“นุ่น -ท็อป” ยก “เร แม๊คโดแนลด์” เป็นคนเท่ความคิด ย้ำบทเรียนชีวิต “อยากทำอะไรให้ทำ”
“นุ่น -ท็อป” ยก “เร แม๊คโดแนลด์” เป็นคนเท่ความคิด ย้ำบทเรียนชีวิต “อยากทำอะไรให้ทำ”
คู่รักนักแสดง “นุ่น ศิรพันธ์” และสามี “ท็อป พิพัฒน์” มาร่วมแสดงความอาลัยต่อพี่ชายที่รักอย่าง “เร แม๊คโดแนลด์” โดยเดินทางมาร่วมงานเป็นวันที่ 2 พร้อมเปิดใจถึงความผูกพันและข้อคิดชีวิตที่ได้รับจากพี่ชายผู้เป็นแรงบันดาลใจ…
อ่านข่าวต่อ : บรรยากาศสวดอภิธรรม “เร แม๊คโดแนลด์” คืนที่ 5 เพื่อนๆ เดินทางมาร่วมอาลัยแน่นศาลา
“จะบอกว่าเมื่อปี 2004 ผมเล่นภาพยนตร์กับพี่เรเรื่อง “6 หกตกตาย ท้าตาย”แล้วก็มี ทราย เจริญปุระ ด้วย ก็คือตอนนั้นหนังมันไม่ได้ประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ แต่ผมว่ามันประสบความสำเร็จในเรื่องความสัมพันธ์ คือเราก็ได้รู้จักกับคนที่เหมือนกับจริง ๆ ผมว่าพี่เขาเท่ทางความคิด เวลาที่เขาอยู่ในกองเขาจะแบบเหมือนอ่านหนังสือ พิมพ์ ดูข่าว แล้วก็เวลาคุยกันเขาก็จะพูดถึงเรื่องที่แบบเหมือนให้ เออถ้าอยากทำอะไรก็ควรที่จะทำเลย ไม่งั้นเดี๋ยวมันจะรู้สึกเสียดาย แล้วก็หลายๆ อย่างที่เป็นโควทออกมา ผมว่าก็เป็นสิ่งที่ผมว่าหลายๆ คนก็น่าจะเข้าใจในสิ่งที่คุณคิด”
นุ่น : “นุ่นก็มีโอกาส เคยเจอพี่เร ที่โรงแรมพี่เรเนอะ พี่เรไปทำโรงแรม คือจริงๆ ตอนคบกับพี่ท็อปเป็นแฟน พี่ท็อปก็ชอบเล่าเรื่องพี่เรให้ฟังเสมอๆ ในเรื่องแบบคนที่เท่ทางความคิด การใช้ชีวิต พอเจอพี่เรที่โรง แรมของเขา เออ พี่เขาก็เจ๋งดี มีอันหนึ่งที่พี่ท็อปพูดเสมอเลยว่า อยากจะชวนพี่เรกินข้าว แล้วแบบอาการที่พูดว่าอยากจะชวน แล้วเราก็ไม่มีโอกาสได้เจอสักที จนแบบตอนเห็นข่าวก็คือ นุ่นก็มือสั่นเพราะประชุมอยู่ แล้วก็หยิบเอาโทรศัพท์วิ่งไปให้พี่ท็อปดู แล้วมันเป็นภาวะที่นุ่นว่าหลายๆ คนก็น่าจะเป็น ก็คือช็อก ช็อกไปเลย แล้วก็พี่ท็อปก็อยากมาส่งพี่เรมากๆ วันนี้เราก็มาอีกรอบหนึ่งเนอะ”
ท็อป : “ใช่ เวลาที่เรารู้สึกว่าเราอยากทำอะไร แล้วแบบปล่อยๆ ปล่อยเวลา แล้วก็มีข้ออ้างนู่นข้ออ้างนี่ ผมว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไรเลย ก็เลย วันนี้มาก็ไม่ได้เจอ…ไม่ได้เจอตัว ก็น่าเสียดายอยู่ มันก็ไม่ได้ถึงกับแบบจะติดเป็นเรื่องที่เรารู้สึกผิดขนาดนั้น แต่มันก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร แต่มันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเกิดวันนี้เราอยากที่จะพูดคุย