โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เชษฐา’ ถอดรหัสนายกฯ มุ่งคุมปืนถึงรากใช้กฎหมายเข้ม ‘หยุดพก-เลิกใช้-ยุติความสูญเสีย’

เดลินิวส์

อัพเดต 13 สิงหาคม 2569 เวลา 1.20 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘เชษฐา’ ถอดรหัสนายกฯ มุ่งคุมปืนถึงรากใช้กฎหมายเข้ม ‘หยุดพก-เลิกใช้-ยุติความสูญเสีย’ ปลุกสังคมเลิกเชิดชูคนถือปืน ชี้ไม่ใช่ของเท่-ประดับบารมี แต่คืออาวุธพรากชีวิต

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. นายเชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงแนวนโยบายควบคุมอาวุธปืนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า หากพิจารณาในเชิงรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มบทลงโทษ หรือการแบ่งว่าเป็น “ปืนถูกกฎหมาย” กับ “ปืนเถื่อน” แต่อยู่ที่ความพยายามของรัฐในการลดการปรากฏของอาวุธปืนในชีวิตประจำวัน และลดโอกาสที่ปืนจะถูกนำมาใช้เมื่อเกิดความขัดแย้ง หลักคิดดังกล่าวเป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงป้องกัน (Preventive Approach) กล่าวคือ รัฐไม่ควรรอจนเกิดการยิง มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการจับกุมและลงโทษ แต่ควรลดปัจจัยที่ทำให้ความขัดแย้งธรรมดาสามารถยกระดับกลายเป็นความรุนแรงถึงชีวิตตั้งแต่ต้นทาง

“ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ ลดการครอบครอง ลดการพกปืน ก็ลดโอกาสใช้ปืน และเมื่อลดโอกาสใช้ปืน ก็ลดโอกาสเกิดความสูญเสีย เพราะคนทะเลาะกันได้ คนโกรธกันได้ คนมีอารมณ์ชั่ววูบได้ แต่สิ่งที่รัฐทำได้คือพยายามไม่ให้อาวุธที่สามารถเปลี่ยนอารมณ์ชั่ววูบให้กลายเป็นความสูญเสียถึงชีวิตอยู่ใกล้มือ” นายเชษฐา กล่าว

นายเชษฐา กล่าวว่า ในทางนโยบายสาธารณะต้องแยกให้ชัดระหว่าง “การได้รับอนุญาตให้มีอาวุธ” กับ “เสรีภาพในการนำอาวุธออกมาพกหรือใช้” เพราะเป็นคนละเรื่องกัน การมีปืนอย่างถูกกฎหมายไม่ควรถูกตีความว่าเจ้าของสามารถนำปืนออกมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ตามความพอใจ ดังนั้น สิ่งที่นายกรัฐมนตรีกำลังพยายามสร้างจึงไม่ใช่เพียงมาตรการทางกฎหมาย แต่เป็นบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norm) ใหม่ว่า พื้นที่สาธารณะควรเป็นพื้นที่ที่ประชาชนไม่ต้องคาดหวังว่าจะพบเห็นคนทั่วไปพกอาวุธปืน

นายเชษฐา กล่าวต่อว่า ในหลายประเทศที่มีระบบควบคุมอาวุธเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือสหราชอาณาจักร จะเห็นหลักคิดสำคัญร่วมกันประการหนึ่ง คือ การอนุญาตให้ครอบครองอาวุธกับการนำอาวุธเข้าสู่พื้นที่สาธารณะไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องเดียวกัน และรัฐให้ความสำคัญอย่างมากกับการจำกัดการเข้าถึง การพกพา การเก็บรักษา และการใช้อาวุธ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องนำกฎหมายของประเทศใดมาคัดลอกทั้งระบบ เพราะบริบททางสังคมและกฎหมายแตกต่างกัน แต่สิ่งที่สามารถศึกษาได้คือแนวคิดว่า การใช้อาวุธควรจำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่มีความจำเป็นมากจริงๆ ไม่ใช่ทำให้การพกอาวุธกลายเป็นสภาวะปกติของสังคม

นายเชษฐา กล่าวต่อว่า ในทางรัฐศาสตร์ รัฐมีหน้าที่สร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า ความปลอดภัยควรเกิดจากประสิทธิภาพของกฎหมาย ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องมีอาวุธเพื่อคานอำนาจกับบุคคลอื่น เพราะหากคนหนึ่งพกปืนโดยให้เหตุผลว่ากลัวอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็อาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีปืนเพราะรู้ว่าคนแรกมี สุดท้ายจะเกิดวงจรความไม่ไว้วางใจที่ทุกคนอ้างความปลอดภัยของตัวเอง แต่ผลรวมกลับทำให้สังคมมีอาวุธมากขึ้นและมีความเสี่ยงมากขึ้น

