ดีอี เตรียมดันมติ ครม. ล็อก MFA สู้ข้อมูลรั่ว ล้างบ้านไซเบอร์รัฐ รีเซ็ต 3 หมื่นระบบ
ไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดีอี เผยผลการประชุมหารือ การยกระดับมาตรการหน่วยงานรัฐ เพื่อคุ้มครองข้อมูลประชาชน ยกระดับปราการไซเบอร์สู้ภัยข้อมูลหลุดล่วง เตรียมเสนอ ครม. ล็อกสองชั้น MFA สั่งล้างระบบร้าง-บังคับรีเซ็ตรหัสผ่าน 3 หมื่นระบบรัฐทันที
วันที่ 10 สิงหาคม 2569 - แรงกดดันจากวิกฤตความมั่นคงทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลระดับวีไอพีและบุคคลสำคัญในรัฐบาลที่ตกเป็นเป้าสายตาของสังคมในช่วงที่ผ่านมา ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ ที่บีบให้ภาครัฐไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในสถาปัตยกรรมดิจิทัลของประเทศ แต่ยังเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของฐานข้อมูลภาครัฐที่มีบัญชีใช้งาน หลุดไปสะสมในดาร์กเว็บมหาศาลกว่า 200 ล้านรายการ
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดย นายไชยชนก ชิดชอบ ได้เปิดประชุมยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเซ็ตปราการป้องกันไซเบอร์ภาครัฐทั้งระบบ โดยเป็นการหารือร่วมกันทั้งระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อเตรียมนำมาตรการรุกฆาตเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยดิจิทัลไทยให้ทัดเทียมสากล สร้างความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศทั้งระบบ
นายไชยชนก กล่าวว่า ในระยะสั้น การเลือกใช้มาตรการสกัดจุด เพื่อยับยั้งความเสียหายอย่างทันท่วงที โดยบังคับให้ผู้ใช้งานในหน่วยงานภาครัฐทุกแห่งเปลี่ยนรหัสผ่านทันที (Force Reset Login/Password) ซึ่งเป็นกระบวนการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้ชุดข้อมูลรหัสผ่านเดิมที่เคยถูกโจรกรรมไปไม่สามารถนำกลับมาใช้เข้าถึงระบบได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ กระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปัดกวาดระบบดิจิทัลภาครัฐภายใน 15 วัน โดยเข้าตรวจสอบระบบล็อกอินภาครัฐที่มีอยู่เกือบ 30,000 ระบบ เพื่อคัดแยกและปิด ระบบร้าง หรือระบบเก่าที่ไม่เปิดใช้งานแล้วแต่โครงสร้างหลังบ้านยังเปิดช่องทางให้แฮกเกอร์แทรกซึมเข้ามาได้ ควบคู่ไปกับการเปิดแคมเปญรณรงค์ให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนร่วมอัปเกรดความปลอดภัยของตนเองไปพร้อมกัน
สำหรับแนวทางการป้องกันในระยะยาว เตรียมเสนอเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปสู่ High Security Infrastructure ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงระดับเดียวกับที่ใช้ในสถาบันการเงินและอุตสาหกรรมความเสี่ยงสูง เพื่อเป็นรากฐานความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันภาครัฐทั้งหมด
เพื่อสร้างความยั่งยืน มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการตรวจสอบความสุ่มเสี่ยงของบริษัทผู้รับจ้างภายนอก และการลงโทษตามกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเคร่งครัด ที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมผูกโยงเกณฑ์การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล เข้ากับดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI) ของหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐ และใช้เป็นปัจจัยในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริหารระดับสูงตระหนักและขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างจริงจัง
นายไชยชนกกล่าวต่อว่า จากการหารือ เบื้องหลังการสกัดกั้นภัยคุกคามในครั้งนี้ คือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้านที่ดำเนินไปพร้อมกันอย่างมีเอกภาพ โดยหัวใจสำคัญด่านแรกคือการเสนอเรื่องต่อที่ประชุม ครม. ผ่านคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อกำหนดบังคับใช้ระบบการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย หรือ Multifactor Authentication ให้กับระบบภาครัฐทั้งหมด
“การยกระดับมาตรการหน้าด่านให้เข้มงวดกว่าเดิมนี้ จะส่งผลให้ฐานข้อมูลรหัสผ่านเก่ากว่า 200 ล้านรายการที่เคยหลุดไปสะสมในดาร์กเว็บกลายเป็นขยะที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป เพราะผู้ประสงค์ร้ายจะไม่สามารถผ่านการยืนยันตัวตนในชั้นอื่น ๆ เข้ามาได้”
อีกทั้งควบคู่ไปกับมาตรการทางเทคโนโลยี การสืบสวนเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้เริ่มส่งสัญญาณบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาครัฐสามารถแกะรอยและระบุพิกัดองค์ประกอบสำคัญใน Ecosystem ของขบวนการซื้อขายข้อมูลผิดกฎหมายในโลกมืดได้แล้ว และกำลังเร่งกวาดล้างอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้วางระบบบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในอนาคต พร้อมวางแผนจัดเวทีหารือและออกแถลงการณ์เฉพาะเพื่อชี้แจงกรอบความรับผิดชอบ และกระบวนการสืบสวนขยายผลอย่างละเอียดอีกครั้ง
“การขยับตัวของกระทรวงดีอีในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการล้างไพ่ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ของภาครัฐไทย ไปสู่การวางสถาปัตยกรรมดิจิทัลที่รัดกุมตามมาตรฐานสากล เพื่อปกป้องข้อมูลของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน”