เจเศรษฐ์-รมช.มท. ถามตรง ตอบชัด กับความในใจ รมต.กลุ่มลูกเทพ-บ้านใหญ่อุทัยธานี
สิ่งสำคัญที่เป็นแรงผลักดันผมก็คือ คนอุทัยธานี เขาเลือกเรามา เราไม่อยากให้คนอุทัยธานีรู้สึกว่าเสียใจ ไม่อยากให้คนไปดูถูกคนอุทัยธานี อันนี้คือสิ่งที่ถ้าผมจะรู้สึกเจ็บที่สุด ใครมาว่าคุณพ่อคุณแม่ผม ผมยังไม่เจ็บเท่ากับคนไปว่าคนอุทัยธานีว่า เฮ้ย เลือกใครมาวะ แบบนี้ผมจะเจ็บมากเลย ผมจะเสียใจมากถ้ามีคนไปดูถูกคนอุทัยธานีว่าเลือกมาได้ยังไง จะเจ็บมาก ผมจะอยู่ไม่ได้ ผมจึงต้องทำงาน
หนึ่งในรัฐมนตรีกลุ่มนิวเจน พรรคภูมิใจไทย ที่น่าสนใจก็คือ"เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รหัส มท.3 และสส.อุทัยธานี สามสมัยติดต่อกัน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีในวัย 37 ปี โดยได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงาน กรมโยธาธิการและผังเมือง -กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) –การประปาส่วนภูมิภาค -การประปานครหลวง"
สำหรับ เจเศรษฐ์ เป็นลูกชายของ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ และเป็นหลานของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ นักการเมืองคนดังแห่งจังหวัดอุทัยธานี การเป็น รมช.มหาดไทย ของเจเศรษฐ์ ถือเป็นคนที่สามของตระกูล"ไทยเศรษฐ์"ที่เป็นรมช.มหาดไทยในช่วงเวลาเกือบติดๆกัน ต่อจาก ชาดาและซาบีดา ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจเศรษฐ์
"ไทยโพสต์"สัมภาษณ์พิเศษ "เจเศรษฐ์-มท.3"ในหลายประเด็นทั้งประเด็นการเมืองเช่นเรื่องการเป็นรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพ -เส้นทางการเมือง-คดีฮั้วสว. รวมถึงการกำกับดูแลหน่วยงานต่างๆ ในฐานะรมช.มหาดไทย
"เจเศรษฐ์-รมช.มหาดไทย"เล่าถึงการเข้ามาเป็นมท.3 ในครั้งนี้ว่า คิดว่าที่ได้เข้ามาเป็นรมช.มหาดไทย และได้รับผิดชอบงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) เพราะผู้ใหญ่คงจะเห็นว่าพอจะมีความสามารถในเรื่องนี้ เพราะก่อนจะมาเป็นสส.อุทัยธานี สมัยที่คุณแม่ (นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์) ช่วงที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ผมมีโอกาสได้ไปเป็นทีมทำงานในเรื่องการป้องกันสาธารณภัย ทำให้มีโอกาสไปฝึกไปอบรมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การดับไฟ การช่วยเหลือเวลาเกิดเหตุน้ำท่วม และด้วยภารกิจต่างๆ ของปภ. จะเชื่อมโยงกับกรมโยธาธิการฯเพราะภารกิจของกรมโยธาธิการฯ ก็มีส่วนในเรื่องการป้องกันน้ำท่วม คือวันนี้พื้นที่ซึ่งไม่อยากให้น้ำท่วม ก็คือการที่เอาโยธาเข้าไปลง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเลยพื้นที่ซึ่งจะไม่ท่วม อย่างอุทัยธานี ไม่ต้องมองที่ไหนไกลเลย ที่เลิกน้ำท่วมได้ เพราะว่ามีเขื่อนป้องกันตลิ่งของโยธาธิการฯ พื้นที่ทะเลหนุนหนุนสูงที่จะไม่ให้เดือดร้อน ก็ต้องเอาโครงการของกรมโยธาฯ ลงไปช่วย
-ก่อนที่จะลงเลือกตั้งครั้งแรกปี 2562 ก่อนหน้านั้น มีความสนใจการเมืองหรือไม่ มีเป้าหมายทางการเมืองอย่างไร?
ก่อนหน้านี้ ผมก็เป็นแค่ลูกผู้ใหญ่บ้าน คุณพ่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็มีการมองๆ การเมือง เพราะก็ชอบ แต่ไม่เคยคิดว่าจะมาในระดับประเทศ ตอนที่คุณแม่ เป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ผมเรียนจบมาพอดี เลยไปช่วยงานคุณแม่ที่เทศบาลเมืองอุทัยธานี ในด้านงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรื่องการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ด้านต่างๆ ให้กับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนปัญหาต่างๆ ในพื้นที่เทศบาลเมือง เรียกว่าทำหมดทุกอย่าง
จนกระทั่งก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี เขาไปหาท่านชาดา ไปบอกว่า ต้องเป็นเจเศรษฐ์ ต้องส่งเจเศรษฐ์ลงสมัครสส. ซึ่งตัวผมเองตอนช่วยงานคุณแม่ หลักๆ จะอยู่ในพื้นที่เทศบาลเมือง ไม่เคยออกนอกอำเภอ หรือว่าไปตำบลอื่น แต่เมื่อจะมาเป็นสส. ต้องอาศัยเสียงประชาชนทั้งเขตเลือกตั้งที่หนึ่ง อุทัยธานี มารู้ตัวอีกที ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งไม่นาน ก็เริ่มหาเสียงตั้งแต่ตอนนั้น
-เลือกตั้งรอบล่าสุดปี 2569 ได้คะแนนร่วมห้าหมื่นกว่าคะแนน และชนะเลือกตั้งสามสมัยติดต่อกัน คิดว่าอะไรที่ทำให้ชนะเลือกตั้งสามสมัยติดต่อกัน?
