สุดช้ำ! ครูสาวค้ำประกันให้เพื่อน สุดท้ายถูกทิ้งให้ใช้หนี้แทนกว่า 16 ล้าน
วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นางภิมร์ลภัส หรือ ครูติ๋ว อายุ 47 ปี ข้าราชการครูในจังหวัดบุรีรัมย์ นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการกู้เงิน การค้ำประกัน และเอกสารทางคดี ออกมาร้องขอความเป็นธรรม หลังตกเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนครูหลายราย ก่อนต้องแบกรับภาระหนี้แทนเป็นเวลานานหลายปี จนถูกเรียกชำระหนี้รวมกว่า 16 ล้านบาท
ครูติ๋วเล่าว่า เมื่อปี 2553 ขณะที่ยังทำงานสอนอยู่โรงเรียนเอกชน ได้ร่วมค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนครูจำนวน 5 คน โดยเป็นลักษณะการเวียนกันค้ำประกันระหว่างกลุ่มเพื่อน ต่อมาผู้กู้บางรายผิดนัดชำระหนี้ จนในปี 2565 ธนาคารได้ดำเนินคดี
ในจำนวนนี้ ครู 2 รายแรกที่ถูกฟ้องไม่ได้เข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้ แต่เลือกเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ส่งผลให้ครูติ๋วในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับภาระชำระหนี้แทน โดยถูกหักจากเงินเดือนเดือนละประมาณ 5,900 บาท และมีภาระหนี้รวมเกือบ 1 ล้านบาท
ครูติ๋วระบุว่า นอกจากต้องรับผิดชอบหนี้ของตัวเองแล้ว ยังต้องชำระหนี้แทนเพื่อนครูที่ตนเคยค้ำประกัน จนเกิดความเครียดสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เคยล้มป่วยจากภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดขอนแก่นเป็นเวลานานเกือบ 1 เดือน และปัจจุบันยังต้องเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง
ต่อมาในปี 2568 ครูติ๋วได้รับหมายศาลจากกรณีค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนครูรายที่ 3 ซึ่งผิดนัดชำระหนี้และเข้าสู่กระบวนการล้มละลายเช่นกัน โดยถูกเรียกให้ชำระหนี้แทนผู้กู้อีกกว่า 4 ล้านบาท
กระทั่งปี 2569 ธนาคารได้นำยอดหนี้จากหลายส่วนมารวมกัน ทั้งหนี้ที่ครูติ๋วกู้จากต้นสังกัดเพื่อนำไปชำระหนี้ธนาคาร และหนี้จากการค้ำประกัน ก่อนดำเนินคดีเรียกชำระหนี้จากครูติ๋วเพียงรายเดียว รวมเงินต้นและดอกเบี้ยกว่า 16 ล้านบาท เนื่องจากเพื่อนครูที่เคยค้ำประกันให้หลายรายเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ขณะที่ครูติ๋วยังคงเป็นข้าราชการและมีรายได้ประจำ
ครูติ๋วกล่าวว่า รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากเพื่อนครูที่เข้าสู่กระบวนการล้มละลายยังได้รับเงินเลี้ยงชีพจากกองพิทักษ์ทรัพย์เดือนละประมาณ 18,000 บาท และบางรายยังมีรายได้จากการสอนในโรงเรียนเอกชนหรือธุรกิจอื่น ขณะที่ตนเองต้องรับภาระหนี้แทนจนกระทบต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว รวมถึงค่าเล่าเรียนของบุตร และต้องหยิบยืมเงินจากผู้อื่นมาใช้จ่าย
ครูติ๋วยอมรับว่า ความเครียดจากปัญหาหนี้สินส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างมาก จนบางช่วงเคยมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ แต่ยังพยายามประคับประคองตัวเอง โดยเฉพาะเพราะเป็นห่วงลูกสาวที่ยังอยู่ในวัยเรียน และต้องการหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น
ที่ผ่านมา ครูติ๋วเคยทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และศึกษาธิการจังหวัด เพื่อขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม
ครูติ๋วกล่าวทั้งน้ำตาว่า แม้ในทางกฎหมายอาจไม่สามารถเรียกร้องจากเพื่อนครูที่เข้าสู่กระบวนการล้มละลายได้ แต่ในมุมของตนอยากให้ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบต่อหนี้ของตัวเอง เพราะปัจจุบันตนเองและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
ทั้งนี้ วันที่ 9 กันยายน 2569 ครูติ๋วจะเดินทางไปเจรจาประนอมหนี้กับกองพิทักษ์ทรัพย์ โดยกังวลว่าหากไม่สามารถหาทางออกได้และท้ายที่สุดต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย อาจส่งผลกระทบต่อสถานะการรับราชการและรายได้ของครอบครัว รวมถึงครูอีก 2 รายที่เคยค้ำประกันให้ตนเองด้วย
ครูติ๋วจึงเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินและไม่ให้ครอบครัวต้องได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้