สหรัฐฯตกลงให้ยูเครนผลิตขีปนาวุธ PAC-3 แต่เคียฟจะทำได้ไหม? เมื่องานนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/07/us-ukraine-strike-pac-3-missile-production-deal-with-a-catch/)
US, Ukraine strike PAC-3 missile production deal — with a catch
by Stephen Bryen
11/07/2026
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ประกาศทำความตกลงกันในเรื่องที่วอชิงตันให้ไลเซนส์แก่เคียฟในการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ “แพทริออต” อย่างไรก็ดี ข้อตกลงนี้ดูเหมือนจะไม่ได้อนุญาตให้ยูเครนผลิตรุ่น MSE ที่เป็นเวอร์ชั่นใหม่
ระหว่างการพบปะหารือแบบทวิภาคีของพวกเขา ข้างเคียงการประชุมซัมมิตขององค์การนาโต้ในกรุงอังการา ประทศตุรกี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน สามารถบรรลุข้อตกลงสำคัญในเรื่องขีปนาวุธสกัดกั้น (missile interceptors) ของระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot Advanced Capability-3 (PAC-3)
ระบบ PAC-3 คือขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงชนิดเข้าทำลายเป้าหมายด้วยการพุ่งชนใส่โดยตรง (hit-to-kill) ชั้นนำที่สุด ซึ่งสหรัฐฯ ตลอดจนพวกชาติพันธมิตรจำนวนมากของสหรัฐฯใช้งานกันอยู่ อาวุธนี้ยังกำลังแสดงบทบาทสำคัญทีเดียวในการสู้รบขัดแย้งกับอิหร่าน
การทำความตกลงเพื่อตอบสนองความประสงค์ของยูเครน ซึ่งเสนอกันในคราวนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกได้แก่ ข้อตกลงทางการเมืองเพื่อให้สิทธิแก่ยูเครนในการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นของ PAC-3 และส่วนที่สอง คือการจัดส่งขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 จากคลังแสงสหรัฐฯไปให้แก่ยูเครนเป็นระยะเวลาสั้นๆ “เพื่ออุดช่องโหว่ความขาดแคลนที่เกิดขึ้นมา” โดยในเรื่องการผลิตขีปนาวุธ PAC-3 ตามไลเซนส์ที่ได้รับคราวนี้นั้น ยูเครนแสดงความมั่นอกมั่นใจว่าตนเองสามารถทำได้อย่างแน่นอน
ปัจจุบัน การผลิตขีปนาวุธ PAC-3 นอกสหรัฐฯ มีทำกันอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นคือที่ญี่ปุ่น โดยมีบริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสตรีส์ (Mitsubishi Heavy Industries) เป็นผู้ดำเนินการภายใต้ไลเซนส์
การระบุออกมาว่า เป็น “ตัวสกัดกั้นรุ่น PAC-3” ถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากจริงๆ แล้ว สหรัฐฯกำลังมุ่งโฟกัสที่การขยายการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นรุ่น PAC-3 MSE ซึ่งเป็นรุ่นที่มีพิสัยทำการไกลขึ้นมาก รวมทั้งมีการปรับปรุงจุดต่างๆ ให้ดีขึ้นมาจากรุ่น PAC-3 ขณะที่สหรัฐฯมีความจำเป็นต้องระบุออกมาให้ชัดเจน มันก็ดูเป็นการยืนยันด้วยว่าประธานาธิบดีทรัมป์เสนอรุ่น PAC-3 ให้แก่ยูเครน ไม่ใช่รุ่น PAC-3 MSE
