โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไม้กฤษณา” ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ ชาวบ้านย่านตาขาว-ตรัง ลุยปลุก กลั่นเป็นน้ำมันกฤษณา ส่งขายตปท.สร้างรายได้เดือน 2 ล้าน

77kaoded

เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2566 เวลา 04.06 น. • 77 ข่าวเด็ด

ตรัง-น้ำมันหอมจากไม้กฤษณา รวมทั้งชิ้นส่วนไม้หอม สินค้าส่งออกของชาวบ้าน ต.ในควน อ.ย่านตาขาว ส่งขายทุกประเทศแถบตะวันออกกลางหรือชาติอาหรับ โดยน้ำมันหอมของภาคใต้ จ.ตรัง คุณภาพสูง ทำยอดขายถล่มทลายเดือนละประมาณ 2 ล้านบาท แต่ยังขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ หากเพิ่มกำลังการผลิตได้จะยิ่งส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้อีกมาก เพราะตลาดต้องการสูง ซึ่งยุคหนึ่งรัฐเคยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้กฤษณา เพราะมองว่าเป็นไม้เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง

ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณาแปรรูป บ้านไม้หอม หมู่ที่ 1 ตำบลในควน อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ซึ่งสมาชิกกว่า 10 คน ได้รวมกลุ่มกันปลูกไม้กฤษฎา แซมในสวนยางพารามาเกือบ 20 ปี เนื้อที่รวมแล้วประมาณ 50 ไร่ ซึ่งปัจจุบันได้ทำน้ำมันกฤษณาส่งขายทั้งตลาดกลางของไทย ซึ่งอยู่ที่ย่านซอยนานา กรุงเทพฯ และส่งขายไกลถึงต่างแดนแถบประเทศอาหรับ ตะวันออกกลางไม่ต่ำกว่า 8 ประเทศ ทั้ง ดูไบ อินเดีย คูเวต ฯลฯซึ่งมีพ่อค้าคนกลางออเดอร์มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยคุณสมบัติกลิ่นหอมมากกว่าแหล่งอื่นในประเทศไทย

ทั้งนี้ ต้นกฤษณาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน โดยทางกลุ่มได้นำไปดูแปลงขยายพันธุ์เพื่อไว้จำหน่าย ในราคาเริ่มต้น ต้นละ 20 บาท รวมทั้งดูแปลงปลูกของสมาชิกในกลุ่ม, ดูวิธีการเจาะต้นกฤษณา เพื่อให้ได้แก่นมาสกัดทำเป็นน้ำมันหอมระเหยส่งขาย , ขายเป็นชิ้นส่วนของแก่น นำไปเผาไฟ เพื่อให้กลิ่นหอม ,ส่วนของใบไม้กฤษณา นับจากใบที่ 3 -7 (นับจากยอดอ่อน) สามารถนำไปตากแห้งทำชากฤษณาขายด้วย รวมทั้งนำส่วนของน้ำซึ่งยังมีกลิ่นหอม มาแปรรูปทำ ผลิตภัณฑ์ต่างๆด้วย และนำชมกระบวนการผลิตสกัดน้ำมันหอมระเหยของกลุ่ม

