โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ ‘ดร.ศิตะ มานิตกุล’ ผู้ค้นพบ ‘ไดโนเสาร์ไทย’ กับการเป็นนักบรรพชีวินที่ขับเคลื่อนด้วยแพชชั่น

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในปีนี้ วงการบรรพชีวินของไทยคึกคักเป็นอย่างยิ่ง หลังจากประกาศค้นพบ “ไดโนเสาร์” ชนิดใหม่ของประเทศไทย ถึง 2 สายพันธุ์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน ทำให้ประเทศเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพบไดโนเสาร์มากที่สุดในเอเชีย ด้วยจำนวน 15 ชนิด

กรุงเทพธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยจากศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หนึ่งในทีมนักวิจัยไดโนเสาร์ 2 ชนิดล่าสุดของไทย ถึงการค้นพบที่ยิ่งใหญ่นี้ พร้อมทั้งพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นความสนใจในการเป็นนักบรรพชีวิน ตลอดจนชีวิตของนักบรรพชีวินในประเทศไทย ที่ยังต้องการการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยจากศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เครดิตภาพ: Tanintorn Ketburana

เส้นทางนักบรรพชีวิน

ดร.ศิตะ เติบโตมากับกระแส “ไดโนเสาร์ฟีเวอร์” จากภาพยนตร์เรื่อง “Jurassic Park” ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ดร.ศิตะ หลงใหลใน “ไดโนเสาร์” ตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ และตั้งใจจะ “ขุดฟอสซิล” แม้ในตอนนั้นจะยังไม่รู้โดยซ้ำว่างานประเภทนี้จะต้องเรียนอะไร หรือประกอบอาชีพอะไร

“เราเพิ่งมาได้มารู้ตอนมัธยมปลายว่า มันมีงานที่เรียกว่านักบรรพชีวินวิทยา”

อย่างไรก็ตาม ดร.ศิตะ เล่าว่าความฝันนั้นต้องถูกเก็บพับไว้ เมื่อเขาเลือกเรียนปริญญาตรีและโทในด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล ตามความต้องการของครอบครัว แต่หลังจากเรียนจบ เขากลับพบความฝันในวัยเด็กคงอยู่ จึงตัดสินใจเปลี่ยนสายงานเข้าสู่วงการบรรพชีวินวิทยาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นแห่งเดียวในไทยที่มีหลักสูตรเฉพาะทางด้านนี้

“เรียนจบป.โท มหิดล มันควรจะได้งานมั่นคง มีเงินเดือนดี แต่เราตัดสินใจเลือกงานที่ยังไม่รู้อนาคต เงินเดือน 15,000 แถมเป็นงานสัญญาจ้างปีต่อปี ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนอยากปล่อยลูกมาหรอกครับ”

การเริ่มต้นใหม่ในสายงานที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน ในวัยเกือบ 30 ปี ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของดร.ศิตะ เพราะเขาไม่มีโอกาสได้ลองผิดลองถูก ต้องผลักดันตนเอง พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เขารักก็เป็นงานที่มั่นคง และคุ้มค่าที่ได้ทำอาชีพนี้

“เรามาเริ่มจากศูนย์ตอนอายุใกล้จะ 30 คนอื่นเขามาตั้งแต่ ป.ตรี ป.โท มีเวลาตัดสินใจ ได้ลองผิดลองถูก มีเวลาหาความรู้ข้อมูล ผมเลยต้องพยายามมากกว่าคนอื่น เพิ่มความรู้และทักษะให้ไวที่สุด เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ที่บ้านเห็นว่าเราทำได้”

ตลอดการทำงานเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ดร.ศิตะแสดงให้เห็นแล้วว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่า เมื่อเขาเป็นหนึ่งในทีมวิจัยที่ค้นพบไดโนเสาร์ตัวใหม่ในประเทศไทยถึง 3 ตัว (ลำดับที่ 13-15) ได้แก่ “มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส” (Minimocursor phunoiensis) “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส (Nagatitan chaiyaphumensis) และ “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” (Uragasaurus kalasinensis)

การลงพื้นที่ขุดฟอสซิล
เครดิตภาพ: Tanintorn Ketburana

รวมถึงสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ จากยุคไดโนเสาร์อีกหลายชนิด ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของอาเซียน “การูแดปเทอรัส บุฟโตติ” (Garudapterus buffetauti) จระเข้หน้าเหี้ย “วาราโนซูคัส สกลนครเอนซิส” (Varanosuchus sakonnakhonensis) จระเข้ปากยาวจากปักษ์ใต้ “อินโดซิโนซูคัส เพนินซูลาร์เอนซิส” (Indosinosuchus peninsularensis) และเต่าโบราณ “ไทยคีลีส รุจาเอ” (Thaichelys ruchae)

