โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แก๊งคอลเซนเตอร์หลอกนักศึกษาปริญญาเอก สูญกว่า 10 ล้านบาท ใช้แผน“On-ground” ส่งคนรับเงินสดถึงที่

Thai PBS

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS
มิจฉาชีพยกระดับกลยุทธ์หลอกเหยื่อ จากการให้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร สู่การหลอกแบบ “On-ground” ส่งคนมารับเงินสดถึงที่ ล่าสุด รายการสถานีประชาชนยกเคสนักศึกษาปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์ ตกเป็นเหยื่อ สูญเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยมิจฉาชีพสร้างสถานการณ์ตั้งแต่ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ อ้างเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่าพัวพันคดีฟอกเงิน ไปจนถึงเขียนสคริปต์ควบคุมทุกขั้นตอน ทั้งการถอนเงินจากธนาคารและการขอเงินจากครอบครัว

เริ่มจากสายโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS

ผู้เสียหาย นักศึกษาปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อมีสายโทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากค่ายมือถือ AIS แจ้งว่า มีผู้ใช้ข้อมูลส่วนตัวของเขาไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ที่ จ.เลย และนำเบอร์ดังกล่าวไปใช้ก่อเหตุหลอกลวงในลักษณะแก๊งคอลเซนเตอร์

มิจฉาชีพอ้างว่าจะประสานงานไปยัง สภ.เมืองเลย เพื่อขอใบแจ้งความสำหรับนำไปปิดเบอร์ดังกล่าว ก่อนทำทีโอนสายให้พูดคุยกับตำรวจ

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนนี้ มิจฉาชีพให้เขาเพิ่ม ID LINEซึ่งหน้าโปรไฟล์ระบุว่าเป็น “สภ.เมืองเลย” เพื่อส่งหลักฐาน จากนั้นวิดีโอคอลเข้ามา โดยช่วงแรกมีบุคคลแต่งกายด้วยชุดสีกากีคล้ายตำรวจปรากฏตัวประมาณ 1-2 นาที ก่อนปิดกล้องและอ้างว่าคดีนี้เป็นความลับระดับสูง ไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าเจ้าหน้าที่ได้ จึงให้พูดคุยผ่านเสียงเพียงอย่างเดียว

จากนั้นมิจฉาชีพขอข้อมูลส่วนตัว พร้อมส่งภาพเอกสารที่ตัดต่อชื่อของผู้เสียหายเข้าไปในสมุดบัญชีธนาคาร หรือ Bookbank เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน เป็นบัญชีม้าที่รับส่วนแบ่ง

เริ่มจากสายโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS

ข่มขู่ห้ามบอกใคร ควบคุมเหยื่อผ่านวิดีโอคอล

มิจฉาชีพไม่ได้หยุดเพียงการกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี แต่ยังใช้วิธีสร้างความกลัวและควบคุมการตัดสินใจของผู้เสียหาย โดยสั่งห้ามบอกเรื่องดังกล่าวกับบุคคลอื่น พร้อมขู่ว่าหากเปิดเผยข้อมูล ทั้งตัวเขาและผู้ที่รับรู้เรื่องจะถูกจำคุก 3-5 ปีโดยไม่รอลงอาญา

ผู้เสียหายเล่าว่า ขณะนั้นกำลังเคร่งเครียดกับการเรียนและทำโครงการวิจัย เมื่อถูกมิจฉาชีพนำเรื่องคดีความและอนาคตทางการศึกษามาข่มขู่ จึงเกิดความกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อตัวเองและครอบครัว

นอกจากนี้ ยังถูกบังคับให้เปิดกล้องวิดีโอคอลฝ่ายเดียวค้างไว้ เพื่อให้มิจฉาชีพเฝ้าดูความเคลื่อนไหวตลอด 1 วันเต็ม

เขียนสคริปต์ให้ถอนเงินจากธนาคาร - พ่อแม่

จากนั้นมิจฉาชีพก็ให้ผุ้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ใช่แก๊งค์คอลเซนเตอร์ ผู้เสียหายน้ำงเินสดกว่า 6 ล้านบาท ไปมอบให้กับแก๊งค์คอลเซนเตอร์ที่อ้างว่าเป็นตำรวจ

หลังจากนั้นแก๊งค์คอลเซนเตอร์ ขอเงินเพิ่มอีก โดยสั่งให้น้องผู้เสียหายถอนเงินสดจากธนาคาร โดยเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าหากเจ้าหน้าที่ธนาคารสอบถามถึงวัตถุประสงค์ในการถอนเงิน ให้ตอบว่าจะนำเงินไปลงทุนและตั้งพานเงินพานทองเพื่อทำพิธีเปิดการลงทุน

โดยครั้งแรกโทรศัพท์สอบถามสาขาธนาคารว่ามีเงินสด 1.6 ล้านบาทสำหรับการถอนหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่ามี จึงเดินทางไปถอนเงินด้วยตัวเองพร้อมบัตรประชาชน

ขณะที่อีกส่วนมาจากเงินที่ขอให้พ่อแม่โอนเข้าบัญชี โดยมิจฉาชีพเขียนสคริปต์ให้เขาหลอกพ่อแม่ว่า ต้องใช้เป็นทุนสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เตรียมเงินไว้สนับสนุนการศึกษาอยู่แล้ว จึงโอนเงินให้โดยไม่เอะใจ

ตลอดกระบวนการ ผู้เสียหายมอบเงินสดให้มิจฉาชีพ 3 ครั้ง รวม 6 ล้านบาท และโอนผ่านบัญชีอีก 11 ครั้ง ทำให้ความเสียหายรวมกว่า 10 ล้านบาท

กระทั่งมิจฉาชีพข่มขู่ว่าจะฆ่า หากเขาไม่สามารถหาเงินมาให้เพิ่มเติม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจบอกพ่อแม่และเดินทางไปแจ้งความ ก่อนจะรู้ว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซนเตอร์

เขียนสคริปต์ให้ถอนเงินจากธนาคาร - พ่อแม่

ตำรวจชี้มิจฉาชีพปรับรูปแบบสู่ “On-ground”

พล.ต.ต. ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ระบุว่า มิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 พบผู้เสียหายกลุ่มเยาวชนอายุ 18-22 ปี สูญเงินรวม 207 ล้านบาท จากคดีกว่า 2,058 คดี

รูปแบบการหลอกลวงส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องซิมโทรศัพท์ คดีฟอกเงิน และการแอบอ้างเป็นตำรวจ DSI หรือ ปปง. โดยพบการแอบอ้างเป็นตำรวจสูงถึง 96%

แต่ปัจจุบันมิจฉาชีพพัฒนาวิธีการไปสู่ “On-ground” คือส่งบุคคลมารับเงินสดจากผู้เสียหายถึงสถานที่นัดหมาย หรือล่อลวงให้ผู้เสียหายไปซื้อทองคำเพื่อนำไปขายต่อ เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการ KYC และการอายัดบัญชีม้าของตำรวจไทย

นอกจากนี้ ยังพบการใช้บัญชีม้า 2 รูปแบบ ได้แก่ การเปิดผ่านระบบ Payment Gateway เพื่อฟอกเงินผ่านนิติบุคคลที่ถูกกฎหมาย และบัญชีม้าสำหรับถอนเงินสด

[caption id="attachment_15620" align="aligncenter" width="1952"]

พล.ต.ต. ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)  

พล.ต.ต. ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) [/caption]

เร่งแกะรอยเส้นทางเงิน-ภาพวงจรปิด

สำหรับคดีของน้องผู้เสียหาย ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ สภ.พญาไท กทม. ตำรวจได้ประสานผู้กำกับการและร้อยเวรเจ้าของคดีแล้ว โดยวันที่ 4 ก.ย. 69 ผู้เสียหายจะเข้าสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองบัญชาการไซเบอร์ เพื่อแกะรอยเส้นทางการเงิน พร้อมติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดร่วมกับสืบนครบาล เพื่อหาบุคคลที่มารับเงินสด

ตำรวจระบุว่า แม้มิจฉาชีพจะพยายามปกปิดตัวตน แต่การก่อเหตุย่อมทิ้ง “Digital Footprint” หรือร่องรอยทางดิจิทัลไว้ หากเงินยังไม่ได้ถูกโอนออกไปเป็นคริปโตเคอร์เรนซีหรือออกนอกประเทศ ก็ยังมีโอกาสอายัดและติดตามเงินกลับคืนมาได้ ผ่านศูนย์ AOC 1441

ที่ผ่านมา ศูนย์ดังกล่าวสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายแล้วกว่า 570 ล้านบาท ในช่วง 8 เดือน

ด้านเพจสายไหมต้องรอด ระบุว่า ได้ประสานสืบนครบาลเพื่อติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดและหาบุคคลที่มารับถุงเงินสดจากน้องผู้เสียหาย พร้อมเตือนกลุ่มบัญชีม้าว่า แม้จะอ้างว่าสมัครใจเปิดบัญชี แต่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้กระทำผิดยังต้องรับผิดชอบและหาเงินมาคืนผู้เสียหาย

ตรวจสอบการทำงานสายด่วน 1441

อีกประเด็นที่เกิดขึ้นในคดีนี้ คือในวันแรกที่น้องผู้เสียหายโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1441 แต่ได้รับคำแนะนำให้ติดต่อธนาคารแต่ละแห่งด้วยตัวเอง

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ระบุว่า จะตรวจสอบข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า ระบบ One Stop Service ของศูนย์ 1441 เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 มีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด 24 ชั่วโมงกว่า 100 นาย และทำงานร่วมกับธนาคารและตำรวจไซเบอร์

ตามกระบวนการ เมื่อรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่จะประสานเปิดสายที่ 3 ร่วมกับธนาคาร เพื่อดำเนินการอายัดเงินโดยเร็วที่สุด โดยกรณีของน้องผู้เสียหายอาจเกิดจากความเข้าใจผิดหรือข้อผิดพลาดระหว่างการปฏิบัติงาน ซึ่งจะนำไปตรวจสอบและปรับปรุงโดยเร่งด่วน

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครก็ได้

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แก๊งคอลเซนเตอร์ไม่ได้อาศัยเพียงการหลอกให้เหยื่อโอนเงิน แต่ใช้การข่มขู่ สร้างสถานการณ์ และควบคุมการตัดสินใจของผู้เสียหายทีละขั้น จนสามารถทำให้เหยื่อถอนเงินจำนวนหลายล้านบาทและนำไปส่งมอบให้มิจฉาชีพด้วยตัวเอง

น้องผู้เสียหายฝากเตือนผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และหากตกเป็นเหยื่อแล้ว ขอให้ตั้งสติและอย่าคิดสั้น เพราะแม้เงินจะสูญเสียไปแล้ว แต่ชีวิตยังมีความสำคัญมากกว่า

ขอบคุณข้อมูลจาก รายการสถานีประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

"นพ.ยง" ชี้โควิด 19 ระบาด ในปีนี้ไม่เหมือนทุกปี เหตุต้นปีพบน้อยมาก-คาดลดลงช่วง ต.ค.

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รฟท.เปิดทางชลบุรี–บางพระ หลังกู้รถสินค้าตกรางได้แล้ว

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมืองพัทยากลับมาคึกคัก หลังกำลังพลสหรัฐฯท่องเที่ยวในพื้นที่

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สน.วังทองหลาง ตรวจสถานบริการ ซอยมหาดไทย -ทาวน์อินทาวน์ ไม่พบกระทำผิด กม.

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

ไฟดับ 6 ก.ย. 2569 กฟน.ประกาศดับไฟ 24 จุด กทม. สมุทรปราการ นนทบุรี

TNews

“ปคม. รวบ “ยอด เดอะคิดส์” นายหน้าค้ากามเด็กรายใหญ่ เจ้าของวลี “ฉันไม่มีวันตายไปจากวงการค้ากาม”

Khaosod

เปิดคลินิก “ซ่อมฟรีเครื่องจักรกลเกษตร” 12–15 ก.ย. นี้ ช่วยชาวน่านหลังน้ำลด

TNN ช่อง16

กองทัพบกยกเครื่องกำลังพล เปิดรับ ‘พลทหารอาสา’ 1.8 หมื่นอัตรา นำร่องสัญญา 4 ปี-เงินเดือน 1.4 หมื่น มุ่งเป้าเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสมัครใจ

THE STANDARD
วิดีโอ

สภ.แม่สายตรวจยึดเคตามีนกว่า 410 กก. ซุกซ่อนในป่าท้ายหมู่บ้านจ้อง ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย

สวพ.FM91

มท.1 สั่งเนรเทศ ยิวกร่าง พ้นเมืองไทย เซ่นปมขู่x่า ป่วนสมุย

คมชัดลึกออนไลน์
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...