โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำมันกลับสู่ 100 ดอลลาร์ ‘สันติธาร’ แนะเลี่ยงอุดหนุนราคา ชี้ผูกการคลังไว้กับน้ำมัน เสี่ยงกระทบการคลังและค่าเงิน

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
น้ำมันกลับสู่ 100 ดอลลาร์ ‘สันติธาร’ แนะเลี่ยงอุดหนุนราคา ชี้ผูกการคลังไว้กับน้ำมัน เสี่ยงกระทบการคลังและค่าเงิน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง หลังเพิ่งย่อลงไปต่ำกว่า 70 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เตือนว่าไทยไม่ควรใช้วิธีอุดหนุนราคาน้ำมัน เพราะเสี่ยงกระทบฐานะการคลังและค่าเงินบาท หากถูกผูกติดกับราคาน้ำมันโลก แนะหันไปช่วยเหลือประชาชนโดยตรงแบบเฉพาะกลุ่มแทน

เมื่อวานนี้ (23 กรกฎาคม) ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นราว 7% ในวันเดียว กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับแต่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา สูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์ โดยแรงส่งราคาน้ำมันรอบนี้มาจากความเสี่ยงด้านอุปทานที่กลับมาอีกครั้ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที CFO Annual Conference on Capital Markets 2026 ว่า จุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดคือความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไทยนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย เมื่อรวมทั้งน้ำมันและก๊าซแล้วคิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP ทำให้เวลาราคาน้ำมันขึ้น ผลกระทบส่งถึงไทยรุนแรงกว่าประเทศอื่น สะท้อนผ่านตัวเลขการขาดดุลในเดือนเมษายนที่สูงเป็นประวัติการณ์ในระดับแสนล้านบาท ก่อนจะส่งต่อไปยังต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนอาหาร และเงินเฟ้อในที่สุด

“นี่คือปัญหาที่มันเป็นทั้งห่วงโซ่เลย” เขาระบุ พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

เมื่อประเทศเจอแรงกระแทกที่กระทบคนวงกว้าง ต้นทุนสูงขึ้นและกำลังซื้อลดลงพร้อมกัน ทางเลือกนโยบายช่วยเหลือเฉพาะหน้าที่ประเทศต่างๆ ใช้กันมี 2 แบบหลัก คือ หนึ่ง การอุดหนุนราคาน้ำมันหรือลดภาษีน้ำมัน และ สอง การช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

“ถ้าคุยกับนักลงทุนต่างประเทศ คุยกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ คุยกับ OECD คุยกับ IMF ข้อความเหมือนกันหมด คือ อย่าทำแบบที่ 1 อย่าลดภาษีน้ำมัน อย่าอุดหนุนราคาน้ำมัน”

เหตุผลคือตราบใดที่ยังใช้กลไกอุดหนุน เท่ากับผูกฐานะการคลังไว้กับราคาน้ำมันโดยตรง เมื่อไรที่ราคาน้ำมันขึ้น ฐานะการคลังจะตกลงทันที และเมื่อหันไปดูประเทศที่ถูกเทขายจนค่าเงินอ่อนรุนแรงในรอบนี้ ก็จะพบว่าเป็นกลุ่มที่ใช้วิธีดังกล่าว

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะนำคือแบบที่ 2 นั่นคือการตัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันกับฐานะการคลัง แล้วหันมาสนับสนุนประชาชนโดยตรง โดยให้ดีที่สุดคือการช่วยแบบเฉพาะกลุ่ม

แนวทางที่ไทยใช้ภายใต้นโยบายของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีลักษณะใกล้เคียงกับสิงคโปร์ คือเป็นการช่วยเหลือแบบหลายชั้น (Multi-tier) โดยกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด จากนั้นจึงขยายเป็นวงกว้างผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และเพิ่มอีกชั้นด้วยการช่วยฝั่งผู้ขาย โดยจำกัดเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่สายป่านสั้นที่สุด

ดร.สันติธาร ยังชี้ให้เห็นเหตุผลที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงในสื่อ นั่นคือข้อมูลในอดีตชี้ว่าทุกครั้งที่ไทยเจอแรงกระแทกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิด อัตราการเติบโตของไทยมักไม่กลับมาเท่าเดิม และหายไปเกือบ 1% ในระยะยาวทุกครั้ง

“เหมือนคนที่เป็นแผล แผลมันหาย แต่มันไม่หายสนิททุกครั้ง” ดร.สันติธารเปรียบเทียบ พร้อมอธิบายว่าสาเหตุมาจากการที่บางบริษัทล้มหายไปเลย และแรงงานบางส่วนตกงานแล้วต้องย้ายไปทำงานที่ไม่ตรงกับทักษะอย่างถาวร ซึ่งก่อให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือจึงมีเป้าหมายเพื่อหยุดไม่ให้แผลเป็นเหล่านี้เกิดขึ้น

เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน-ปลดล็อกการลงทุน

ในโลกที่ความมั่นคงมาก่อน จุดอ่อนของประเทศจะเป็นจุดที่ถูกทดสอบมากที่สุด ดร.สันติธาร จึงเสนอให้ใช้จังหวะที่พลังงานราคาแพงนี้เป็นแรงผลักดันเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งวันนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความยั่งยืนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน

ด้านนโยบาย กระทรวงพลังงานเริ่มมีทิศทางปลดล็อกมากขึ้น ล่าสุดคือการเปิด Direct PPA ให้กว้างขึ้น ขณะที่ฝั่งกระทรวงการคลังมีพระราชกำหนดกู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

อีกส่วนของการเปลี่ยนผ่านคือการสร้างขีดความสามารถใหม่ ดร.สันติธาร ระบุว่าขณะนี้ไทยกำลังเป็นที่สนใจของทุนต่างชาติอย่างมาก แม้กระทั่งประเทศที่ไม่เคยใกล้ชิดกันมาก่อน แต่ความท้าทายคืองบประมาณภาครัฐมีจำกัด เพราะส่วนใหญ่ผูกอยู่กับรายจ่ายประจำ เหลือเป็นงบลงทุนราว 20% เท่านั้น

ปัญหาที่ผ่านมาคือยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงมาก แต่แปลงเป็นการลงทุนจริงได้ช้า เพราะติดข้อจำกัดหลายด้าน จึงเป็นที่มาของโครงการ BOI Fast Pass ที่ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งน้ำ พลังงาน และที่ดิน มาอยู่ในห้องเดียวกันเพื่อปลดล็อกทีละประเด็น ซึ่งผลลัพธ์คือช่วยลดระยะเวลาจากการยื่นคำขอจนถึงการลงทุนจริงได้ราว 20-40% และกำลังจะขยายแนวทางนี้ให้กว้างกว่าบีโอไอ

โจทย์ต่อไปคือคำถามว่าเงินลงทุนที่เข้ามาแล้ว คนไทยได้ประโยชน์แค่ไหน ทั้งการจ้างงาน การเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งบอร์ดบีโอไอเพิ่งหารือยุทธศาสตร์ใหม่ โดยจะเปลี่ยนตัวชี้วัดจากการดูเม็ดเงินอย่างเดียว มาเป็นการดูมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย

“ถ้าเราอยากได้อุตสาหกรรมแห่งอนาคต วันแรกมูลค่าเพิ่มมันไม่เยอะหรอก เพราะถ้ามันเยอะเราก็ทำเองได้อยู่แล้ว” เขาระบุ พร้อมชี้ว่าคำถามที่แท้จริงคือเมื่อเข้ามาแล้ว ไทยจะตั้งเงื่อนไขให้เกิดการสร้างคน ยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และทำวิจัยพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ซึ่งเป็นโมเดลที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมยุคก่อน

เป้าหมายร่วมรัฐ-เอกชนใน 4 ปี

ดร.สันติธาร ยอมรับว่าการลงมือทำจริงไม่ใช่จุดแข็งที่สุดของภาครัฐ และคนที่ทำได้เก่งกว่าคือภาคเอกชน นี่คือที่มาของการรื้อฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อจับมือกันตั้งเป้าหมายร่วม โดยเป้าหมายภายใน 4 ปี ประกอบด้วย

  • กลับไปเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อปี จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 2% ปลายๆ
  • ดันสัดส่วนการลงทุนกลับสู่ราว 30% ของ GDP เพื่อทดแทนแรงงานที่หายไป
  • ดันอันดับความสามารถในการแข่งขันขึ้นสู่ Top 20 ของโลก จากปัจจุบันอันดับ 26
  • ผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้กรอบ Reinvent Thailand ที่ภาคเอกชนผลักดันอยู่แล้ว โดยนำมาประกบกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อหาจุดที่ตรงกัน

ดร.สันติธาร ชี้ว่าจุดอ่อนระยะยาวของไทยไม่ใช่เสถียรภาพ แต่คือศักยภาพการเติบโต และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาของไตรมาสใดไตรมาสหนึ่ง

ในทางเศรษฐศาสตร์ การเติบโตของ GDP มาจาก 3 ส่วน คือ การเพิ่มจำนวนแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพ และการเพิ่มทุนหรือเครื่องจักร สิ่งที่หายไปจากยุคก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งจนถึงปัจจุบันคือส่วนของแรงงาน เพราะไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ในทุกๆ ปี อัตราการเติบโตจะหายไปโดยอัตโนมัติราว 1% จุด

นั่นแปลว่าหากไทยต้องการโตเท่าเดิม จะต้องเพิ่มผลิตภาพและเพิ่มการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป ซึ่งหมายถึงการลงทุนจำนวนมาก

แต่ตัวเลขจริงกลับสวนทาง สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยเคยอยู่ที่ 47% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเขายอมรับว่าอาจสูงเกินไปจนเป็น Over Investment แต่หลังจากนั้นไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับ 30% ได้อีกเลย และปัจจุบันอยู่ที่ราว 23-24% เท่านั้น

เหตุผลหนึ่งที่ไทยลงทุนน้อย คือการที่ไทยยังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากพอในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เห็นได้จากปัจจุบันที่การใช้จ่ายลงทุนของโลกเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...