ตร.จราจรกลางช่วยหนุ่มวัย 40 ปีโดนอุ้มคาด่านตรวจเมาจับ 5 ผู้ต้องหาพร้อมปืน 6 กระบอกกระสุนเพียบ
ตร.จราจรกลางช่วยหนุ่มวัย 40 ปีโดนอุ้มคาด่านตรวจเมาจับ 5 ผู้ต้องหาพร้อมปืน 6 กระบอกกระสุนเพียบ
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ พ.ต.อ.จามร ทองพรรณ ผกก. 1 บก.จร. พ.ต.ท.ประวิทย์ ภูเงินงาม ผู้ควบคุมด่าน และ ร.ต.อ.ชาญชัย เพ็ชรคง หัวหน้าชุดนำกำลังงานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร.ตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี ถนนร่มเกล้า เขตมีนบุรี กทม. เขตพื้นที่ สน.มีนบุรี มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 2 คัน คันแรกรถยนต์โตโยต้า รุ่นยาริส สีแดง ทะเบียน 8 กถ 2881 กทม. และรถยนต์นั่งเชฟโรเลต รุ่นโซนิค ทะเบียน 2 กก 9040 กทม. ขับเข้ามาในด่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้ลดกระจกลง โดยพบว่าบุคคลภายในรถคนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่านายอุเทน (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าถูกกลุ่มผู้ต้องหาจับตัวมาและมีผู้ต้องหาบางคนพยายามลงจากรถเพื่อหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงช่วยกันจับกุมและควบคุมตัวไว้คือนายอนุกูล ยิ้มอาสา อายุ 41 ปี นายอาทิตย์ มหาคีตะ อายุ 41 ปี นายเอกพงษ์ ทองคำ อายุ 37 ปี นายมนตรี คลังสมบัติ อายุ 37 ปี และนายวิษณุ มาหาคีตะ อายุ 33 ปี ก่อนนำรถเข้าจอดชิดขอบทาง เพื่อตรวจค้นพบอาวุธปืนของกลาง 6 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน 107 นัด อยู่ในกระเป๋าเป้และอาวุธปืนบางกระบอกวางอยู่ที่เบาะภายในรถ จึงนำกลุ่มผู้ต้องหาพร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนส่งพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี
นายอุเทน ผู้เสียหายให้การว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังนั่งทานข้าวอยู่ที่ร้านอาหาร ย่านร่มเกล้า ระหว่างนั้นได้ยินเสียงคนร้องให้หลบๆ จากนั้นมีชายคนร้าย 2 คน ชักอาวุธปืนออกมาเดินตรงมาขณะนั้นตนงงว่าเกิดอะไรขึ้น มีเพื่อนเข้ามาพยายามช่วยห้ามแต่กลุ่มผู้ต้องหาลากตนขึ้นไปบนรถโดยผู้ต้องหา 1 ใน 5 เป็นคนที่ตนรู้จักเพราะเคยนับถือเป็นพี่เป็นน้องกันมาก่อน แต่ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งอะไรรุนแรง โดยกลุ่มผู้ต้องหาบอกว่าจะนำตนไปฆ่าให้ตาย ตอนนั้นคิดว่าต้องตายแน่เพราะถูกอุ้มลากขึ้นไปบนรถ กระทั่งมาเจอด่านตรวจ จึงร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ทำให้รอดมาได้
สอบสวนทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหาให้การตรงกันว่าต่างรู้จักกัน โดยผู้เสียหายถูกทำร้ายร่างกาย แล้วพาขึ้นรถมา มีผู้ก่อเหตุขับรถมาด้วยกัน 2 คัน รวมทั้งหมด 5 คน แต่ทั้งหมดยังไม่ยอมให้การในรายละเอียด เพียงแต่บอกว่ารู้จักกัน แต่มีการเขม่นกันเรื่องคำพูดจาที่ไม่เข้าหู โดยขณะผู้เสียหายบาดเจ็บเจ้าหน้าที่นำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล ทางญาติผู้เสียหายเข้าแจ้งความเรื่องการทำร้ายร่างกายและการกักขังหน่วงเหนี่ยว ที่ สน.ร่มเกล้า ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุไว้แล้ว ในส่วนของ สน.มีนบุรี จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 5 เกี่ยวกับความผิดเรื่องปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และเรื่องการใช้ทะเบียนรถยนต์ปลอม
