AI บูมดันลงทุน “ดาต้าเซ็นเตอร์โลก” แตะ 31.6 ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐกวาดเกือบครึ่ง
PwC คาดลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก สะสมถึงปี 2593 แตะ 31.6 ล้านล้านดอลลาร์ และอาจพุ่งถึง 50 ล้านล้านดอลลาร์ หาก AI โตเร็วกว่าคาด โดยสหรัฐจ่อกวาดเกือบครึ่ง
วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เม็ดเงินลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งแตะ 31.6 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2593 เพื่อรองรับความต้องการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับเป็นวัฏจักรการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีขนาดใหญ่เป็นประวัติการณ์ ตามรายงานของ PricewaterhouseCoopers (PwC)
PwC ระบุว่า การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์อาจพุ่งสูงถึง 50 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 25 ปีข้างหน้า หากการนำ AI มาใช้งานเร่งตัวเร็วกว่าสมมติฐานในกรณีฐานของบริษัท โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟ การขยายระบบไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต
เพื่อให้เห็นขนาดของเม็ดเงินดังกล่าวชัดเจนขึ้น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐมีมูลค่าประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการที่ผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และรัฐบาลทั่วโลกนำ AI มาใช้งานมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft และ Amazon รวมถึงผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รายเล็ก เร่งสร้างศูนย์ประมวลผลแห่งใหม่ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกใช้ไปกับที่ดินหรือตัวอาคาร แต่จะอยู่ที่ฮาร์ดแวร์ภายในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะชิปประมวลผล AI จากบริษัทอย่าง Nvidia รวมถึง GPU เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่าย
สหรัฐจ่อกวาดเม็ดเงิน 15.1 ล้านล้านดอลลาร์
PwC คาดว่าสหรัฐจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด หรือประมาณ 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 8.2 ล้านล้านดอลลาร์
ยุโรปคาดว่าจะได้รับเงินลงทุนสะสมประมาณ 5.6 ล้านล้านดอลลาร์ ตะวันออกกลาง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และแอฟริกา 255,000 ล้านดอลลาร์ ตามรายงาน Global Data Center Outlook ฉบับแรกของ PwC
ในแง่ของเม็ดเงินลงทุนรายปี PwC คาดว่า การใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เป็น 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 และแตะ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2593
จีนและอินเดียจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก เศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัวรวดเร็ว และยังมีพื้นที่อีกมากสำหรับการนำ AI เข้าไปใช้ในกิจกรรมทางธุรกิจและชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
ชิป AI ต้องเปลี่ยนทุก 4-6 ปี ดันการลงทุนไม่จบในรอบเดียว
สิ่งที่ทำให้วัฏจักรการลงทุน AI แตกต่างจากโครงสร้างพื้นฐานในอดีต คือ อุปกรณ์ภายในดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนและอัปเกรดเป็นประจำ โดยเฉพาะชิปประมวลผลที่เป็นหัวใจของระบบ AI
PwC ระบุว่า วัฏจักรการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จะรีเซ็ตทุก 4-6 ปี เนื่องจากต้องเปลี่ยน GPU เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่าย ทำให้เม็ดเงินลงทุนไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะช่วงเริ่มต้นเหมือนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม
รายงานเปรียบเทียบว่า รถไฟ ระบบไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ตล้วนต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดยุคสมัย แต่รอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังเกิดขึ้นมีขนาดใหญ่กว่าทั้งสามประเภท และยังไม่มีสัญญาณว่าจะสิ้นสุดลง
ไฟฟ้ากลายเป็นตัวแปรสำคัญ ชี้ชะตาเงินลงทุน AI
แม้ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะแข็งแกร่ง แต่ PwC มองว่าปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่าประเทศหรือภูมิภาคใดจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ คือ ความพร้อมของไฟฟ้า กฎเกณฑ์ด้านอธิปไตยของข้อมูล และความสามารถในการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์
ในบรรดาปัจจัยเหล่านี้ ไฟฟ้าจะมีความสำคัญมากที่สุดต่อการกำหนดทำเลการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI PwC ระบุว่า การจัดหาไฟฟ้าที่มีราคาสมเหตุสมผล มีเสถียรภาพ และมีการปล่อยคาร์บอนต่ำมากขึ้นในระดับที่เพียงพอ ถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ยากที่สุดสำหรับหลายประเทศในการรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์
ขณะเดียวกันแบบจำลองของ PwC ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าระบบการค้าโลกยังค่อนข้างเปิดและชิปสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างเสรี หากเกิดความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ อาจทำให้เม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกลดลงเกือบ 20%
ส่วนกระแสผลักดันเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยีและข้อมูลที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้เม็ดเงินลงทุนถูกกระจายไปยังพื้นที่อื่นมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ยอดลงทุนทั่วโลกลดลง
กระแสต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มเป็นอุปสรรค
อีกหนึ่งความเสี่ยงต่อการลงทุนครั้งใหญ่คือแรงต่อต้านจากชุมชน โดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังพยายามลดกระแสคัดค้านที่อาจทำให้การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ล่าช้า
ข้อมูลจาก Data Center Watch ระบุว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์อย่างน้อย 75 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 130,000 ล้านดอลลาร์ ถูกระงับหรือล่าช้าจากการต่อต้านของชุมชน
ข้อกังวลสำคัญครอบคลุมตั้งแต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ไปจนถึงผลกระทบในวงกว้างของ AI ต่อตลาดแรงงานและสังคม
PwC จัดทำประมาณการดังกล่าวโดยมอบหมายให้ Oxford Economics สร้างแบบจำลองการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ครอบคลุม 46 ประเทศและดินแดนใน 5 ภูมิภาค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนหลักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก
รายงานสรุปว่า ประเด็นสำคัญของเม็ดเงิน 31.6 ล้านล้านดอลลาร์ ไม่ใช่ว่าโลกมีเงินทุนเพียงพอหรือไม่ เพราะเงินทุนมีอยู่แล้ว และไม่ใช่ว่าความต้องการมีอยู่จริงหรือไม่ เพราะความต้องการนั้นเกิดขึ้นจริง แต่คำถามคือ ภูมิภาค ผู้ประกอบการ และสถาบันใดจะมีความพร้อมมากพอที่จะคว้าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้ไว้ได้
อ้างอิง : www.bloomberg.com