ในเร็วๆ นี้ สหรัฐฯกับยูเครนจะเริ่ม “การพูดจาหารือกันทางเทคนิค” ซึ่งประเด็นปัญหาใหญ่ๆ จำนวนมากที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ สามารถที่จะนำมาทำความตกลงกัน
เวอร์ชั่น MSE นั้น ได้รับการออกแบบใหม่อย่างรอบด้านเพื่อให้มีขีดความสามารถสูงสุดในการเอาชนะพวกขีปนาวุธทิ้งตัวทางยุทธวิธีที่มีความเร็วสูงกว่าเดิมและสลับซับซ้อนยิ่งกว่าเก่า ตลอดจนพวกภัยคุกคามที่มีอัตราความเร็วสูงกว่านั้นขึ้นไปอีก นั่นคือ ระดับไฮเปอร์โซนิก หรือความเร็วเหนือเสียง 5 เท่าตัวขึ้นไป รุ่น MSE มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายทีเดียว หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนเครื่องยนต์จรวดพัลส์เดี่ยว / การจุดระเบิดครั้งเดียว (single pulse rocket motor) มาเป็น เครื่องยนต์จรวดพัลส์คู่ / การจุดระเบิดแยกเป็น 2 จังหวะ (dual pulse rocket motor)
ทั้งนี้ เครื่องยนต์จรวดรุ่น MSE สามารถที่จะจุดระเบิดครั้งแรกเพื่อเป็นการเคลียร์เครื่องยิง และเร่งความเร็วมุ่งหน้าสู่พื้นที่เป้าหมาย จากนั้นปล่อยให้ขีปนาวุธแล่นต่อไป ก่อนจุดระเบิดครั้งที่สองในระหว่างทำการบินอยู่ การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดการระเบิดของพลังงานจลน์อย่างรุนแรงถึงขีดสุด ในจังหวะที่การเดินทางของขีปนาวุธสกัดกั้นอยู่ในระยะสุดท้าย นั่นคือ กำลังทิ้งตัวลงสู่เป้าหมายพอดี จึงเป็นการเปิดทางให้ขีปนาวุธสามารถบินหลบหลีกด้วยแรง G สูงๆ ได้ในการต่อสู้กับภัยคุกคามที่รี่เข้ามา ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามที่มีการหลบหลีกได้อย่างคล่องตัว หรือมีอัตราความเร็วที่สูงมาก
ไม่เป็นที่ชัดเจนว่า เวอร์ขั่น MSE นี้สามารถเอาชนะพวกขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของรัสเซีย อย่างเช่น คินซัล (Kinzhal), เซอร์คอน (Zircon), หรือ โอเรชนิค (Oreshnik) ได้หรือไม่ ขณะที่เวอร์ชั่น PAC-3 จะเจอปัญหาแน่เมื่อนำมาสู้กับ คินซัล และ เซอร์คอน และบางทีอาจจะไม่สามารถหยุดยั้ง โอเรชนิค ได้
สหรัฐฯกำลังต่อสู้ดิ้นรนหนักเพื่อให้มีการผลิตขีปนาวุธ PAC-3 ทั้งเวอร์ชั่นมาตรฐาน และเวอร์ชั่น MSE ออกมาเป็นจำนวนมากขึ้นอย่างสำคัญ โดยที่กองทัพบกสหรัฐฯร้องขอขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 MSE ซึ่งไม่เคยขอมาก่อนเลยเป็นจำนวน 2,798 ลูก ส่วนกองทัพเรือก็ร้องขอพวกรุ่นที่ดัดแปลงปรับเปลี่ยนให้ใช้กับเรือรบติดตั้งระบบเอจิส (AEGIS) จำนวน 405 ลูก โดยทั้ง 2 รายการนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารยื่นของบประมาณประจำปีงบประมาณ 2027 ทั้งนี้มีคำถามฉกาจฉกรรจ์หลายข้อทีเดียวที่ทำให้สงสัยกันว่า เป้าหมายการจัดซื้อเหล่านี้จะดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่