พ.ต.อ.ชนาวิน พวงเพชร รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุการก่อเหตุที่แน่ชัดเพราะหลังเกิดเหตุผู้เสียหายยังไม่มาให้การกับพนักงานสอบสวน แต่จะมาพบภายในวันนี้ ส่วนผู้ต้องหายังคงปฏิเสธไม่ยอมให้การใด มีเพียงข้อมูลจากบันทึกจับกุมของตำรวจจราจรกลาง จึงต้องรอสอบรายละเอียดจากผู้เสียหายเพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาประกอบกัน ส่วนรายละเอียดเบื้องต้น รับรายงานว่ากลุ่มผู้ต้องหา 5 คน ไปพาตัวผู้เสียหายจากร้านอาหารแห่งหนึ่งในพื้นที่ สน.ร่มเกล้า ก่อนขึ้นรถของผู้ต้องหามา 2 คัน โดยผู้เสียหายนั่งมาในรถเชฟโรเรตสีขาว ส่วนอีกคันมีกลุ่มผู้ก่อเหตุขับมาเพียงคนเดียว พอถึงจุดที่ตำรวจจราจรกลางตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ ผู้เสียหายจึงขอความช่วยเหลือ ซึ่งบริเวณนั้นมีรถติดเป็นแถวยาว ทำให้ผู้ก่อเหตุนำรถออกไม่ได้ จึงลงจากรถและวิ่งหลบหนี ก่อนถูกตำรวจตามไปรวบตัว และพบปืนที่พกไว้ติดตัวและในรถ ขณะนี้กำลังตรวจสอบถึงที่มาของอาวุธปืนและหาความเชื่อมโยงอื่น ๆ
พ.ต.อ.ชณาวิน กล่าวอีกว่าส่วนคดีความตอนนี้ สน.มีนบุรี เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้ที่ สน.ร่มเกล้า ขณะนี้ยังต้องรอตรวจสอบ และยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดกับผู้ก่อเหตุ ยังคงต้องรอสอบปากคำ และเบื้องต้นยังไม่ทราบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุกับผู้เสียหายรู้จักกันมาก่อนหรือไม่
คดีนี้พนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี จะเป็นผู้รับผิดชอบทำคดี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุได้ แม้ว่าการก่อเหตุจะเกิดขึ้นในพื้นที่ สน.ร่มเกล้า ก็ตาม ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สรุปสาเหตุ และยังไม่ได้มีการแจ้งข้อหากับกลุ่มผู้ก่อเหตุ เนื่องจากต้องรอสอบปากคำคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ให้ได้ข้อเท็จจริง ก่อน ซึ่งกลุ่มผู้ก่อเหตุยังไม่ยอมให้การ ส่วนผู้เสียหายได้นัดมาให้ปากคำในวันนี้ ซึ่งเมื่อสอบปากคำแล้วเสร็จก็จะพิจารณาแจ้งข้อหาต่อไป
ด้านแม่ของนายวิษณุ และนายอาทิตย์ 2 ใน 5 ผู้ต้องหาอุ้มชายจากร้านอาหารย่านร่มเกล้า เดินทางมาเยี่ยมลูกที่ถูกคุมขังอยู่ในโรงพัก พร้อมเปิดเผยว่า นายวิษณุ ลูกชายคนเล็กตนมีอาชีพทำนาและร้านอาหาร ส่วนนายอาทิตย์ ก็เลี้ยงปลาและทำร้านอาหาร รวมถึงอู่รถซิ่ง แต่เพิ่งทราบว่าลูกๆ มีปืนหลังเมื่อช่วงตี 3 ที่ผ่านมาลูกคนเล็กแจ้งว่าตำรวจจะไปเก็บปืนที่บ้าน ซึ่งเป็นปืนมีทะเบียน แต่จนตอนนี้ก็ยังไม่ได้พบลูก โดยทนายความได้เข้ามาพบแล้ว จากนี้ยังไม่ทราบว่าจะทำอะไรต่อเพราะทราบว่าลูกโดนคดีปืนเท่านั้น ส่วนผู้เสียหายก็ไม่ได้รู้จักกัน ทั้งนี้ลูกๆ ตนเป็นคนใจเย็น ที่บ้านมีแต่คนรัก โดยนายวิษณุ ยังกลัวเลือดขนาดเคยให้เลือดตนแล้วช็อก ซึ่งปกติแล้วจะมีเพื่อนๆ ของลูกเข้ามากินเหล้าที่บ้านเขาบ้าง แต่ยืนยันไม่รู้จักนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพล ยกเว้นกำนันผู้ใหญ่บ้านเพราะตนเป็น อสม.ต้องช่วยเหลือประชาชน
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เดิมทีนายนุกูล หรือ จิ้น หนึ่งในผู้ก่อเหตุอุ้มนายอุเทน หรือยุ้ย ผู้เสียหาย รู้จักนับถือกันเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเพราะเรียนสถาบันอาชีวะเดียวกันในย่านบางกะปิ โดยนายนุกูลเป็นหัวโจกก่อเหตุอุ้มครั้งนี้ ซึ่งที่ผ่านมา ทั้งคู่เคยเดินติดตามนักการเมืองมาหลายปี โดยนายนุกูล ได้พานายอุเทนซึ่งเป็นรุ่นน้องเข้าวงการนี้ แต่ 2-3 ปีให้หลังนายนุกูลได้ออกจากวงการไป และนายอุเทน เข้ามาแทนที่ กระทั่ง 2-3 วันก่อน นายนุกูลไปยึดปืนรุ่นน้องนักเรียนช่างเทคโนโลยีบางกะปิ จึงไปขอความช่วยเหลือจากนายอุเทนให้เอาปืนคืนจากนายนุกูล แต่นายนุกูลได้เรียกเงินค่าไถ่ปืน 10,000 บาท แต่ตกลงกันไม่ลงตัว และท้ายสุดปืนก็ถูกเอาไปคืนแล้วโดยไม่ต้องเสียเงิน จึงทำให้เกิดความบาดหมางกัน
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า นายอุเทน ผู้เสียหาย ยังเป็นทีมงานผู้ติดตามของนักการเมืองชื่อดังในพื้นที่ร่มเกล้า-ลาดกระบัง และเคยตกเป็น 1 ใน 4 ผู้ต้องหาคดีร่วมกันก่อเหตุอุ้มพ่อแม่ลูกขณะกำลังไปโรงเรียนที่ ตำบลนาอาน อำเภอเมืองเลย โดยเหตุเกิดวันที่ 17 มกราคม 2561 ด้วย