นางพัชรินทร์ นามเทวี อายุ 52 ปี รองประธานฯ บอกว่า ต้นกล้าพันธุ์ให้คนถอนมาจากบนภูเขา หรือจากแปลงปลูกของสมาชิก จากนั้นนำมาชำไว้ในถุง ไว้จำหน่ายด้วย เริ่มต้นที่ราคาต้นละ 20 บาท โดยต้นกฤษณา 1 ต้น เมื่อตัดโค่นเอาแก่นไม้มากลั่นเอาน้ำมัน สามารถเอาไปทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใบเอาไปทำชา ส่วนของต้นเอาไปทำธูปหอม เอาไปกลั่นทำน้ำหอม ซึ่งคนที่ชื่นชอบกลิ่นกฤษณาคือ ชาวอาหรับ ตะวันออกกลาง คนไทยไม่นิยมกลิ่นกฤษณา และถือเป็นต้นไม้เศรษฐกิจชนิดหนึ่ง แต่ยังขาดการส่งเสริมอย่างจริงจังทั้งการปลูก และโดยเฉพาะการแปรรูป แต่เฉพาะพื้นที่นี้ ชาวบ้านนิยมปลูกกัน บางคนปลูกนับ 10 ไร่ อย่างแปลงนี้ของญาติตน เดิมปลูกแซมในสวนยาง แต่พอยางอายุได้ประมาณ 15 ปี ญาติก็ยอมตัดโค่นยางทิ้ง เพื่อเหลือไว้แต่ต้นกฤษณา ซึ่งไม้กฤษณาความจริงจะต้องใช้เวลานับสิบๆปี แต่หากเราจะนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อนำไปกลั่นทำน้ำมัน เพียง 5 ปี ก็สามารถใช้ได้แล้ว เพียงแต่จะต้องเจาะเอาไว้ตั้งแต่อายุต้นได้ประมาณ 2 ปี พอ 5 ปีก็ตัดเอาไปใช้ได้ หรือโดยรวมเมื่อเจาะ หรือทำตำหนิที่ลำต้นแล้วใช้เวลาประมาณ 2 ปีขึ้นไป จึงจะได้แก่นไม้มาสกัดเอาน้ำมันหอมจำหน่าย ซึ่งในการปลูกและการทำ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่มีความรู้และเข้าใจถึงประโยชน์ของมัน ก็ทำได้ โดยผู้ชายจะเป็นคนเจาะลำต้น เพราะต้องออกแรง ญาติๆปลูกไม้กฤษณาไว้จำนวนมาก แซมไว้ในสวนยาง เอามาป้อนให้กับกลุ่มแปรรูป ถือเป็นกลุ่มเดียวในจ.ตรัง และเป็นแหล่งใหญ่ของภาคใต้ มีคนมาศึกษาดูงานไม่ขาดสาย

ด้านนายอดิศักดิ์ เอียดตรง อายุ 53 ปี 1 ในสมาชิกของกลุ่ม ฯ นำดูวิธีการ ขั้นตอนการเจาะกว่าจะได้แก่นไม้กฤษณา ในสวนยางของตนเอง เนื้อที่ 7 ไร่ โดยได้ปลูกแซมด้วยต้นกฤษณาไว้เต็มพื้นที่รวมประมาณ 200 ตัน ตอนนี้อายุได้กว่า 10 ปีแล้ว ได้ประโยชน์ทั้งสวนยาง และไม้กฤษณา โดยบอกว่า ไม้กฤษณาเป็นไม้ไว้สำหรับใช้สอย ที่ยุคหนึ่งรัฐเคยส่งเสริมให้มีการปลูก แต่ไม่ได้ส่งเสริมการแปรรูปอย่างจริงจัง ของตนเจาะด้วยไม้ไผ่ ผ่านมาแล้ว 2 ปี ก็สามารถตัดแก่นมาสกัดเป็นน้ำมันได้แล้ว แต่หากยิ่งไว้นานแก่นจะยิ่งแก่ปริมาณน้ำมันจะยิ่งมาก มูลค่าแต่ละต้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่ได้ ราคาหลักร้อย -หลักแสนบาทต่อต้นก็มี