น่าจะเป็นเรื่องการทำงาน ตัวผมเป็นคนรับฟังแล้วก็แก้ไขปัญหา และเป็นคนตรงๆ คือ ผมแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องน้ำประปา เรื่องน้ำเพื่อการเกษตร ความจริงก็ไม่ใช่ผมคนเดียว ก็มีท่านชาดา ผมเป็นคนรุ่นใหม่ก็จริง แต่ว่าผมมีคนที่มีประสบการณ์คอยสนับสนุน เรื่องโครงการต่าง ๆ เรื่องคมนาคม เรื่องแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การยกระดับคุณภาพชีวิตคนในจังหวัดอุทัยธานี แล้วก็การท่องเที่ยว และไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดๆ ในพื้นที่เช่น ช่วงโควิดระบาด หรือเวลาเกิดเหตุน้ำท่วม-วาตภัย ผมไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องประชาชน เวลามีเรื่องเดือดร้อน ผมลงไปช่วยแก้ไขปัญหา แล้วผมก็พูดตรง ๆ ทุกอย่างว่าเรื่องไหนได้หรือไม่ได้ ผมจะบอกเลย อันไหนผมทำได้ผมก็ทำ แต่อันไหนไม่ได้ ผมจะบอกว่าไม่ได้ครับ พูดกับเขาตรงๆ ไปเลยกับชาวบ้านว่าอันนี้ได้ อันนี้ไม่ได้ แล้วทำหมดทุกเรื่อง ผมว่าเรื่องตรงนี้คือสิ่งที่ประชาชนเห็นว่า ผมทำงานแบบตั้งใจทำจริงๆ
-แล้วรู้สึกอย่างไรกับคำว่า ไทยเศรษฐ์คือ บ้านใหญ่อุทัยธานี?
ผมไม่รู้สึกอะไรเลย คือบ้านใหญ่อุทัยธานี มุมเรื่องนี้ มันน่าจะแตกต่างจากที่อื่น ก็คือ เขาเรียกบ้านใหญ่มา ตั้งแต่ยังไม่มีใครเป็นนักการเมือง คือทวดผมปลูกบ้านหลังใหญ่ที่สุดในจังหวัด คนอุทัยธานี เขาก็เลยเรียว่า บ้านใหญ่ เพราะว่าบ้านหลังใหญ่ที่สุดในจังหวัด มีลูกหลานเยอะเลยปลูกบ้านหลังใหญ่ จวบจนมาถึงทุกวันนี้ ก็ยังเรียกว่าบ้านใหญ่ถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้ ท่านชาดาย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่ง ก็เป็นบ้านในตลาด คนก็อาจจะเรียกว่าบ้านใหญ่
แต่ถ้าบ้านใหญ่ทางการเมือง ผมมองว่าก็คือมีความพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่สุดท้ายบ้านใหญ่จะนามสกุลอะไร ถ้าชาวบ้านไม่เลือก ก็ไม่ได้เป็น ก็ไม่ได้ทำงานและหากไม่ทำงาน ชาวบ้านก็ไม่เลือกอยู่ดี
บ้านใหญ่อุทัยธานี กับเสียงวิจารณ์-รมต.กลุ่มลูกเทพ
-เรื่องเสียงวิจารณ์ กลุ่มรัฐมนตรีลูกเทพ พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อของมท.3 เจเศรษฐ์ อยู่ด้วยในกลุ่มดังกล่าว รู้สึกอย่างไร?
ที่มาของคำนี้ เกิดขึ้นช่วงหลังการเลือกตั้งปี 2562 ตอนนั้น คุณแม่ผม เป็นรมช.เกษตร ฯ ซึ่งตอนนั้น พรรคภูมิใจไทยก็มีพวกกลุ่มสส.พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพวกสส.ใหม่ เช่นตัวผม โกแพ วรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย สส.สตูล คุณศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สส.พิจิตร คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม สส.ศรีสะเกษ คุณภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีกับคุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล คุณธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย เป็นต้น บางคนในกลุ่มก็อายุน้อยเด็กที่สุดในพรรค แล้วเวลามีการประชุมสส.พรรคภูมิใจไทยบางคนเข้าประชุมสาย คุณแม่ผม ก็จะคอยแบบปกป้องลักษณะอะไรแบบนั้น
ก็เลยมีคนในพรรคภูมิใจไทย ก็จะพูดแซวเล่นๆ กันว่า "โอ้ย พวกนี้มันลูกแม่อะไรแบบนี้ ลูกเทวดา แซวๆอะไรกัน บางทีบอกว่าพวกผมเป็นลูกบังเกิดเกล้าฯ ก็แซวกันไปแซวกันมา" ต่อมา หลังเลือกตั้งปี 2566 พี่นก ไชยชนก ชิดชอบ เข้ามาเป็นสส. คนก็แซวว่า "พี่นกมามันต้องเป็นลูกเทพแล้ว" แต่จริง ๆ ก็ไม่ใช่นะ เพราะพวกผมทำทุกอย่างตามที่พรรคมอบหมาย โดยเฉพาะกับพี่นกและกรรมการบริหารพรรค เราทำทุกอย่าง เราลงพื้นที่ ก่อนหน้านี้ตอนเป็นกรรมการบริหารพรรค ก็พยายามขับเคลื่อนพรรค ยกระดับพรรค
..ตั้งแต่คุณไชยชนก เข้ามาเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พรรคก็เปลี่ยนรูปแบบไปเยอะมาก ยกระดับไปเยอะมาก ตอนที่คุณไชยชนก เข้ามาเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยใหม่ๆ ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้สส.มากกว่าเดิม จะต้องได้เกือบถึง 200 คน นักข่าวถามว่า แล้วหากไม่ได้ตามนั้น เขาก็ตอบว่า ผมจะรับผิดชอบ พอสัมภาษณ์เสร็จ ผมเดินไปจับแขนเขา ถามเขาว่า พี่เอาอะไรมามั่นใจ แต่เขาก็บอกผมว่า เขามั่นใจ แต่วันนี้สิ่งที่เขาพูดไว้มันก็เป็นความจริง หลายๆ เรื่องที่เขาพูดมันเป็นความจริง
-การที่ตัวคุณเอง ถูกมองว่าเป็นรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพ ทำให้กดดันในการทำงานหรือไม่?