นายเชษฐา กล่าวต่อว่า มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากค่านิยมของสังคมยังเชิดชูการมีปืนว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเก่ง ความกล้า ความเท่ หรืออำนาจ เรื่องนี้สังคมเองก็ต้องช่วยกันเปลี่ยนวิธีคิด เราไม่ควรเห็นคนพกปืนแล้วรู้สึกว่าเท่ ไม่ควรมองคนมีปืนว่าเก่งกว่า มีอำนาจกว่า หรือเป็นคนที่ใครต้องเกรงใจ เพราะสุดท้ายปืนไม่ใช่เครื่องประดับ ไม่ใช่เครื่องแสดงสถานะ และไม่ใช่ของเล่น มันคืออาวุธที่ถูกออกแบบมาให้สามารถทำอันตรายถึงชีวิตได้

นายเชษฐา กล่าวต่อไปว่า การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจึงต้องทำควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่สื่อ สื่อสังคมออนไลน์ และวัฒนธรรมสาธารณะ ไม่ควรทำให้ภาพของบุคคลที่โชว์ปืน พกปืน หรือใช้อาวุธข่มขู่ผู้อื่นกลายเป็นภาพของ “คนเท่” หรือ “ผู้มีบารมี” เพราะเมื่อสังคมให้คุณค่ากับภาพลักษณ์เช่นนั้น อาวุธก็อาจถูกเปลี่ยนจากเครื่องมือที่ควรถูกควบคุมอย่างเข้มงวด กลายเป็นเครื่องมือแสดงสถานะทางสังคม ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายการลดความรุนแรงโดยตรง

“เราต้องเปลี่ยนความหมายทางสังคมของปืน จากของที่บางคนใช้แสดงความเหนือกว่า ให้กลับมาอยู่ในสถานะที่มันควรเป็น คือ วัตถุอันตรายที่ต้องควบคุม คนไม่พกปืนต่างหากที่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ส่วนการเดินโชว์อาวุธต่างหากที่สังคมไม่ควรยอมรับเป็นเรื่องธรรมดา” นายเชษฐา กล่าว

นายเชษฐา กล่าวต่ออีกว่า สำหรับข้อถกเถียงเรื่องการมีปืนเพื่อป้องกันตนเอง ต้องระมัดระวังไม่สร้างความเข้าใจว่าเพียงมีปืนอย่างถูกกฎหมายแล้วจะสามารถยิงบุคคลอื่นได้โดยอัตโนมัติ แม้เหตุจะเกิดขึ้นภายในบ้านก็ตาม เพราะการอ้างการป้องกันตนเองยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบตามกฎหมายเป็นรายกรณี ส่วนคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่มุ่งจัดการเฉพาะ “ปืนเถื่อน” นั้น เป็นการตั้งโจทย์ที่แคบเกินไป เพราะการปราบปรามปืนผิดกฎหมายและการลดการนำปืนออกมาพกหรือใช้เป็นมาตรการคนละด้านที่สามารถดำเนินการพร้อมกันได้ ปืนเถื่อนต้องกวาดล้าง ปืนที่ได้รับอนุญาตต้องควบคุม และการนำอาวุธออกมาใช้ต้องไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดา

นายเชษฐา ยังกล่าวอีกว่า ความสำเร็จของนโยบายควบคุมปืนจึงไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนปืนที่ยึดได้หรือจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี แต่ควรวัดไปถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมและค่านิยมของสังคมด้วย หากวันหนึ่งคนไทยเห็นคนพกปืนแล้วไม่ได้คิดว่า “เท่” หรือ “มีบารมี” แต่กลับตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องมีปืนอยู่ตรงนี้?” นั่นหมายความว่าสังคมได้สร้างกลไกป้องกันความรุนแรงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งแล้ว

“กฎหมายต้องทำให้คนไม่กล้าพก ขณะที่สังคมต้องทำให้คนไม่รู้สึกอยากพกเพื่อแสดงตัวตนหรืออำนาจ เมื่อสองอย่างเดินไปพร้อมกัน โอกาสที่ปืนจะถูกนำมาใช้ก็ลดลง เลิกการพก ปิดโอกาสใช้ ยุติความสูญเสีย และเลิกทำให้ปืนเป็นสัญลักษณ์ของความเท่เสียที นี่คือการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้มีคนเสียชีวิตแล้วค่อยถามว่าเราจะป้องกันเหตุครั้งต่อไปอย่างไร” นายเชษฐา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...