ค้นพบไดโนเสาร์ในไทย

มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส” มีลำตัวเพียง 0.9 เมตร ปากเป็นจะงอยคล้ายนก สามารถวิ่งได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ทำให้ได้รับฉายาว่า “นักวิ่งตัวจิ๋วจากแหล่งภูน้อย จ.กาฬสินธุ์” อาศัยอยู่ในยุคจูแรสซิกตอนปลาย (ประมาณ 150 ล้านปี)

นับเป็นไดโนเสาร์ที่ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการตัวแรกของหมวดหินภูกระดึง และเป็นไดโนเสาร์นีออร์นิธิสเชียนที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชิ้นส่วนที่ค้นพบประกอบไปด้วย กระดูกลำตัวที่เรียงต่อกัน พร้อมแขน มือ ขา และบางชิ้นส่วนของกะโหลก จึงถือเป็นหนึ่งในซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด ที่เคยค้นพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ตัวนี้เป็นไดโนเสาร์ตัวแรกที่ทำวิจัย สุดท้ายเราได้มีไดโนเสาร์ของตัวเองตัวหนึ่งแล้ว” ดร.ศิตะกล่าว ซึ่งเป็นการทำตามความฝันที่อยากจะมีไดโนเสาร์ของตัวเอง

มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส
ไดโนเสาร์ตัวที่ 13 ของไทย
เครดิตภาพ: ไดโนเสาร์เล่าแบบไทย ๆ

ส่วน “พญาครุฑ การูแดปเทอรัส บุฟโตติ” สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดร.ศิตะ พบฟอสซิลส่วนกะโหลก และฟันบางส่วน โดยบังเอิญในพื้นที่จ.สระแก้ว จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าเป็นของเทอโรซอร์ (Pterosaur) หรือสัตว์เลื้อยคลานบินได้ที่มีชีวิตร่วมยุคกับไดโนเสาร์ อายุราว 130 ล้านปี ซึ่งฟอสซิลนั้นหาได้ยากมาก และไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เป็นสกุลใหม่ชนิดใหม่ของโลก

ฟอสซิลนี้ได้รับการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garudapterus มาจากคำว่า Garuda หรือ “ครุฑ” ซึ่งเป็นสัตว์ในคติความเชื่อและวัฒนธรรมของภูมิภาค ร่วมกับคำว่า pteros ในภาษากรีกที่แปลว่า “ปีก” รวมความหมายว่า “ปีกของครุฑ” ส่วนชื่อเล่น “พญาครุฑ” ทำให้สื่อสารกับสังคมได้ง่ายและเข้าถึงผู้คนกว้างขวาง

พญาครุฑ การูแดปเทอรัส บุฟโตติ
สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เครดิตภาพ: ไดโนเสาร์เล่าแบบไทย ๆ

เมื่อเดือนพ.ค. 2569 ประเทศไทยมีไดโนเสาร์ตัวที่ 14 ชื่อว่า “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ไดโนเสาร์กินพืชที่ทำลายสถิติสัตว์บกมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้วยความยาวถึง 27 เมตร (เทียบเท่ารสบัส 2 คันต่อกัน) และมีน้ำหนักมากถึง 26 ตัน (เทียบเท่าช้างเอเชีย 9 ตัว)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 ที่ดร.ศิตะเริ่มงานด้านบรรพชีวินเป็นปีแรก คือช่วงเดียวกับที่คุณถนอม หลวงนันท์ ชาวบ้านจากบ้านพนังเสื่อ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ค้นพบชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์บริเวณอ่างเก็บน้ำสาธารณะ จึงได้แจ้งกรมทรัพยากรธรณี และได้รับการยืนยันว่าเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ กระดูกส่วนใหญ่ถูกนำมาเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร จ.กาฬสินธุ์ และไม่ได้รับการดำเนินงานต่อเนื่องจากปัญหางบประมาณและบุคลากร จนเมื่อดร.ศิตะได้เห็นหลักฐานด้วยตาตัวเอง ก็รู้ทันทีว่าเจ้าของร่างนี้ขนาดมหึมานี้จะเป็นไดโนเสาร์ชนิดใหม่อย่างแน่นอน

