โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ไข้เห็บสุนัข" คืออะไร? คนเลี้ยงหมาต้องรู้ อาการ-วิธีป้องกัน หลังพบป่วยแล้ว 53 ราย ดับ 5 ราย

sanook.com

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ไข้เห็บสุนัข SFTS คืออะไร อันตรายแค่ไหน? ติดสู่คนได้อย่างไร หลังพบผู้ป่วยสะสม 53 ราย เสียชีวิตแล้ว 5 ราย

ไข้เห็บสุนัข SFTS คืออะไร อันตรายแค่ไหน? ติดสู่คนได้อย่างไร หลังระบาดในไทยพบผู้ป่วยสะสม 53 ราย เสียชีวิตแล้ว 5 ราย

คนเลี้ยงสุนัขต้องเพิ่มความระมัดระวัง หลังมีการเปิดเผยข้อมูลว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้สูงรุนแรงร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือ SFTS สะสม 53 ราย และเสียชีวิต 5 ราย โดยเชื้อสามารถแพร่สู่คนผ่านเห็บกัด รวมถึงการสัมผัสของเหลวจากเห็บขณะใช้มือเปล่าบี้หรือกดให้ตาย

โรคนี้ถูกเรียกอย่างเข้าใจง่ายว่า “ไข้เห็บสุนัข” เนื่องจากเห็บสุนัขสีน้ำตาลที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทยอาจเกี่ยวข้องกับการนำเชื้อมาสู่คน ผู้ป่วยมักมีไข้สูง เม็ดเลือดขาวต่ำ และเกล็ดเลือดต่ำ อาการในช่วงแรกจึงอาจคล้ายไข้เลือดออกหรือโรคติดเชื้ออื่น ทำให้ต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการช่วยยืนยัน

ไทยพบผู้ป่วยไข้เห็บสุนัข SFTS สะสม 53 ราย เสียชีวิต 5 ราย

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วย SFTS แล้ว 53 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 5 ราย และสามารถพบผู้ป่วยได้ในทุกภูมิภาคของประเทศ

ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลผู้ป่วยที่ตรวจพบสะสมจากการศึกษาและเฝ้าระวัง ไม่ได้หมายความว่ามีผู้ป่วยทั้ง 53 รายเกิดขึ้นพร้อมกันในการระบาดระลอกเดียว อย่างไรก็ตาม การมีเห็บสุนัขสีน้ำตาลกระจายอยู่ทั่วไป ประกอบกับจำนวนครอบครัวที่เลี้ยงสุนัขภายในบ้านเพิ่มขึ้น ทำให้โรคนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ไข้เห็บสุนัขคืออะไร เกี่ยวข้องกับสุนัขอย่างไร?

โรคไข้สูงรุนแรงร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome หรือ SFTS เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ เชื้อที่เป็นที่รู้จักคือ Dabie bandavirus ในวงศ์ Phenuiviridae และสกุล Bandavirus

โรคนี้มีรายงานครั้งแรกในประเทศจีนและเป็นที่รู้จักมานานกว่า 15 ปี ก่อนพบในประเทศแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม สำหรับประเทศไทย มีงานวิจัยยืนยันการพบเชื้อและผู้ป่วยในประเทศแล้ว จึงไม่ถือเป็นโรคที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่

คำว่า “ไข้เห็บสุนัข” อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นโรคที่ติดต่อจากสุนัขโดยตรง แต่ตัวการสำคัญคือ “เห็บที่มีเชื้อ” สุนัขและสัตว์ชนิดอื่นสามารถพาเห็บเข้ามาใกล้คนได้ แม้สัตว์ตัวนั้นจะไม่ได้แสดงอาการป่วยอย่างชัดเจนก็ตาม

ไข้เห็บสุนัขติดต่อสู่คนได้อย่างไร?

ช่องทางหลักของการติดเชื้อคือการถูกเห็บที่มีไวรัสกัด เห็บอาจเกาะอยู่ตามตัวสุนัข สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า พงหญ้า สวน หรือบริเวณที่มีความชื้น เมื่อคนสัมผัสพื้นที่ดังกล่าว เห็บสามารถเกาะเสื้อผ้าและไต่ขึ้นมากัดตามผิวหนังได้

อีกพฤติกรรมที่ต้องระวังคือการใช้มือเปล่าจับเห็บออกจากตัวสุนัข แล้วบี้หรือกดตัวเห็บให้แตก เพราะของเหลวภายในตัวเห็บอาจสัมผัสกับบาดแผล รอยถลอก เยื่อบุตา จมูก หรือปาก และเปิดโอกาสให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย

SFTS ยังมีรายงานการแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ดูแลและบุคลากรทางการแพทย์ แต่ไม่ใช่โรคที่แพร่ผ่านอากาศได้ง่ายเหมือนไข้หวัด การใช้ถุงมือและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรงจึงมีความสำคัญ

อาการไข้เห็บสุนัข SFTS มีอะไรบ้าง?