บริษัทล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) คือเจ้าของผู้ถือครองไลเซนส์สำหรับขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 อย่างไรก็ดี ล็อกฮีดต้องพึ่งพาอาศัยบรรดาซัปพลายเออร์ราวๆ 400 ราย โดยรวมถึงบริษัทโบอิ้ง ซึ่งเป็นผู้ทำการผลิตแพกเกจตัวเซนเซอร์สำหรับขีปนาวุธที่ถือว่าทรงความสำคัญอย่างที่สุด และบริษัทร็อคเกตไดน์ (Rocketdyne) ที่เป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ของขีปนาวุธ
แม้กระทั่งในเวลาที่ไม่มีปัญหาจากซัปพลายเออร์ใดๆ เลย ล็อกฮีกก็ยังต้องใช้เวลา 2 ปีสำหรับการผลิตขีปนาวุธ 1 ลูก อย่างไรก็ตาม พวกซัปพลายเออร์จำนวนมากต่างกำลังอยู่ในภาวะผลิตได้ไม่ทันกำหนดอยู่แล้วสำหรับพวกส่วนประกอบสำคัญยิ่งยวดต่างๆ ซึ่งรวมไปถึง โบอิ้ง และ ร็อคเกตไดน์ ด้วย
ที่ญี่ปุ่น มิตซูบิชิคือบริษัททางด้านการบินและอวกาศที่มีชื่อเสียงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมทั้งมีประสบการณ์ในการผลิตอุปกรณ์ด้านกลาโหมมาแล้วเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงสามารถทำตามข้อเรียกร้องต่างๆ ในเรื่องผลิตภัณฑ์ด้านกลาโหมของสหรัฐฯอีกด้วย ในปัจจุบัน มิตซูบิชิสามารถผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นของ PAC-3 ออกมาได้ด้วยอัตราเร็วเดียวกันกับล็อกฮีด ทว่าในจำนวนที่ต่ำลงมามาก
เมื่อปีที่แล้ว มิตซูบิชิ จัดส่งจรวดสกัดกั้น PAC-3 MSE ได้เพียง 30 ลูก บริษัทระบุว่าสามารถเพิ่มการผลิตไปจนถึง 60 ลูกได้ แต่เวลานี้ไม่สามารถกระทำเช่นนั้นได้เนื่องจากปัญหาขาดแคลนพวกส่วนประกอบสำคัญยิ่งยวดซึ่งจะต้องได้มาจากพวกซัปพลายเออร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์ค้นหาขีปนาวุธ ซึ่งผลิตโดยโบอิ้งนั้น อยู่ในสภาพขาดแคลนจริงๆ
สหรัฐฯกำลังขอร้องให้มิตซูบิชิเพิ่มการผลิตขีปนาวุธขึ้นเป็น 100 ลูก ด้วยสมมุติฐานที่ว่าพวกเขาจะสามารถแก้ไขคลี่คลายปัญหาห่วงโซ่อุปทานให้ได้ แต่ขณะเดียวกันมิตซูบิชิก็จะต้องสามารถเพิ่มทั้งจำนวนลูกจ้างพนักงานและความสามารถทางการผลิต
ต้องคอยคำนึงเอาไว้ด้วยว่า ปกติแล้วจะต้องมีการยิงขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 ออกไป 2 ลูก สำหรับแต่ละเป้าหมายที่รี่ตรงเข้ามา เพื่อเป็นการเพิ่มอัตราความน่าจะเป็นของการสังหาร(ถึงแม้ในเวลานี้เรายังไม่ได้มีตัวเลขอัตราความน่าจะเป็นของการสังหารเป้าหมายที่ผิดแผกแตกต่างกันไปแต่ละอย่าง) นี่จึงหมายความว่า ผลผลิตในแต่ละปีของมิตซูบิชิ เปรียบเสมือนกับเป็นแค่หยดน้ำหยดหนึ่งในถังตักน้ำเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากความหลากหลายมากมายของภัยคุกคาม และจากการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางของอาวุธจำพวกขีปนาวุธทิ้งตัว, ขีปนาวุธร่อน, และโดรน ของฝ่ายข้าศึก
ปัจจุบันยังมีขีปนาวุธ PAC-3 ในคลังแสงสหรัฐฯเหลืออยู่จำนวนเท่าใด เรื่องนี้ไม่เคยมีการเปิดเผยอย่างชัดเจน อันที่จริงแล้ว ตัวเลขเช่นนี้ถือเป็นความลับที่ต้องปกปิด ซึ่งหมายความว่าทั้งหมดที่เราได้ยินได้ฟังกันมาล้วนแต่เป็นการคาดเดาทั้งสิ้น
