป ดังนั้น จึงได้เกิดความร่วมมือของภาคเอกชน 3 สถาบัน, ธปท., สภาพัฒน์ และ สศค. จึงได้ร่วมกันทำพิมพ์เขียว “Reinvent Thailand” เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งในเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การรับมือนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ และการเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชนในระยะยาว เพื่อเป็นโรดแมปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของชาติ
ชง 3 มิติแก้ “หนี้ครัวเรือน”
นายปิติกล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน จะต้องมี 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1.ควรมีกลไกด้านข้อมูลเครดิตที่สมบูรณ์กว่านี้ โดยให้ทุก ๆ องค์กร/บริษัทที่มีการปล่อยกู้ ต้องรายงานเพื่อให้บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เพื่อเก็บข้อมูล 2.การจัดทำ Scoring เพื่อเป็นแนวทางในการคิดอัตราดอกเบี้ย และ 3.สถาบันการเงินมีตารางที่โปร่งใส เพื่อใช้ปล่อยกู้โดยใช้ Scoring และได้อัตราดอกเบี้ยตามสกอริ่งดังกล่าว รวมถึงการปล่อยกู้อย่างมีความรับผิดชอบด้วย ซึ่งหากทั้ง 3 ส่วนนี้เชื่อมกันก็จะทำให้การปล่อยสินเชื่อมีประสิทธิภาพ และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
นโยบายรวน 6 เดือน 3 รัฐบาล
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ในการพิจารณาของบริษัทจัดอันดับเครดิตมี 2 ส่วน คือ ความสามารถในการชำระหนี้ และเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งเครดิตเรตติ้งบางรายได้ส่งสัญญาณความเป็นห่วงในประเด็นดังกล่าวแล้ว โดยหากพิจารณาเสถียรภาพทางการเมืองก็จะเชื่อมโยงไปยังการจัดการงบประมาณ
ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเป็นห่วงว่า นโยบายดูแลเศรษฐกิจจะมีความต่อเนื่องหรือไม่ จากเดิมจะเปลี่ยนแค่ตัวนายกรัฐมนตรี และทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อได้ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนทั้ง ครม. รวมถึงระยะข้างหน้าอาจเกิดสุญญากาศ เนื่องจากตามข้อตกลงรัฐบาลใหม่ 4 เดือน จะประกาศยุบสภา เลือกตั้งใหม่
“เท่ากับว่าในช่วงเวลา 6 เดือน จะมีการเปลี่ยนถึง 3 รัฐบาล ทำให้นโยบายต่าง ๆ ทำได้ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้คนไม่กล้าลงทุนโปรเจ็กต์ใหม่ เกิดการชะลอดูสถานการณ์ (Wait & See) และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและผู้บริโภคปรับลดลง”
ปี’70 หนี้สาธารณะชนเพดาน
นายบุรินทร์กล่าวว่า จากประเด็นเสถียรภาพทางการเมือง นำมาสู่ความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งคาดว่าภายในปี 2570 หนี้สาธารณะจะชนเพดานที่ระดับ 70% ของจีดีพี เป็นความเสี่ยงที่มีโอกาสโดน Down Grade ได้ เนื่องจากบริษัทเรตติ้งมองว่า หนี้ใกล้ทะลุเพดาน รัฐบาลยังไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการได้ เพราะมองไปข้างหน้าศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจลดลง และหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน (ไม่รวมหนี้เอกชน) ทะลุ 160% ต่อจีดีพี แต่หากดูรายรับ-รายจ่ายของภาครัฐ จะเห็นว่ารายได้ลดลง แต่รายจ่ายยังเพิ่มขึ้น และขาดดุลงบประมาณทุกปีปีละ 3-4% จึงเป็นความเสี่ยงที่เรตติ้งจะถูกปรับลดลง
“ตอนนี้วินัยทางการคลังเราเริ่มอ่อนแอ จากเดิมหนี้สาธารณะก่อนโควิด-19 อยู่ที่ประมาณ 40% ต่อจีดีพี แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และน่าจะทะลุกรอบเพดาน 70% ภายในปี’70 ซึ่งหากยังไม่มีแผนปฏิรูปโครงสร้างชัดเจนในการสร้างรายได้ หรือลดรายจ่าย เพราะภาษีหลายอย่างไม่กล้าจัดเก็บ แต่มีการจ่ายสวัสดิการมากขึ้น จึงเป็นความเสี่ยง ภายใต้เสถียรภาพการเมืองอาจมีสุญญากาศ จึงเห็นว่าเรตติ้งเอเยนซี่บางแห่งเริ่มส่งสัญญาณมาแล้ว”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเมืองป่วน-หนี้พุ่งฉุดเรตติ้ง เอกชนจับมือสภาพัฒน์เสนอ “พิมพ์เขียว” ยกเครื่องประเทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net