อาการมักเริ่มภายในประมาณ 5-14 วันหลังได้รับเชื้อ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจจำไม่ได้ว่าเคยถูกเห็บกัด เพราะเห็บมีขนาดเล็กและมักเกาะตามบริเวณที่สังเกตเห็นได้ยาก อาการในระยะแรกอาจคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไปหรือไข้เลือดออก

  • มีไข้สูงหรือไข้ต่อเนื่อง
  • อ่อนเพลียมาก ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย
  • ต่อมน้ำเหลืองโตในบางราย
  • เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ
  • อาจมีจุดเลือดออกหรือเลือดออกผิดปกติเมื่อโรครุนแรง
  • ผู้ป่วยอาการหนักอาจสับสน ซึม ชัก หรือหมดสติ
  • อวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ไต ปอด หรือระบบไหลเวียนโลหิต อาจทำงานล้มเหลว

อาการไข้สูงร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำไม่ได้หมายความว่าจะเป็น SFTS เสมอไป เพราะอาจพบได้ในไข้เลือดออก โรคติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือโรคที่มีเห็บเป็นพาหะชนิดอื่น แพทย์จึงต้องประเมินประวัติการสัมผัสเห็บ อาการ และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกัน

กลุ่มใดเสี่ยงมีอาการรุนแรงจากไข้เห็บสุนัข?

ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้หากถูกเห็บที่มีเชื้อกัด แต่ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง มีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป

กลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสเห็บบ่อย ได้แก่ เจ้าของสุนัข สัตวแพทย์ ผู้ดูแลสัตว์ เกษตรกร คนทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่เดินป่าหรือเข้าไปในพื้นที่รก ผู้ดูแลผู้ป่วยที่สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันก็เป็นอีกกลุ่มที่ควรระมัดระวัง

ถูกเห็บกัดหรือจับเห็บด้วยมือเปล่า ต้องทำอย่างไร?

หากพบเห็บเกาะอยู่บนผิวหนัง ควรใช้แหนบปลายแหลมคีบตัวเห็บให้ใกล้ผิวหนังมากที่สุด แล้วดึงขึ้นอย่างช้า ๆ และตรง ๆ ไม่ควรบิด กระชาก บี้ หรือบดตัวเห็บ เพราะอาจทำให้ส่วนปากขาดคาอยู่ในผิวหนังและเพิ่มโอกาสสัมผัสของเหลวจากตัวเห็บ

หลังนำเห็บออกแล้ว ให้ล้างบริเวณที่ถูกกัดและล้างมือด้วยสบู่ หรือทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หากต้องการเก็บเห็บไว้เพื่อให้แพทย์หรือสัตวแพทย์ตรวจ ควรใส่ในภาชนะปิดสนิทและหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง

ไม่ควรใช้น้ำมัน วาสลีน ความร้อน หรือสารเคมีรุนแรงราดลงบนเห็บที่กำลังเกาะผิว หากไม่มั่นใจว่าจะนำออกได้หมด ควรไปพบแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข และสังเกตอาการผิดปกติในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์หลังถูกกัด

อาการแบบไหนหลังถูกเห็บกัดควรรีบไปโรงพยาบาล?

ผู้ที่มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย มีจุดเลือดออก ซึม หรือสับสน หลังถูกเห็บกัดหรือสัมผัสเห็บ ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมแจ้งประวัติการถูกเห็บกัด การจับเห็บออกจากสัตว์ หรือการเข้าไปในพื้นที่ที่อาจมีเห็บ

ไม่ควรรอดูอาการเองหากเป็นผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะโรคอาจดำเนินไปสู่อาการรุนแรงได้ การแจ้งประวัติสัมผัสเห็บอย่างละเอียดจะช่วยให้แพทย์นึกถึงโรคนี้และส่งตรวจได้เร็วขึ้น

