ปล่อยชั่Xเป็นสิบๆปี "กัมพูชา" โม้ใหญ่ปราบสแกมเมอร์จริงจัง ไม่ใช่สร้างภาพ ก่อนเป็นเจ้าภาพเวทีประชุม ICCOS ต้านหลอกลวงออนไลน์
สำนักเลขาธิการ คณะกรรมการต่อต้านการหลอกลวงทางเทคโนโลยีของกัมพูชา หรือ CCTC ประกาศว่า การต่อสู้กับอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์ เป็นความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นการ “ทำความสะอาดบ้านของตนเอง”อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่การรณรงค์ระยะสั้นเพื่อสร้างภาพ กัมพูชาจะไม่ใช่ที่หลบภัย ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย และจะไม่ยอมให้ดินแดนของตน กลายเป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ การประกาศอย่างหนักแน่น มีขึ้นขณะที่กัมพูชา กำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ (ICCOS 2026 - International Conference on Combating Online Scams ) ระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน ที่กรุงพนมเปญ หัวข้อหลักคือ “ร่วมมือกัน เพื่อทำลายและกำจัดกลโกงออนไลน์” โดยมีนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ข้อความล่าสุดจาก CCTC เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น จะดำเนินต่อไป นอกเหนือจากการบุกจับเป็นรายกรณี เนื่องจากความเชื่อมโยงของกัมพูชากับปฏิบัติการสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ ยังคงเป็นเรื่องที่นานาชาติจับตามอง การประชุมครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้กัมพูชา นำเสนอผลงานการบังคับใช้กฎหมายโดยตรง ต่อพันธมิตรระหว่างประเทศ ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังพยายามแก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่า กัมพูชาสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อปฏิบัติการหลอกลวงขนาดใหญ่ CCTC อ้างว่า กัมพูชากำลังดำเนินนโยบาย “ไม่ทน ไม่ยกเว้น และไม่ถอย” ต่อเครือข่ายหลอกลวงที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานเลขาธิการ CCTC ได้เปิดเผยตัวเลขแสดงขนาดการปราบปราม ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ 751 แห่ง ในจำนวนนี้ 605 แห่งถูกปิด และมีการส่งคดีทั้งหมด 388 คดีเข้าสู่ชั้นศาล คดีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย 4 พัน 147 คน รวมถึงหัวหน้าแก๊งและผู้ร่วมกระทำความผิดจาก 27 สัญชาติ
จากการตรวจสอบคาสิโนที่ได้รับอนุญาต 195 แห่ง ส่งผลให้มีการเพิกถอนใบอนุญาต 20 แห่ง ระงับใบอนุญาตอีก 29 แห่ง อีก 23 แห่งหมดอายุหรือหยุดดำเนินการ ทางการกัมพูชาส่งตัวชาวต่างชาติ 2 หมื่น 1 พัน 666 คนจาก 38 สัญชาติกลับประเทศ กลุ่มใหญ่ที่สุดเป็นชาวจีน เวียดนาม ปากีสถาน อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และอินเดีย CCTC เน้นย้ำว่า ปฏิบัติการเช่นนี้จะดำเนินต่อไปในระยะยาว และย้ำความจำเป็นที่จะต้องกวาดล้างอุตสาหกรรมข้ามพรมแดน ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและระบบการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับกัมพูชา ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากจำนวนสถานที่ที่ถูกบุกค้น หรือผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมอีกต่อไป การประชุม ICCOS 2026 ในเดือนหน้า คาดว่า จะเป็นการนำเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย องค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัทเทคโนโลยี และพันธมิตรระหว่างประเทศ มารวมตัวกัน วัตถุประสงค์ของการประชุม รวมถึงการตรวจสอบรากเหง้า และวิวัฒนาการของเครือข่ายการฉ้อโกง การใช้ปัญญาประดิษฐ์ ดีพเฟค และสกุลเงินดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นของอาชญากร นอกจากนี้ คาดว่า จะมีการหารือปรับปรุงการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศ ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน และการสืบสวนทางการเงิน ตลอดจนการเสริมสร้างกรอบกฎหมายและการคุ้มครองผู้เสียหาย รัฐบาลกัมพูชา ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่มีประเทศใดสามารถจัดการกับกลโกงที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงลำพัง เนื่องจากเครือข่ายเหล่านี้ดำเนินการข้ามเขตอำนาจศาล จึงต้องอาศัยการประสานงานระหว่างรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ดังนั้น ICCOS จะส่งเสริมแนวทางทั้งแบบ “ภาครัฐทั้งหมด” และ “ภาคสังคมทั้งหมด” โดยนำหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ ที่ระบบของพวกเขา อาจถูกเครือข่ายสแกมเมอร์ใช้ประโยชน์ได้ พนมเปญ โพสต์ ระบุว่า ข้อความล่าสุดจาก CCTC ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลต้องการให้การประชุมนานาชาติ ในเดือนกันยายน แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่าน จากปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายแบบรายบุคคล ไปสู่กลยุทธ์ที่ยั่งยืน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี การขัดขวางทางการเงิน การแบ่งปันข่าวกรองระหว่างประเทศ การคุ้มครองผู้เสียหาย และการป้องกัน อย่างไรก็ดี การประชุม ICCOS 2026 อาจเป็นเวทีให้กัมพูชาได้นำเสนอเรื่องราวของตนในระดับนานาชาติ แต่ความท้าทายในระยะยาวคือ การแสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายยังคงดำเนินต่อไป หลังจากที่ผู้แทนเดินทางออกจากพนมเปญแล้ว