ตอนแรกไม่กดดัน แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าพอเป็นคำว่าลูกเทพ คนมันก็ตัดสินไปแล้ว ทำดียังไง คนเขาก็ต้องมองว่าลูกเทพอยู่ดี เขาก็มอง มันไม่ดี คือคนมันมองว่ามันไม่ดีไงครับ คนมันตัดสินไปแล้วว่ามันไม่ดี ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงถึงเป็นอย่างนั้น พอเข้าใจที่ผมพูดไหมครับ อันนี้คือ เท่าที่ผมดูในคอมเมนต์ต่างๆ (โซเชียลมีเดีย) คือคนก็มองว่าแบบ พวกลูกเทพ พวกลูกเทพอะไรแบบนี้ คือคนมองว่าได้มาเพราะว่า นามสกุล เพราะว่าพ่อ เพราะว่าแม่อะไรแบบนี้ แต่เขาไม่ได้มองว่าแต่ละคนก็ชนะเลือกตั้งเป็นสส.เขตเข้ามา ซึ่งคนจะเป็น สส. เขตได้ มันไม่ใช่ง่าย ๆ มันไม่ใช่ว่าเป็นลูกใครแล้วจะได้เป็นสส.เขต ยิ่งสมัยนี้ยุคนี้
-มันก็เป็นแรงผลักดันในการทำให้ต้องทำงานพิสูจน์ตัวเอง?
ก็เป็นแรงผลักดัน คือผมมาอยู่ตรงนี้ (รมช.มหาดไทย) ผมพยายามทำทุกอย่างที่ผมทำได้ คือผมคิดตั้งแต่วันแรก ที่ผมมาอยู่ตรงนี้ คือเรามีวันมา แล้วเราก็ต้องมีวันไป มันก็เป็นแค่หัวโขน วันที่เรามาทำงาน เราไม่ได้มายึดติดกับอะไร เราไม่ได้มาเพราะประโยชน์ส่วนตัว สิ่งที่เราจะได้คือหากเราทำดี ก็จะมีคนพูดถึงในแง่ดี
สิ่งสำคัญคือ เรารู้ตัวดีว่าเราทำอะไรไป ผมก็คิดว่าวันหนึ่ง ลูกผมเมื่อเขาโตขึ้นมา เขาก็ได้เห็นว่า สมัยพ่อเป็นรัฐมนตรี พ่อได้ทำอันนี้ไว้ สำหรับผมแค่นี้เลยครับ แค่มีสิ่งที่ว่า หากออกไปแล้วก็บอกกับลูกได้ว่าพ่อทำเรื่องนี้ไว้นะลูก พ่อทำอันนี้ไว้ ผมคิดอย่างนี้จริงๆ แล้วผมก็ไม่เคยคิดว่าผมจะต้องอยู่ตำแหน่งนี้ตลอดไป ผมไม่เคยคิดว่าผมจะได้มาเป็น(รัฐมนตรี)ในสมัยนี้ วันที่ผู้ใหญ่เรียกมาบอก ผมก็เห็นแล้วว่าภาระหนักอึ้ง แต่ว่าพยายามจะทำให้เต็มที่ แล้วผมก็เลิกคิดไปแล้วเรื่องลูกเทพ เรื่องอะไรต่างๆ ผมคิดแต่ว่าทำให้มันดีที่สุด พยายามทำหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายให้เกิดประโยชน์ที่สุดให้กับประเทศไทย ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย
แต่สิ่งสำคัญที่เป็นแรงผลักดันผมก็คือ คนอุทัยธานี เขาเลือกเรามา เราไม่อยากให้คนอุทัยธานีรู้สึกว่าเสียใจไม่อยากให้คนไปดูถูกคนอุทัยธานี อันนี้คือสิ่งที่ถ้าผมจะรู้สึกเจ็บที่สุด ใครมาว่าคุณพ่อคุณแม่ผม ผมยังไม่เจ็บเท่ากับคนไปว่าคนอุทัยธานีว่า เฮ้ย เลือกใครมาวะอะไรอย่างนี้ แบบนี้ผมจะเจ็บมากเลย ผมจะเสียใจมากถ้ามีคนไปดูถูกคนอุทัยธานีว่าเลือกมาได้ยังไง แบบนี้ ผมจะเสียใจมาก แล้วผมจะเจ็บมาก ผมจะอยู่ไม่ได้ ผมต้องทำงาน
ผมกดดันเรื่องเดียวคือ งานที่ผมรับผิดชอบคือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เกี่ยวข้องกับชีวิตคน แรกๆ กินไม่ได้นอนไม่หลับ พอรู้ว่าต้องดูแลรับผิดชอบ ปภ. เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตคน การที่เราตัดสินใจที่เราจะทำอะไรไป มันมีผลกระทบกับชีวิตคนแน่ ๆ เราตัดสินใจเรื่องนี้ไป หรือหากเราช้า หรือว่าหากเราให้ทำแบบนี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตคน แต่ช่วงหลังๆ ก็คิดแต่ว่าเราทำให้ดีที่สุดแล้วกัน
-การได้เป็นรัฐมนตรี เพราะผลงานจากการทำงาน ในการเป็นสส. ไม่เกี่ยวกับถูกแปะป้ายมาเป็นกลุ่มลูกเทพใช่ไหม?