อยากที่จะทำอะไร บางทีแล้วก็อย่าหาข้ออ้าง ก็ทำไปเลย ผมว่าก็อาจจะดีกว่า เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่จะจากกัน ที่ไม่ได้เจอกัน ผมว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ มันทำให้ผม remind กลับไปหลายๆ เรื่องเลย ว่าที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ตอนที่เราเริ่มเริ่มต้นทำงานในวงการบันเทิง มันเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ผมว่าก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันก็มีทั้งแบบดีและก็ไม่ดี ปะปนกันไป แต่สุดท้ายแล้ว ก็ทำให้เราดูว่าถ้าเกิดมีอะไรก็อย่า..อย่ารอเลย พูดหรอกพี่ คนเขาแบบไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว เราก็แค่พูดกับตัวเราเอง บางทีแล้วมันก็น่าจะมีโอกาสได้เจอนะ แต่ว่าโอเคไม่เป็นไร ต่อไปเราก็เหมือนเอาสิ่งที่เขาเคยพูด หรือว่าสิ่งที่เราเคยได้ยิน ได้รับรู้จากเขา ผมว่าเอามาปรับใช้ ปรับวิธีคิดของเรา อาจจะเป็นเรื่องที่ดี แล้วผมเห็นหลายๆ สื่อก็ออกมา ผมว่าบางทีความคิดหลายๆ ความคิดของพี่เรก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คน แล้วผมก็คิดว่าคงน่าจะเอามา แล้วก็ได้เอามาใช้ แล้วก็มาทำอย่างจริงจังมากขึ้น
คือเราตอนเด็กๆ เราสนิทกันมากพอสมควรเลยกับแหม่ม เราก็แบบเหมือนกอดเขา แล้วเราก็รู้สึกว่า ถ้ามีอะไรที่เราช่วยได้ เรายินดีทุกเรื่องเลย แล้วก็คุยกับพี่ที่แกรมมี่ในยุคที่เราได้ทำรายการด้วยกัน พอเหตุการณ์นี้มันผ่านไปแล้วเนี่ย เราต้องรีบในการนัด เพื่อที่จะเจอกัน แล้วก็คิดว่าในวันนั้นถ้ามาถึง ก็น่าจะได้มีการเหมือนให้กำลังใจกัน แล้วก็ได้พูดคุยกัน มากกว่าในงานแบบนี้ครับ ก็คิดว่านี่คือสิ่งที่เราทำได้ในเบื้องต้น แต่แน่นอกจากนี้ เดี๋ยวจะทำอะไรได้ เดี๋ยวผมคิดว่าทำอะไรก็ต้องทำเลยดีกว่า
พอปี 2005 ได้มาร่วมงานกับแหม่ม คือผมเป็นพิธีกรของแกรมมี่ แล้วแหม่มก็ดูแลในเรื่องเสื้อผ้า แล้วก็ดูแลตอนเราเป็นพิธีกรในราย การของแกรมมี่ รายการ “เซียนโอเกะ” ก็ได้รู้จักแล้วก็สนิทกับแหม่ม พอเวลาผ่านไป ทางแบบพี่เรกับแหม่มก็เลยได้ชวนมาทำรายการ ชื่อรายการตอนนั้น 48 ชั่วโมง ก็คือเป็นรายการท่องเที่ยวครับ ว่ามีเวลา 2 วันจะไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง แล้วก็เข้ามาช่วยกันทำรายการ ก็เลยทำให้แบบนี้น่าจะมีโอกาสได้เจอ ได้คุย ได้สนิท ได้เห็นถึงวิธีคิด ผมว่าเป็นวิธีคิดที่เท่มาก เป็นสิ่งที่ได้สัมผัสกับพี่เรเขา”…