เขาจึงเขียนขอทุนสนับสนุนจากสมาคมเนชั่นแนลจีโอกราฟิก เพื่อชุบชีวิตไดโนเสาร์ตัวนี้กลับมา และเป็นหัวหน้าโครงการ Project Thaitan เพื่อจัดกิจกรรมวิชาการในพื้นที่อุทยานธรณีชัยภูมิควบคู่ไปกับการวิจัยไดโนเสาร์ตัวนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2567 ซึ่งถ้านับเวลาตั้งแต่เริ่มพบกระดูกจนถึงการตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาในวารสารวิชาการก็คือ 10 ปีพอดี

นาคาไททัน อยู่ในกลุ่มไททาโนซอริฟอร์ม วงศ์ยูฮีโลโปดิดี (Euhelopodidae) ซึ่งเป็นกลุ่มซอโรพอดคอยาวที่มีขนาดใหญ่ มันอาศัยอยู่ในช่วงยุคครีเทเชียสตอนต้น เมื่อประมาณ 110-115 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่จ.ชัยภูมิยังเป็นพื้นที่ราบกึ่งแห้งแล้งที่มีระบบแม่น้ำคดเคี้ยวพาดผ่าน ปกคลุมไปด้วยพุ่มไม้และผืนป่าโปร่ง

นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส
ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เครดิตภาพ: ไดโนเสาร์เล่าแบบไทย ๆ

หลังจากนั้นเพียงเดือนกว่า ๆ ประเทศไทยก็มีไดโนเสาร์ตัวที่ 15 ชื่อว่า “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินพืชคอยาวที่เก่าแก่กว่า พบฟอสซิลที่แหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จ.กาฬสินธุ์ โดยฟอสซิลนี้ฝังตัวอยู่ในหมวดหินภูกระดึง มีอายุประมาณ 150 ล้านปีก่อน ตรงกับช่วงยุคจูแรสซิกตอนปลาย และนี่คือไดโนเสาร์ในวงศ์มาเมนชิซอริดี (Mamenchisauridae) ชนิดแรกของประเทศไทยที่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ

ดร.ศิตะ เป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยที่ค้นพบอุรคาซอรัส เล่าให้ฟังว่า “แม้นาคาไททันและอุรคาซอรัสจะเป็นไดโนเสาร์กลุ่มกินพืชคอยาวเหมือนกัน แต่ก็มีลักษณะแตกต่างกัน เหมือนวัวกับกวางที่เป็นสัตว์กีบคู่เหมือนกัน แต่อยู่คนละวงศ์กัน”

อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส
ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เครดิตภาพ: ไดโนเสาร์เล่าแบบไทย ๆ

เนื่องด้วยประเทศไทยมีไดโนเสาร์มากถึง 15 ตัว ทำให้ไทยขึ้นแท่นเป็นประเทศที่มีไดโนเสาร์มากที่สุดอันดับ 3 ของเอเชีย เป็นรองเพียงแค่จีนและมองโกเลีย

สำหรับแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย ก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่น่าจับตามองมาก เนื่องจากซากดึกดำบรรพ์มีความหลากหลายและปริมาณมากที่สุดในอาเซียน มีสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดใหม่ของโลกแล้วถึง 8 ชนิด ได้แก้ ฉลาม ปลากระดูกแข็ง เต่า จระเข้ และไดโนเสาร์ ที่มีอายุในยุคจูแรสซิกตอนปลาย ที่นี่จึงเปรียบเสมือนจูแรสซิก พาร์คที่แท้จริง และเป็นแหล่งวิจัยที่มีศักยภาพสูงของไทย

ดร.ศิตะยืนยันว่า แหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย ยังมีฟอสซิลให้ขุดค้นอีกมหาศาลและไม่มีทีท่าว่าจะหมดไปง่าย ๆ แม้จะดำเนินการมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม

การลงพื้นที่ขุดฟอสซิล
เครดิตภาพ: Tanintorn Ketburana

บรรพชีวินการศึกษาเพื่อเข้าใจโลก

บรรพชีวิน” เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต ซึ่งทำให้หลายคนเข้าใจว่าบรรพชีวินเป็นส่วนหนึ่งของ “โบราณคดี” ที่ศึกษาเรื่องราวในอดีตเหมือนกัน แต่ความจริงแล้ว โบราณคดีจะศึกษาประวัติศาสตร์และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ส่วนบรรพชีวินจะมุ่งเน้นไปที่ซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง การสูญพันธุ์ และวิวัฒนาการของชีวิตที่มีมาอย่างยาวนานก่อนที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้น