หมายถึงที่ได้เป็นรัฐมนตรีครั้งนี้หรือ ผมว่าไม่เกี่ยว แต่ถ้าบอกว่าได้เป็นเพราะว่าทำงานให้พรรค อันนี้ยอมรับได้ ทำงานให้พรรค พี่ๆ ทุกคนที่ได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลตอนนี้โดยเฉพาะพวกรัฐมนตรีคนหนุ่มๆ ต่างทำงานให้พรรค พี่ๆ ทุกคนมีส่วนในการที่จะทำนโยบาย วางนโยบาย มีส่วนที่ในการขับเคลื่อนนโยบายพรรค รวมถึงการสะท้อนวิธีคิด ปัญหาต่างๆ ให้กับพรรค โดยเฉพาะการลงพื้นที่ รวมถึงผลงานการเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยมากกว่า ตรงจุดนี้ ผมว่ามันตอบโจทย์มากกว่าในการที่เป็นรัฐมนตรี
พรรคคงไม่เอาเสียงของประชาชนเป็นล้านเสียงมาเล่นอะไรแบบนี้ พรรคก็มีความเสี่ยง และต่อให้เป็นใครมานั่งตรงนี้ (รัฐมนตรี )หากไม่มีผลงาน หัวหน้าพรรคก็บอกไปแล้ว หนึ่งปี เขาก็เปลี่ยนอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าท่านเปลี่ยนจริงๆ
-ในฐานะรัฐมนตรีของรัฐบาล และอดีตรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เรื่องที่มีการสร้างกระแสระบอบสีน้ำเงิน หรือที่มหาดไทยเอง ก็มีการสร้างกระแสสิงห์น้ำเงินขึ้นในช่วงที่ผ่านมา?
ผมว่าการเติบโตของเรา(พรรคภูมิใจไทย) ไปสร้างผลกระทบกับระบอบเก่า ๆ หรือว่าวิธีความคิดแบบเก่า ๆ อาจจะทำให้คนที่ไม่เข้าใจการเมือง หรือว่าคนที่คิดลบกับเรา หรือว่าคนที่กลัวไปเองมากกว่า ผมว่าด้วยความที่วันนี้รัฐบาลเข้ามาทำงานผ่านไปแล้ว 3-4 เดือน เราไม่ได้มีเรื่องอะไรที่เราทำแล้วมันสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยเลย พวกเรามีแต่ขับเคลื่อนนโยบาย มีแต่ทำพื้นที่ รับฟังเสียงของประชาชน ที่ผ่านมาเราเป็นรัฐบาลที่รับฟังเสียงของประชาชนมาก
อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ พอมีคนมาค้าน เราก็หยุด หรืออย่างโครงการ TH-AI Passport เสียงของประชาชนว่าอย่างไร ก็มีการปรับเปลี่ยน ผมว่าเรารับฟังแล้วก็พร้อมที่จะเปลี่ยนตามสถานการณ์ไปไปตามที่ประชาชนต้องการ เราเป็นรัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชนในการที่จะตัดสินใจทำอะไรสักเรื่อง เราไม่ได้เป็นรัฐบาลที่แบบดันทุรัง อย่างตัวผมที่อยู่ในครม. ก็เห็นว่านายกฯ มีความเซนซิทีฟในการที่จะรับฟังเสียงประชาชน อะไรที่มีเสียงค้าน ตัวนายกฯ ก็เรียกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปคุย บอกว่า มันต้องชัดเจน สังคมต้องไม่มีข้อสงสัย ไม่มีข้อกังวล ซึ่งทุกคนน่าจะเห็นตรงสิ่งนี้
-สามรมช.มหาดไทยตอนนี้ เป็นรัฐมนตรีรุ่นหนุ่มอายุยังไม่ถึงสี่สิบปี แต่มาทำงานกับผู้ที่อาวุโสมากกว่าที่เป็นข้าราชการก.มหาดไทย นายกฯได้กำชับเรื่องอะไรหรือไม่ เช่นการวางตัว?
นายกฯและรมว.มหาดไทยบอกว่า ต้องทำนโยบายให้ตอบโจทย์ประชาชนให้มากที่สุด แน่นอนด้วยความเป็นคนหนุ่ม บางทีบางเรื่องอาจจะแบบไวหรือตัดสินใจแบบพรวดพราด ก็ให้ทวนดีๆ คือให้ใจเย็น ๆ เพราะข้าราชการเขาจะมีมุมของเขาในการเจริญเติบโต ในการที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาก็มีเส้นทางชีวิตของเขามา บางทีเราอาจจะแบบพรวดพราดไป นายกฯก็บอกว่าให้ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป ยกเว้นอะไรที่มันเป็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน ก็ให้เราแบบพยายามที่จะมุ่งเข้าไปต้องมีการกำชับให้ต้องรวดเร็วแล้วก็รายงานต่อนายกฯ ตลอดเวลา
ในส่วนของผม ตัวผมไม่มีปัญหา เพราะด้วยความที่อย่างตัวท่านชาดา ก็เคยเป็นรมช.มหาดไทย คุณซาบีดา ก็เคยเป็นรมช.มหาดไทย ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร แล้วอธิบดีปภ.ท่านธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ก็เคยเป็นผู้ว่าฯอุทัยธานีมาก่อน ส่วนอธิบดีกรมโยธาธิการฯ (พงษ์นรา เย็นยิ่ง) ก็เคยรู้จักกันมาก่อน และที่กำกับดูแลงานด้านประปา ตัวผมเองเคยทำงานเรื่องประปาที่เทศบาลเมืองอุทัยธานีมาก่อน ทำให้พอมีความรู้เรื่องของประปาเลยขับเคลื่อนงานได้ง่าย
-มองอนาคตทิศทางพรรคภูมิใจไทยอย่างไรบ้าง เพราะคนก็ยังมองว่าเป็นพรรคบ้านใหญ่ ขณะเดียวกัน กลุ่มชนชั้นกลาง กลุ่มคนรุ่นใหม่ ก็เป็นกลุ่มที่ดูเหมือนพรรคยังเข้าไม่ถึง?
ผมว่าพรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่รับฟัง เรารับฟังแม้กระทั่งนโยบายของพรรคอื่น หากเราเห็นว่านโยบายพรรคอื่นดี เราก็เอามาทำ ถ้าไปย้อนดูจะเห็นได้ชัดเลย เรามีการเอานโยบายของพรรคอื่นมาทำซึ่งเราก็ยอมรับว่าเราเอานโยบายพรรคอื่นมาทำ แต่เราปรับให้มันดีกว่า
การเติบโตของพรรคก็ใหญ่โตขึ้น เชื่อว่าด้วยระบบโครงสร้างของพรรค และการที่พรรคเน้นให้สส.ดูแลประชาชน เน้นการลงพื้นที่ สิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็ง และประชาชนจะเห็นว่าการที่เลือกสส.พรรคภูมิใจไทยมันเกิดประโยชน์ในพื้นที่ อย่างที่คนเลือกพรรคภูมิใจไทยทั้งจังหวัดในการเลือกตั้งสามครั้งล่าสุด ผมว่าคนเห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่
ไม่หนักใจมีชื่อติดคดีฮั้วสว.
-เรื่องคดีฮั้วสว.ที่มีชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา มีความกังวลหรือไม่?
ตอนช่วงเลือกสว.ขณะนั้นผมอยู่ประเทศ ซาอุดีอาระเบีย พอเดินทางกลับมา ผ่านไปอีกสองวัน ก็มีการเลือกสว.ระดับประเทศที่เมืองทองธานี แต่ก็ยังมีชื่อผม ก็คือมีชื่อทุกคนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แล้วตัวใบที่ผมไปดูมา ใบข้างหน้าเขียนถึง ไตรศุลี แต่ใบข้างหลัง เป็นศุภมาส คือเอกสารใบข้างหน้ากับใบข้างหลังยังไม่ตรงกันเลย เหมือนเขาทำสำนวนแบบรวบมาให้หมด ให้เป็นกรรมการบริหารพรรค เอกสารยังไม่ตรง ชื่อยังไม่ตรง
และข้อความที่เขาเขียนในข้อสงสัยที่มีการใส่ชื่อผม คือเพราะว่าตัวผมไปอยู่ ณ ที่ทำการพรรค ในวันที่มีการเลือกสว. ซึ่งผมไปนั่งทำงานอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย ผมเป็นกรรมการบริหารพรรค ผมอยู่ที่พรรคก็แค่นั้น แล้วช่วงก่อนหน้านั้น ผมอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยว่าเขาทำอะไรกัน แต่ผมก็ไม่ได้หนักใจ มั่นใจว่าชี้แจงได้แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยถูกเรียกไปชี้แจงใดๆ แต่โดนเพราะว่าเป็นกรรมการบริหารพรรค น่าจะโดนเรื่องข้อหานี้มากกว่า
-คิดว่าคดีนี้มันจะบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่?
ไม่รู้ว่าจะบั่นทอนได้หรือไม่ แต่ว่ามีคนพยายามที่บั่นทอนรัฐบาลแน่นอน อย่างเช่นที่บอกว่ามีการทะเลาะกัน ซึ่งมันไม่มีมูล ไม่มีอะไร แต่ก็มีคนพยายามที่จะบั่นทอน ยิ่งวงในเขารู้กันอยู่แล้วว่าไม่ได้มีการทะเลาะกัน แต่มีคนวงนอกและวงนอกอีกที ซึ่งคนที่ปล่อยข่าว ไม่ได้หวังให้คนวงในเชื่อ แต่ต้องการปล่อยข่าวให้คนวงนอกเกิดความคิดแบบว่า น้ำเงินไม่ได้แข็ง ทำให้เกิดความโลเล คือปล่อยข่าวเพื่อให้ดูว่าไม่มีเสถียรภาพ ไม่ได้รักกันแล้ว เพื่อให้แบบคิดว่าอ่อนแออะไรแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง
การแจ้งเตือนCell Broadcast อาจจะเห็นบ่อยครั้งขึ้น ผมให้คำมั่นกับกับทางหน่วยงานที่เป็นคนรับผิดชอบในศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติว่า แจ้งเตือนแล้วไม่เกิด ดีกว่าเกิดแล้วไม่แจ้งเตือน ผมรับผิดชอบเอง เรื่องนี้ถือว่าเป็นนโยบายของผม ขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ไม่ว่าใครจะด่าอย่างไรก็แล้วแต่.. ถ้าเราเตือนแล้วไม่เกิด ยังดีกว่าถ้าเกิดแล้วไม่ได้เตือน
ปภ.กับการทำงานเชิงรุก พร้อมรับมือ-เตรียมป้องกัน น้ำท่วมหาดใหญ่
สำหรับงานในความรับผิดชอบในการเป็นรมช.มหาดไทยของ"เจเศรษฐ์"ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) -กรมโยธาธิการและผังเมือง -การประปานครหลวง-การประปาส่วนภูมิภาค
"เจเศรษฐ์"กล่าวถึงนโยบายการบริหารงาน ปภ.ว่า สำหรับประเทศไทยจะเห็นได้ว่า จะเกิดเหตุเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติบ่อยครั้ง และหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผมเข้ามาทำงานเป็นรมช.มหาดไทย พบว่าเนื้องานแตกต่างกับสิ่งที่เราคิด โดยปัญหาของปภ.คือ เรามีกำลังพลที่น้อย แต่ว่าภารกิจหน้าที่ของเรามีเยอะมาก เราอาจมีอุปกรณ์เครื่องจักรที่เยอะ แต่เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ อาจไม่ได้ตรงกับภัยพิบัติในยุคสมัยปัจจุบัน
..ผมพยายามจะยกระดับในเรื่องของอุปกรณ์ต่างๆ เรามีการฝึกซ้อมในการป้องกันรับมือกับภัยพิบัติ โดยในช่วงที่เข้ามาเป็นรมช.มหาดไทยร่วมสามเดือน ทางปภ.มีการจัดฝึกซ้อมหลายพื้นที่เช่นเชียงราย เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี อย่างที่หาดใหญ่วันที่ 17 ก.ค.เป็นการฝึกซ้อมระดับชาติ มีการฝึกซ้อมสั่งการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่งจะส่งเจ้าหน้าที่มา โดยปภ.จะเป็นฝ่ายคอยสั่งการ แล้วประสานกับทางจังหวัดสงขลา เป็นการฝึกซ้อมที่ว่าหากเกิดเหตุจะได้ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ว่าใครต้องเป็นผู้สั่งการ ใครต้องทำอะไร เป็นการซ้อมเสมือนจริง เพื่อที่หากเกิดเหตุขึ้นจะได้ไม่ไม่สับสน รู้ลำดับขั้นตอนวิธีการจัดการ
เพราะผมตระหนักดีว่าการทำงานพื้นที่ต้องอาศัยพี่น้องอาสาสมัครกู้ภัย เรามีการเปิดทำงานร่วมกับอาสาสมัคร ซึ่งหากสมมุติว่า เกิดเหตุในภายภาคหน้าโดยหากเป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่ จะมีการให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" เป็นอีกหนึ่งนโยบายของปภ.ที่หากอาสาสมัครต้องการจะไปช่วยประชาชนก็สามารถลงทะเบียนผ่าน"ทางรัฐ" ได้ โดยเราจะมีการดูแลต่าง ๆเช่น อาหาร 3 มื้อเพื่อดูแลอาสาสมัคร อันนี้คือเบื้องต้นที่สามารถจะดูแลได้เลยในแต่ละวัน
"เจเศรษฐ์-รมช.มหาดไทย"กล่าวต่อไปว่าสำหรับการขยับขยายเรื่องเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก่อนหน้านี้ เวลาจะมีการจัดซื้ออุปกรณ์ สมมุติจะซื้ออุปกรณ์หนึ่งชิ้น จะต้องซื้อให้เหมือนกันครบทุกศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต (ศูนย์ ปภ. เขต) ทั้งหมด 18 ศูนย์เขต ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดซื้อที่ทำกันมาหลายสิบปีแล้ว
ผมยกตัวอย่างเช่น รถกระเช้ากู้ภัย 90 เมตร ก็ต้องซื้อเหมือนกัน 18 คัน ซึ่งผมจะเข้ามาทำใหม่ แต่จะเป็นในช่วงงบประมาณรายจ่ายปีพ.ศ. 2571 เพราะงบปี 2570 ทำไปแล้ว โดยในปี 2571 จะให้มีการซื้อที่แตกต่าง จะรีเซ็ตระบบใหม่ คือ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตใด มีความต้องการอุปกรณ์อะไร ก็จะให้จัดไปตามที่ศูนย์ปภ.เขต เสนอมา เช่นบางศูนย์ต้องการเจ็ตสกีเพิ่ม หรือต้องการเรือเพิ่ม เราจะให้มีการจัดตามคำขอที่ทางศูนย์ปภ.เขตเสนอมา จะจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ให้ตรงกับคำขอจากทางท้องถิ่นมากขึ้น
..ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมา ท้องถิ่นต้องการรถดูดโคลนที่มีการขอมาเยอะมาก เพื่อป้องกันเวลาฝนตกและน้ำท่วมเพราะในท่อเทศบาลจะมีโคลนเลนเยอะ แต่บางแห่งมีแค่สองคัน ก็อาจจะต้องจัดหารถเหล่านี้มาเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ของปภ.ได้มากขึ้น ไม่เช่นนั้น รถของปภ.ก็จะถูกจอดไว้ตามศูนย์ปภ.เขต ท้องถิ่นก็ไม่ได้นำมาใช้งานได้ แต่ยุคผม ท้องถิ่นสามารถที่จะเอามาใช้ได้โดยต้องทำหนังสือขอใช้งานมา แล้วปภ.จะจัดส่งแต่ละศูนย์เขตเพิ่มขึ้น
"เจเศรษฐ์-รมช.มท."ย้ำว่าแนวทางดังกล่าว เป็นการขับเคลื่อนนโยบายไปข้างหน้าคือเอาจุดแข็งของปภ.ที่มีเครื่องจักร แต่ปภ.ไม่มีกำลังคน เราก็เอาเครื่องจักรไปสนับสนุนท้องถิ่นกับหน่วยงานต่างๆ โดยปภ.มีการจัดอบรมการใช้เครื่องจักร-อุปกรณ์ต่างๆ ของปภ. นำอาาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนหรืออปพร. และ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนหรืออส.มาอบรมการใช้งานเครื่องจักรของปภ. เพื่อเวลาเกิดเหตุ อส.และอปพร.สามารถใช้เครื่องจักรของปภ.ในการทำงานได้
เมื่อถามถึงว่ากำลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน มีการมอบนโยบายเรื่องการเตรียมพร้อมรับมือกับน้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงอย่างไร"เจเศรษฐ์ -รมช.มหาดไทย"ตอบประเด็นนี้ว่า ตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงมรสุม ได้กำชับทุกพื้นที่ คือก่อนหน้านี้ จะต้องมีการทำเรื่องร้องขอในการติดตั้งเครื่องสูบหน้า แต่วันนี้เราเอาเครื่องสูบน้ำไปรอในพื้นที่ซึ่งท่วมขังบ่อย นอกจากนี้ ก็มีการคาดการณ์ของหลายหน่วยงานว่าจะเจอกับภัยแล้งในช่วงสิ้นปีนี้ถึงต้นปีหน้า 2570 ในภาวะฝนทิ้งช่วง เราก็จะพยายามหาว่าพื้นที่ไหนที่มีแหล่งน้ำและพื้นที่ใดแหล่งน้ำยังไม่เพียงพอ เราก็เอาเครื่องสูบน้ำไปสูบทั้งระยะใกล้และระยะไกล โดยปภ. ก็พยายามจะเสิร์ฟในส่วนของเครื่องสูบน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อจะลงไปเป็นแหล่งเก็บน้ำ แต่เราจะมุ่งเน้นไปที่ประปา ไม่ว่าจะเป็นประปาหมู่บ้าน ประปาภูมิภาคเพื่อให้เพียงพอในช่วงฝนทิ้งช่วง
ในอีกส่วนหนึ่งก็คือการทำงานเชิงรุก เช่นเรื่องของฝุ่น PM,25 เรื่องของการเผาไหม้ ผมมีข้อสั่งการ จากเดิมปภ.อาจไม่ได้มีแอคชั่นอะไรมาก ผมเปลี่ยนรูปแบบใหม่ว่าปภ.ต้องเป็นคนแจ้งความเลย เพราะอยู่ในพื้นที่ย่อมรู้ว่าในเขตความรับผิดชอบ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับอุทยานฯหรือไม่ได้อยู่ในป่า แต่อยู่ในพื้นที่ชุมชน มีข้อมูลว่า พื้นที่แปลงใดเป็นของใคร เมื่อพบเห็นว่ามีการเผาไหม้ในช่วงเวลาที่ห้ามเผา ที่มีการขอความร่วมมือในช่วงที่ปัญหาฝุ่นPMมีปัญหาหนัก ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ต่อไปก็ให้ ปภ. ทำงานเชิงรุก ด้วยการเข้าแจ้งความ ซึ่งผลที่ปรากฏออกมา พบว่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนกลายเป็นว่า พอเจ้าหน้าที่ปภ.จะไปแจ้งความ ทางตำรวจบอกว่าเขาขอจัดการเองด้วยซ้ำ ก็เป็นการเดินไปข้างหน้า ทำงานเชิงรุก
..นอกจากนี้ ก็มีไลน์กลุ่มกับทางฝ่ายปภ.เพื่ออัพเดทข้อมูลตลอดเวลา เช่น หากพื้นที่ใดจะต้องมีการแจ้งเตือน Cell Broadcast ประชาชน ก็จะดำเนินการทันที หรือบางวันดูแล้วบางพื้นที่มีโอกาสที่น้ำขึ้นสูง น้ำป่าไหลหลาก ผมจะโทรไปบอกทางปภ.จังหวัด ว่าควรส่งเจ้าหน้าที่ออกไปดูในพื้นที่ ที่ได้ย้ำไปว่า พอลงพื้นที่แล้วผมไม่เอาภาพส่งมาแบบที่หน่วยงานราชการอื่นเขาอาจจะทำ ไม่เอาแบบนั้น แต่ต้องการเห็นเจ้าหน้าที่ปภ.ใส่เสื้อกั๊กสีส้มของปภ.ยืนอยู่กับชาวบ้านแล้วถ่ายกลับมาให้ผม
เพราะปภ.ในยุคนี้ ต้องลงไปดูในพื้นที่ ต้องไปถามชาวบ้านว่าเซลล์บรอดแคสต์ที่ส่งแจ้งเตือนไป ได้รับข้อความครบถ้วนหรือไม่ แล้วพออพยพไปอยู่ที่ศูนย์ปภ.เขต เป็นอย่างไรบ้าง เพราะเราต้องทำงานให้ครอบคลุมทุกมิติ ผมพยายามขับเคลื่อนให้ประชาชนมองภาพลักษณ์ของปภ.ใหม่รวมถึงให้ทางปภ.ตื่นตัวในการรับมือกับภัยพิบัติทุกระดับ เพราะการป้องกันไว้ดีกว่าการเยียวยา
..เรื่องการแจ้งเตือนCell Broadcast ช่วงนี้อาจจะเห็นมีการแจ้งเตือนบ่อยครั้งขึ้น ผมก็ให้คำมั่นกับกับทางหน่วยงานที่เป็นคนรับผิดชอบในศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติว่า แจ้งเตือนแล้วไม่เกิดดีกว่าเกิดแล้วไม่แจ้งเตือน ผมรับผิดชอบเอง อันนี้ถือว่าเป็นนโยบายของผม ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ไม่ว่าใครจะด่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราเตือนแล้วไม่เกิด ยังดีกว่าถ้าเกิดแล้วไม่ได้เตือน เพราะว่าบางคนบอกว่าเตือนไปแล้ว ชาวบ้านไม่อยากอพยพ ผมบอกไม่เป็นไร ผมรับผิดชอบเองในเรื่องนี้
เตรียมพร้อม-ป้องกัน น้ำท่วมหาดใหญ่
-ในส่วนการเตรียมรับมือน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงอย่างที่หาดใหญ่ สงขลา หรือแม่สาย เชียงราย ที่เคยเกิดเหตุน้ำท่วม มีการเตรียมอย่างไรบ้าง?