ไข้เห็บสุนัขรักษาอย่างไร มีวัคซีนหรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไป และยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะที่ได้รับการยอมรับให้เป็นมาตรฐานสำหรับ SFTS การรักษาจึงเน้นการประคับประคองตามอาการ เช่น ดูแลสมดุลน้ำและเกลือแร่ เฝ้าระวังภาวะเลือดออก และพยุงการทำงานของอวัยวะสำคัญ

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือหอผู้ป่วยวิกฤต จึงไม่ควรซื้อยารับประทานเอง โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ร่วมกับจุดเลือดออก เกล็ดเลือดต่ำ หรือยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

วิธีป้องกันไข้เห็บสุนัขสำหรับบ้านที่เลี้ยงสุนัข

  • ตรวจดูตามผิวหนังและขนของสุนัขเป็นประจำ โดยเฉพาะบริเวณหู ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และซอกนิ้ว
  • ใช้ยาป้องกันเห็บตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • ไม่ใช้มือเปล่าจับหรือบี้เห็บ ควรสวมถุงมือและใช้แหนบหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสม
  • ซักและทำความสะอาดที่นอนสัตว์ กรง พื้น และซอกมุมภายในบ้านเป็นประจำ
  • ตัดหญ้าและดูแลพื้นที่รอบบ้านไม่ให้รกหรือมีความชื้นสะสม
  • หลังพาสุนัขเดินเล่น ควรตรวจทั้งตัวสุนัข เสื้อผ้า และผิวหนังของผู้ดูแล
  • หากพบเห็บจำนวนมาก ควรปรึกษาสัตวแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมแมลง

การให้สุนัขนอนร่วมเตียงไม่ได้ทำให้ติดโรคโดยอัตโนมัติ แต่หากสัตว์มีเห็บ เห็บสามารถหลุดออกมาเกาะคนหรือซ่อนอยู่ในที่นอนได้ บ้านที่ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัวจึงต้องควบคุมเห็บอย่างต่อเนื่อง

ไวรัสอุบัติใหม่ในจีนเกี่ยวข้องกับไข้เห็บสุนัขอย่างไร?

นอกจาก SFTS ที่เกิดจาก Dabie bandavirus นักวิจัยจีนยังรายงานการพบไวรัสจากเห็บชนิดใหม่ในกลุ่ม Orthonairovirus ซึ่งเรียกว่า Asian longhorned tick nairovirus หรือ ALTNV ผู้ติดเชื้ออาจมีไข้ อ่อนเพลีย อาการทางระบบทางเดินอาหาร เกล็ดเลือดต่ำ และค่าการทำงานของตับผิดปกติ คล้ายผู้ป่วย SFTS

การค้นพบนี้ช่วยอธิบายว่า ผู้ป่วยบางรายที่มีไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ แต่ตรวจไม่พบเชื้อ SFTS อาจติดเชื้อจากเห็บชนิดอื่นที่ให้กลุ่มอาการใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าไวรัส ALTNV ถูกพบในผู้ป่วยของประเทศไทย

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิกมีแนวทางพัฒนาวิธีตรวจวินิจฉัย เพื่อกลับไปตรวจตัวอย่างที่เก็บไว้จากผู้ป่วยซึ่งมีอาการเข้าได้กับโรค แต่ไม่พบไข้เลือดออกหรือเชื้อ SFTS ซึ่งจะช่วยตอบได้ว่าไวรัสชนิดใหม่นี้มีอยู่ในประเทศไทยหรือไม่

สรุปไข้เห็บสุนัข ภัยใกล้ตัวที่ป้องกันได้

ไข้เห็บสุนัขหรือ SFTS เป็นโรคติดเชื้อไวรัสจากเห็บที่พบในประเทศไทยแล้ว ผู้ป่วยอาจมีไข้สูง เม็ดเลือดขาวต่ำ และเกล็ดเลือดต่ำ ก่อนลุกลามเป็นภาวะอวัยวะล้มเหลวในรายที่รุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้มือเปล่าจับหรือบี้เห็บ หมั่นควบคุมเห็บในสัตว์เลี้ยง และตรวจร่างกายหลังเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง หากมีไข้ภายในประมาณ 2 สัปดาห์หลังถูกเห็บกัดหรือสัมผัสเห็บ ควรไปโรงพยาบาลและแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบทันที

บทความนี้ให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการตรวจจากสถานพยาบาล

แหล่งข้อมูล: ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, งานวิจัยเรื่อง SFTS ในประเทศไทย, US CDC Emerging Infectious Diseases และ New England Journal of Medicine

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...