ทางด้านนายอนันต์ เอียดตรง อายุ 72 ปี ประธานกลุ่มฯ นำดูการผลิต และสาธิตการเอาไม้กฤษณาเผาไฟ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมที่ชาวอาหรับนิยม บอกว่า ขั้นตอนการทำ เมื่อได้แก่นไม้กฤษณาแล้วจากนั้นเอามาสับ แล้วนำไปหมัก จากนั้นนำมาบด แล้วนำไปต้มกลั่น สกัดออกมาเป็นน้ำมัน ในการสกัดน้ำมันหอม จะได้ออกมา 2 ชั้น คือ ชั้นบน จะเป็นส่วนของน้ำมัน ส่วนชั้นล่าง จะเป็นส่วนของน้ำ โดยน้ำมันกฤษณา ขายเป็นหน่วยที่เรียกว่าโตร่า (Tora) หนึ่งโตร่าประมาณ 12.5 ซีซี ราคาโดยทั่วไปประมาณ 4,000 บาทต่อโตร่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมัน เฉพาะน้ำมันของกลุ่มส่งขายเดือนละประมาณ 20,000 กรัม ( 1,000 กรัม/1กก.) ส่วนของน้ำ ซึ่งก็ยังมีกลิ่นหอม ก็นำไปแปรรูปเป็น สบู่ สบู่เหลว ยาสระผม หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งไม่ต้องผสมกลิ่นน้ำหอมอะไรแล้ว เพราะว่าส่วนของน้ำก็มีกลิ่นน้ำหอมผสมอยู่ในนี้แล้ว

นอกจากนั้น ยังตัดแก่นไม้หอมเป็นชิ้นส่วนส่งขายด้วย ซึ่งในประเทศตนเองจะเดินทางไปขายเอง ที่ซอยนานา หรือสุขุมวิทย์ ซอย 3 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของประเทศไทย ราคากก.ละ 15,000 บาทขึ้นไป ถึงกก.ละ40,000 -50,000 บาท ขึ้นอยู่กับความหอม แต่หากส่งไปขายตลาดกลางต่างประเทศ ผ่านพ่อค้าคนกลาง คือ ที่ประเทศดูไบ และประเทศอาหรับเอริเรต หรือไม่ต่ำกว่า 8 ประเทศในตะวันออกกลาง ราคาพุ่งกก.ละ 300,000 - 400,000 บาท เพราะประเทศแถบอาหรับ ประเทศนิยมใช้น้ำหอมจากไม้ชนิดนี้

ทั้งน้ำมันบริสุทธิ์ และแก่นไม้นำไปเผาไฟ เพื่อให้ได้กลิ่นหอม ซึ่งของจ.ตรังกลิ่นหอมมาก เป็นที่นิยม ซึ่งความจริงทางภาคใต้ยังมีไม่มาก เพราะยังขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ แต่จะมีมากที่ภาคตะวันออก ซึ่งตลาดที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จึงมีสินค้ามาจากลาว เวียดนาม เฉพาะของกลุ่มตนเองทั้งน้ำมันหอม และชิ้นส่วนไม้ ส่งขายต่อเดือนสร้างรายได้เข้ากลุ่มประมาณเดือนละ 2 ล้านบาท ซึ่งหม้อสกัดของกลุ่มมีเพียง 4 หม้อ ยังน้อยมาก ผลิตไม่ทัน ความต้องการ แม้ต้องสกัดทำงานตลอด 24 ชม. ใจจริงอยากจะเพิ่มให้ได้ 10 หม้อ แต่ขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ ไม่มีเงินทุน จึงทำตามสภาพ แต่หากมีเงินทุน เพิ่มกำลังการกลั่นจะขายได้มาก เพราะท้องตลาดต้องการน้ำมันหอมชนิดนี้จำนวนมาก มีเท่าไรไม่พอขาย โดยน้ำมันกฤษณามีสรรพคุณ บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงตับและปอดให้เป็นปกติ แก้ลม แก้ลมอ่อนเพลีย ทำให้ชุ่มชื่นใจ และบำรุงกำลัง ลูกค้าสนใจสั่งน้ำมันหอมกฤษณา และไม้หอมกฤษณา ติดต่อได้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณาแปรรูป บ้านไม้หอม ( หรือกลุ่ม แม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งหนองแห้ง โทรศัพท์ 062 -1327156

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...