ในสงครามที่ทำกับอิหร่านคราวนี้ ทั้งสหรัฐฯและพวกรัฐพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียต่างยิงขีปนาวุธ PAC-3 กันไม่ใช่น้อยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น ทางด้านยูเครนก็ได้ใช้ขีปนาวุธแพทริออตไปจำนวนมากในการป้องกันการโจมตีของขีปนาวุธและโดรนรัสเซีย
ขนาดของคลังแสงสหรัฐฯได้รับการประมาณการต่างๆ กันไปจากพวกผู้ชำนาญการด้านกลาโหม ตัวเลขคร่าวๆ คือ มีขีปนาวุธสกัดกั้นชนิดนี้อยู่ราวๆ 2,000 ถึง 2,500 ลูก แต่แม้กระทั่งเมื่อนำเอาความพยายามของสหรัฐฯที่จะเพิ่มการผลิตให้สูงขึ้นมารวมด้วย ประเด็นปัญหาทางด้านการผลิตและการจัดส่งก็บ่งชี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้วสหรัฐฯจะสามารถขยายคลังแสงของตนเพิ่มขึ้นมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้ อย่างเร็วที่สุดก็คือในปี 2028 โดยที่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่จะต้องรอไปจนกระทั่งถึงปี 2030
ถ้าหากยูเครนต้องเริ่มกันตั้งแต่ต้นเลยในการผลิตตามที่ได้ไลเซนส์จากล็อกฮีด โดยที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นบางส่วนบางประการในเรื่องห่วงโซ่อุปทาน (แต่เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ยูเครนจะได้อย่างแน่นอนแล้ว) ยูเครนก็สามารถวาดหวังได้เพียงแค่ว่าการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 ของตนจะสามารถเริ่มต้นได้ในปี 2029 หรือ 2030
ถ้าหากขนาดที่ผลิตได้อยู่ในจำนวนใกล้เคียงกับที่มิตซูบิชิ รวมทั้งยูเครนยังมีความสามารถบริหารจัดการกับเรื่องความเรียกร้องต้องการทางเทคโนโลยี และการสร้างพวกแรงงานมีทักษะออกมาได้อย่างเพียงพอแล้ว ผลผลิตก็ยังจะห่างไกลนักหนาจากความต้องการทางทหารของยูเครนอยู่ดี
เรื่องการให้ยูเครนเป็นผู้ผลิตขีปนาวุธสกั้ดกั้น PAC-3 นี้ อันที่จริงเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงอยู่มากมายทีเดียว ความเสี่ยงที่ว่านี้ก็รวมไปถึงการที่ฝ่ายรัสเซียจะสามารถแอบแฝงเข้ามาล้วงความลับเกี่ยวกับโนว์ฮาวและเทคโนโลยีทางการผลิต, โจรกรรมพวกส่วนประกอบสำคัญยิ่งยวดทั้งหลาย, ตลอดจนเป็นการเปิดหน้าให้ต้องเผชิญการโจมตีจากขีปนาวุธและโดรนรัสเซีย
เวลานี้ รัสเซียกำลังพุ่งเป้ามุ่งเล่นงานพวกโรงงานด้านกลาโหมของยูเครน ซึ่งเป็นที่ทราบๆ กัน เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเราควรต้องพิจารณาว่าสายการผลิต PAC-3 จะต้องกลายเป็นเป้าหมายโจมตีสำคัญที่สุดเป้าหมายหนึ่งของฝ่ายรัสเซีย
นอกจากนั้นยังมีคำถามในเรื่องที่ว่าใครจะเป็นคนจ่ายเงินสำหรับโรงงานของยูเครนนี้ ข้อตกลงระหว่างทรัมป์-เซเลนสกี ไม่ได้ครอบคลุมถึงพวกประเด็นทางการเงิน แต่สหรัฐฯนั้นจะต้องเรียกร้องให้พวกประเทศนาโต้เป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายก้อนนี้อยู่แล้ว