“โดยหลักการก็คล้ายกัน เราต่างศึกษาสิ่งที่หลงเหลืออยู่ แต่ว่าบรรพชีวินจะศึกษาสิ่งมีชีวิตจากฟอสซิลเป็นหลัก ส่วนโบราณคดีจะมุ่งเน้นคน และสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรม ภาษา เมืองโบราณ” ดร.ศิตะกล่าวสรุป

ดร.ศิตะ มองว่าบรรพชีวินวิทยามีความสำคัญ ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจความเป็นมาของโลก ซึ่งอยู่มานานกว่าที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาก โดยการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ทำให้เราเห็นหลักฐานการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การวิวัฒนาการ และการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในอดีต ซึ่งความรู้เหล่านี้ยังช่วยให้เราเข้าใจวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

“เรารู้ว่าในอดีตมันมีการเปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบันอย่างไรบ้าง มีการสูญพันธุ์ มีการวิวัฒนาการ มีการปรับตัวให้อยู่มาถึงปัจจุบัน หากปรับตัวไม่ได้ก็สูญพันธุ์ไป”

นอกจากนี้ ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม แหล่งฟอสซิลยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและคนในชุมชน

ดร.ศิตะและทีม Project Thaitan
เครดิตภาพ: Tanintorn Ketburana

อย่างไรก็ตาม ดร.ศิตะยอมรับว่าวงการบรรพชีวินไทยยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในด้านงบประมาณและขาดแคลนตำแหน่งงานมั่นคงรองรับผู้เรียนในสายงานนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนากำลังคนในระยะยาว แม้ว่าไทยเจอไดโนเสาร์มากเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชียก็ตาม

นอกจากนี้ รัฐบาลและหน่วยงานให้ทุนมักมุ่งเน้นไปที่งานวิจัยเชิงนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจ มากกว่า “วิทยาศาสตร์พื้นฐาน” ทำให้การขอทุนวิจัยในด้านซากดึกดำบรรพ์ทำได้ยากเนื่องจากถูกมองว่าไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับเศรษฐกิจ ทั้งที่วิทยาศาสตร์พื้นฐานยังเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างกระบวนการคิดให้คนในชาติ

“เขามองว่างานพวกเราไม่ใช่งานที่สร้างนวัตกรรม เหมือนพวกสายเทคโนโลยี อาจจะไม่ได้มีลำดับความสำคัญขนาดนั้น” ดร.ศิตะกล่าว

สำหรับอนาคต ดร.ศิตะตั้งเป้าพัฒนา “คนรุ่นใหม่” ให้เข้าสู่วงการมากขึ้น ผ่านการทำเวิร์คชอป จัดค่าย งานประชุม นิทรรศการ คอนเทนต์ออนไลน์ ของเล่น และสื่อต่าง ๆ เพื่อจุดประกายให้เยาวชนเห็นของจริงมากกว่าแค่ผ่านหน้าจอ เขาอยากสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่วิทยาศาสตร์เข้าถึงได้ง่ายและสนุกสนาน เพื่อให้เด็กไทยมีโอกาสได้สัมผัสกับธรรมชาติและแรงบันดาลใจเหมือนที่เขาเคยได้รับในวัยเยาว์

ดร.ศิตะ ฝากถึงเด็ก ๆ ที่ฝันอยากเป็นนักบรรพชีวิน ไว้ว่ามีความฝันอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความอดทนสูงด้วย เพราะนี่ไม่ใช่อาชีพที่ทำเงินหรือสร้างชื่อเสียงได้ง่าย ๆ แต่ต้องแลกมาด้วยการทำงานหนักในระบบราชการหรือมหาวิทยาลัยที่มีข้อจำกัดมากมาย

“ถ้าคุณเลือกจะเป็นอาชีพแล้ว ก็ต้องทำสุดฝีมือ และทำด้วยแพชชั่นมันจะยั่งยืนและสนุกกว่า”

ดร.ศิตะ ยังคงเดินหน้าทำงานต่อไปด้วยความมุ่งมั่นและความหวัง “เราใช้ความหวังและความฝันผลักดันตัวเอง เพราะถ้าไม่มีเราจะเอาพลังที่ไหนมาทำงานต่อ” เขายังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ลงพื้นที่ขุดไดโนเสาร์ และการเจอชิ้นส่วนกระดูกใหม่ ๆ ยังคงเป็นน้ำเลี้ยงหัวใจที่ทำให้เขายังคงเดินหน้าเป็นนักบรรพชีวินต่อไป

ดร.ศิตะกับกระดูกของนาคาไททัน
เครดิตภาพ: Tanintorn Ketburana

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...