โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘อัครนันท์’ ถกประชุม คกก. พิทักษ์สิทธิฯ นัดแรก พร้อมเปิดศูนย์ยกระดับการทำงานเชิงรุก

The Reporters

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

'อัครนันท์' ถกประชุม คกก. พิทักษ์สิทธิฯ นัดแรก พร้อมเปิดศูนย์ยกระดับการทำงานเชิงรุก ใช้ทราฟฟี่ ฟองดูว์ ป้องกันการปกปิดความผิด พร้อมคาดโทษ ผอ.-เขตพื้นที่ฯ หากละเลย

วันนี้ (15 ก.ย. 69) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายอัครนันท์เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันประชุมครั้งแรก ตนเองได้รับมอบหมายจากนายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มากำกับดูแลเรื่องศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เพื่อการทำงานเชิงรุกมากขึ้นจากการตั้งรับในอดีต ซึ่งปัจจุบันจะทำอย่างไรให้เป็นไปในทิศทางเชิงรุกมากขึ้นและเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้จริง ให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเรามีความตั้งใจ อย่างไรก็ตาม ต้องทำเรื่องนี้ให้เกิดผลมากที่สุด และถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เราจะเริ่ม โดยประกอบร่างมาหลายเดือนแล้ว วันนี้ถือเป็นการคิกออฟขับเคลื่อนศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 นโยบายหลักของรัฐมนตรีด้วย

นายอัครนันท์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนี้มีเรื่องแจ้งมายังไม่เยอะเพราะประชาชนยังไม่รู้ แต่หลังจากนี้ประชาชนจะต้องรับรู้ว่า เมื่อเดือดร้อน นักเรียนเดือดร้อน คุณครูโดนกลั่นแกล้ง โดนบูลลี่ จะต้องไปแจ้งใคร เพราะหลายครั้งแจ้งคุณครูก็ยังไม่ทำ จึงเพิ่มช่องทางเพื่อทำให้การขับเคลื่อนของเด็กหรือคนที่เจอปัญหาจะได้มีช่องทางในการพูดและมีคนเข้าไปช่วยเหลือ ดังนั้นกระทรวงจะเพิ่มช่องทางเพื่อให้มีโอกาสเล่าเรื่องที่ทุกข์ใจ บางคนโดนบูลลี่อาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ไม่มีใครไปแก้ไขก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้เราจะทำเรื่องนี้แล้วขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพิ่มช่องทางระบายและมีช่องทางการติดต่อเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ส่วนการตั้งศูนย์จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็มีการเกี้ยเซี้ยกันระหว่าง สพฐ. หรือคุณครู นายอัครนันท์ระบุว่า การมีทราฟฟี่ ฟองดูว์ สิ่งสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีอย่างโปร่งใส ที่ผ่านมา ผอ. ก็พยายามบริหารจัดการ แต่แก้ไม่ได้จริง เพราะทุกคนไม่อยากทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต้องบูรณาการหลายภาคส่วน ไม่ใช่แก้ที่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว ต้องมีครอบครัว ญาติ ผู้ปกครอง หลายปัจจัย นอกจากนี้เรายังทำงานร่วมกันกับ พม. ด้วย

ส่วนการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องร้องเรียนในแต่ละเรื่องนั้น นายอัครนันท์กล่าวว่า เรามี 6 ประเภทในการร้องเรียน อะไรที่ไม่เข้าประเด็นเราก็ต้องตัดประเด็น ซึ่งก็มีบอกไว้แล้วว่าเรื่องไหนร้องเรียนได้บ้าง ย้ำว่าจะดูแลเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความไม่ปลอดภัยในพื้นที่ ซึ่งแอดมินจะมีการทำงานตลอดและเริ่มทำทันที ทำมา 1 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้คิกออฟครบวงจร แต่ตอนนี้พร้อมแล้ว

ส่วนในระยะเวลาหนึ่งเดือน ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมามากที่สุดคือเรื่องการล่วงละเมิด เราก็แอบแปลกใจเพราะบางครั้งการบริหารจัดการภายในโรงเรียน ส่วนกลางไม่ได้รับรู้ แต่ในวันนี้เราสร้างความโปร่งใส หากมีเรื่องราวร้องเรียนมา เขตและ ผอ. ไม่รับรู้ ปัจจุบันจะมีตัวชี้วัด ถ้าหากยังไม่รับรู้ก็จะมีการตรวจสอบในหลายมิติ รวมไปถึงมีการลงโทษด้วย ซึ่งบางกรณีก็ถูกลงโทษแล้ว และมีการรักษาความลับในการแจ้งเข้ามาด้วย

ในอดีตการแก้ไขปัญหามักจบภายในโรงเรียน แต่ปัจจุบัน หากมีการแจ้งผ่านทราฟฟี่ ฟองดูว์ แล้วและไม่ได้รับการแก้ไข ผอ. ไม่ดำเนินการ ก็จะมีการสอบ ผอ. ด้วย และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องปกป้องเด็กและคุณครูของพวกเรา เพราะบางครั้งคุณครูก็ถูกกลั่นแกล้งและบูลลี่เช่นเดียวกัน และหากคุณครูแจ้งมาไม่ต้องห่วงว่า ผอ. จะยังกลั่นแกล้งอยู่ กระทรวงจะเป็นแบ็กอัพให้คุณครูด้วย

นายอัครนันท์ระบุว่า ขณะนี้ยังเทียบไม่ได้ว่าสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องใดไปได้มากน้อยแค่ไหนแล้ว เพราะคนยังไม่รู้จักทราฟฟี่ ฟองดูว์ ในเดือนที่ผ่านมา แต่สิ่งที่เราได้ทำคือ ผอ. แก้ไขเลย และเห็นว่าเรื่องไหนที่ยังไม่ได้แก้ และเชื่อว่าการแถลงข่าวในวันนี้ จะมีคนแจ้งเข้ามามากขึ้น รวมไปถึงภายในโรงเรียนจะมีการประชาสัมพันธ์ด้วย จะทำให้สามารถบริหารจัดการและประเมินสถานการณ์ได้ว่าเรื่องราวในอนาคตจะมากน้อยแค่ไหน และในอนาคตจะมีการประเมินได้ดีขึ้น พร้อมย้ำว่า นักรบส่วนหน้าคือเขต หากในพื้นที่รับรู้แล้วยังไม่ทำ ก็จะเป็นการวัดตัวชี้วัดในเขตด้วย ดังนั้นก็จะมีการตรวจสอบระหว่างส่วนกลางและเขตด้วย

อย่างไรก็ตาม หากโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบจนกระสุนตกเข้ามาในโรงเรียนที่ฝั่งไทย ก็สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัย

ส่วนกระทรวงศึกษาธิการมีการปรับการทำงาน ทางสำนักงานเขตในแต่ละพื้นที่จะสามารถปรับตัวได้ทันหรือไม่ นายอัครนันท์กล่าวว่า 5 เดือนที่เราทำงานกันมา กระทรวงศึกษาธิการปรับแนวการทำงานเชิงรุกมากขึ้น และการให้ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ ซึ่งการลดภาระครูก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราทำ เป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน ซึ่งเราพยายามจัดการให้ได้ก่อน และบางเรื่องต้องยอมรับว่าบางเรื่องยังทำไม่ได้ แต่บางเรื่องต้องพยายามจัดการให้ดีขึ้น และการขับเคลื่อนบุคลากร 400,000 คน นักเรียน 6,000,000 คนนั้นอาจต้องใช้เวลา อะไรที่เราทำได้ก็จะรีบทำ และพยายามเป็นที่พึ่งให้กับนักเรียนและบุคลากรของเราก่อน เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจของพวกเราในการเข้ามาขับเคลื่อนกระทรวงศึกษาธิการ และตนเองเห็นความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ซึ่งตนเองก็เห็นเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...