นอกเหนือจาก “แพทริออต” แล้ว ยูเครนแทบไม่มีทางเลือกอื่นๆ ในเรื่องระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ซับซ้อนล้ำยุคเช่นนี้ ในยุโรปนั้นมีระบบอาวุธชนิดอื่นอยู่บ้างเหมือนกัน ทว่าต่างก็อยู่ในสภาพซัปพลายขาดแคลน และเจอกับชุดปัญหาคอขวดแก้ไขได้ยากของตนเองกันทั้งนั้น นอกจากนั้นยังมีแรงต่อต้านในยุโรปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องการต้องพรากจากระบบป้องกันภัยทางอากาศซึ่งทรงความสำคัญยิ่งยวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อสหรัฐฯอยู่ในภาวะที่แทบไม่มีของสำรองอยู่ในคลังแสงของตนเองแล้วเช่นนี้ อีกทั้งยังกำลังขอส่งคืนภาระรับผิดชอบด้านกลาโหมที่ได้รับจัดสรรจากนาโต้ด้วยซ้ำ
แหล่งที่มาซึ่งมีความเป็นไปได้แหล่งอื่นๆ ยังมีอยู่บ้างเหมือนกัน อย่างเช่น เกาหลีใต้ ทว่ามันยังไม่มีความมั่นใจแน่นอนกันลงไปว่า เกาหลีใต้มีระบบชนิดที่สามารถทำงานได้อย่างดีเทียบเคียงกับแพทริออตหรือไม่ แหล่งที่มาซึ่งอาจเป็นไปได้อีกแหล่งหนึ่ง ได้แก่ อิสราเอล ทว่าการผลิตในด้านนี้ของอิสราเอลอยู่ในลักษณะผูกเป็นหุ้นส่วนกับพวกบริษัทสหรัฐฯ เป็นต้นว่า ล็อกฮีด, เรย์ธีออน (อาร์ทีเอ็กซ์ คอร์เปอเรชั่น), และโบอิ้ง แถมอิสราเอลยังเจอปัญหาซัปพลายลดต่ำลงสืบเนื่องจากการทำสงครามอิหร่านในช่วงหลังๆ นี้เช่นกัน
ปัจจุบัน กองทัพบกสหรัฐฯกำลังดำเนินโครงการ “ตัวสกัดกั้นราคาถูก” (Low Cost Interceptor หรือ LCI) ซึ่งจะนำมาใช้เป็นตัวเสริมระบบแพทริออต ตลอดจนระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างอื่นๆ โครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นเอามากๆ ทว่ามีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตทั้งพวกเครื่องยนต์จรวดราคาถูก, อุปกรณ์ค้นหาเป้าหมายราคาถูก, ระบบควบคุมการยิงและซอฟต์แวร์นำทางซึ่งราคาต่ำลงมา, ตลอดจนความสามารถในการบูรณาการเพื่อใช้ในสนามรบได้อย่างสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น
โครงการ LCI น่าจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจสูงมากสำหรับยูเครน โดยที่เคียฟก็อยู่ในฐานะที่ดีงานสำหรับการเข้าร่วม ถ้าหากสหรัฐฯอนุญาตให้พวกบริษัทต่างชาติเข้าร่วมในโปรแกรมนี้ ซึ่งอันที่จริงนี่ก็ถือเป็นปัจจัยทรงความสำคัญมากประการหนึ่งในการทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ
มันอาจจะเป็นหนทางออกที่สามารถผลิดอกออกผลได้มากกว่าด้วยซ้ำไปสำหรับยูเครน เนื่องจากกรอบเวลา 4 ถึง 6 ปีสำหรับการพัฒนา LCI ที่มีความเป็นไปได้ขึ้นมานั้น ก็ถือว่ามีความใกล้เคียงกับระยะเวลาที่ต้องใช้ในความพยายามผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 จำนวนน้อยๆ จำนวนหนึ่งขึ้นมาภายในประเทศยูเครนเอง
สตีเฟน ไบรเอนเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงโหมสหรัฐฯ และเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษให้แก่เอเชียไทมส์ ข้อเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง “Weapons and Strategy” ของเขา บนแพลตฟอร์ม Substack
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO