เปิดผลชันสูตร “ฮลุน” รอบ 2 ชี้ "ระบบหัวใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว" ไม่พบรอยทำร้าย สถาบันนิติเวชฯ
เปิดผลชันสูตร “ฮลุน” รอบ 2 ชี้ "ระบบหัวใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว" ไม่พบรอยทำร้าย สถาบันนิติเวชฯ เร่งตรวจดีเอ็นเอ ยันไม่ทิ้งประเด็นสารพิษ ประสานจอร์เจียส่งผลชันสูตรสู้คดี
วันนี้ 6 ส.ค. 69ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผลการตรวจชันสูตรศพเบื้องต้นของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้มีการอธิบายและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดกระบวนการตรวจทั้งหมดให้แก่ครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตรับทราบอย่างละเอียดแล้ว พร้อมทั้งได้รับการขออนุญาตในการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ โดยจากการตรวจสภาพร่างกายทางกายภาพภายนอกและภายในในเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย ไม่พบรอยช้ำ รอยฟกช้ำ หรือบาดแผลจากการบาดเจ็บรุนแรงใด ๆ เช่น อาการกระดูกหัก และยังไม่พบความผิดปกติในอวัยวะส่วนอื่น ๆ ยกเว้นบริเวณหัวใจ ซึ่งทางการประเทศจอร์เจียได้ทำการตรวจชันสูตรและตัดชิ้นเนื้อไปค่อนข้างมาก ทั้งนี้ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมอย่างละเอียด ทั้งการตรวจตัดเนื้อเยื่อ และการตรวจทางพันธุศาสตร์ (Genetics) ที่เกี่ยวข้องกับภาวะไหลตาย โดยได้รับความร่วมมือจากภาควิชานิติเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการตรวจหาพันธุกรรมเพื่อตอบข้อสงสัยของสื่อมวลชนและครอบครัวว่าผู้เสียชีวิตหรือประวัติครอบครัวมีพันธุกรรมเสี่ยงเกี่ยวกับโรคนี้หรือไม่
สำหรับข้อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตในภาพรวมเบื้องต้น ระบุว่าเกิดจากระบบหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ซึ่งเป็นคำครอบคลุมหลายภาวะ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือความผิดปกติของการสื่อประสาทไฟฟ้าหัวใจที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติจนเกิดภาวะไหลตาย โดยปัจจัยกระตุ้นอาจเกิดจากการใช้ชีวิต การออกกำลังกาย หรือภาวะความเครียด แต่เนื่องจากยังไม่สามารถระบุชี้ชัดได้ จึงต้องรอผลสรุปทั้งหมดจากทางการจอร์เจียอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทางนิติเวชไทยยังไม่ได้ตัดประเด็นการเสียชีวิตจากสารพิษ สารเคมี หรือสารเสพติดออกไป โดยได้ทำการเก็บตัวอย่างจากเส้นผม และเก็บตัวอย่างเศษอาหารชิ้นเล็ก ๆ ที่พบในลำไส้เล็กส่วนต้น (เนื่องจากไม่พบเศษอาหารในกระเพาะอาหารเพราะทางการจอร์เจียเก็บไปตรวจทั้งหมดแล้ว) เพื่อส่งตรวจทางเคมีและสารพิษทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์จึงจะทราบผล
นอกจากนี้ ทางกระทรวงยุติธรรมจะทำการประสานงานผ่านกระบวนการ MLAT และช่องทางทางการทูต ไปยังทางการประเทศจอร์เจีย เพื่อขอข้อมูลเอกสารการชันสูตรฉบับสมบูรณ์ ผลการตรวจทางเคมี ผลการตรวจเลือด (เนื่องจากร่างที่ส่งกลับมาไม่มีเลือดเหลือให้ตรวจแก๊สหรือสารพิษในเลือด เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์) รวมถึงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุ สภาพแวดล้อมในห้องพัก ทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต และร่องรอยการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นโพรโทคอลปกติในคดีอาญาระหว่างประเทศที่ทางการจอร์เจียจะต้องตอบกลับมา ทั้งนี้ การชันสูตรของทางการจอร์เจียถือเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยได้ส่งคืนอวัยวะสำคัญกลับมาในร่างอย่างครบถ้วน ยกเว้นเพียงชิ้นเนื้อขนาดเล็กบริเวณเส้นเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกนำไปทำเป็นสไลด์ชิ้นเนื้อเพื่อตรวจวิเคราะห์ ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติทางนิติเวชที่ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนดังกล่าวคืนมาได้ ส่งผลให้การผ่าชันสูตรครั้งที่ 2 ของไทยไม่สามารถประเมินภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือการหดเกร็ง/สลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องรอผลตรวจยืนยันจากทางจอร์เจียมาประกอบกัน ซึ่งตามหลักนิติเวชแล้ว ผลการชันสูตรศพในรอบแรกจากประเทศต้นทางจะมีน้ำหนักและความสำคัญมากที่สุด
ในส่วนของสภาพร่างของผู้เสียชีวิต แม้จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและเน่าเปื่อยตามธรรมชาติเปรียบเทียบได้ประมาณ 2 วัน เนื่องจากผ่านกระบวนการรักษาศพและการขนส่งระหว่างประเทศ แต่สภาพโดยรวมยังคงสมบูรณ์เพียงพอให้แพทย์ผ่าชันสูตรเก็บรายละเอียดสำคัญได้อย่างครบถ้วน ซึ่งทางญาติของผู้เสียชีวิตได้รับทราบขั้นตอน ข้อมูล และเข้าใจถึงสาเหตุเบื้องต้นแล้ว ทำให้มีความสบายใจขึ้น ยอมรับในผลการตรวจ และได้ประสานขอรับร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนาในวันพรุ่งนี้เพื่อความสะดวก โดยทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะช่วยรักษาร่างไว้ในห้องเย็นให้ก่อน ทั้งนี้ เคสนี้ถือเป็นเคสแรกที่มีการเสียชีวิตในต่างประเทศแล้วนำร่างกลับมาตรวจชันสูตรในประเทศไทย ซึ่งกระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะใช้เคสนี้เป็นแนวทางในการอำนวยความสะดวก ให้ความช่วยเหลือ และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในต่างประเทศต่อไป