ความมั่นใจของเราเลยคือ เรารู้ก่อนแน่ ถ้าเหตุจะเกิด อันนี้ผมพูดในมุมของปภ.ก่อน คือ ปภ.รู้ก่อนแน่นอนว่าจะมีเหตุ แล้วเราจะมีการแจ้งเตือนกับประชาชนแน่นอน อันนี้เรารู้แน่นอน เรามั่นใจได้เลยว่าเราว่าเรารู้ก่อน
-คือมั่นใจว่าปีนี้ หาดใหญ่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร?
ตอนน้ำท่วมหาดใหญ่ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมยังไม่ได้มารับตำแหน่ง แต่ผมได้ย้อนไปดู ซึ่งจากข้อมูลก็ต้องให้ความเป็นธรรม เพราะปภ.มีการแจ้งเตือนเป็นหนังสือไปยังจังหวัด มีCell Broadcast 226 ครั้งไปยังโทรศัพท์มือถือในจังหวัดสงขลา และมีการส่งCell Broadcast ในพื้นที่หาดใหญ่ เทศบาลนครหาดใหญ่15 ครั้ง
แต่สิ่งที่ได้รับเสียงกลับมาก็คือว่าเขาไปเชื่อในเรื่องของการแจ้งเตือนแบบธงสีต่างๆ ธงเหลือง ธงเขียว ธงแดง ตอนที่นายกฯไปลงพื้นที่สงขลา ผมเคยบอกว่าควรจะยกเลิกในระบบของธง เพราะว่าระบบของธงเป็นระบบที่ล้าสมัยไปแล้ว เพราะเวลาเกิดเหตุขึ้น เราไม่รู้ธงยังจะอยู่หรือไม่ ใครจะเอาธงไปเล่น ไปทำอะไร แต่ระบบ Cell Broadcast ที่มีการแจ้งเตือน จะมีหลักฐานย้อนหลังได้หมด ตรงนี้ต้องขอความร่วมมือกับประชาชนด้วย เพราะถ้าเมื่อใดที่มีการแจ้งเตือน Cell Broadcastเช่น ขอให้ต้องอพยพก็ต้องอพยพ หรือควรเร่งยกของขึ้นที่สูง ก็ต้องยกของขึ้นที่สูง
ในส่วนของพื้นที่หาดใหญ่ เอาเฉพาะในส่วนของปภ.เรามีการซ้อมบัญชาการบนโต๊ะ มีการซ้อมใหญ่วันที่ 17 ก.ค.ที่หาดใหญ่ การซ้อมบัญชาการสั่งการบนโต๊ะสำคัญมาก ก่อนหน้านี้ตอนที่มีการประชุมเรื่องนี้ ผมได้เคยบอกกับนายกฯ และผู้นำส่วนราชการต่างๆ ว่า หากปีนี้เกิดเหตุอีก ขอให้คนที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ต้องลงมาที่หาดใหญ่ ขอให้อยู่บัญชาการที่กรุงเทพมหานครเรามีหน้าที่ในการที่จะเสิร์ฟของมาที่หาดใหญ่ เพื่อไม่ให้เป็นการมั่ว ว่าใครจะเป็นฝ่ายบัญชาการ ไม่ต้องดึงคนมาที่หาดใหญ่ ให้แยกอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะหาดใหญ่มีเจ้าหน้าที่ มีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ และผมก็ขอด้วยว่า ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ขอเป็นฝ่ายปภ.เพราะปภ.มีการฝึกซ้อม รู้ขั้นตอนวิธีการทำงาน ซึ่งทางนายกฯ ก็ตอบรับ
ผมเชื่อว่าแนวทางดังกล่าว การบริหารจัดการจะดีขึ้นกว่าเดิม หากว่าเกิดเหตุขึ้น เราซื้อเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เราเอาหาดใหญ่ไปเป็นโมเดล แล้วเราก็จัดเครื่องไม้เครื่องมือให้มาสอดคล้องกับพื้นที่หาดใหญ่ ส่วนการบูรณาการร่วมกับอาสาฯ ก็คืบหน้าไปได้เยอะมาก
ส่วนงบประมาณของรัฐบาลที่จะลงไปในพื้นที่ ทางนายกฯ ให้ความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นงบเร่งด่วนและใช้การบูรณาการหลายหน่วยงาน เพราะหากนำงบจากงบประมาณรายจ่ายประจำมาใช้ กว่าจะได้ก็เตือนตุลาคม ที่มันไม่ทัน ก็มีการทำคำขอให้ไปไว้ในงบกลางเพื่อให้ทันภายในกรอบเวลาสามเดือน
-ในฐานะกำกับดูแล ปภ. ซึ่งที่ผ่านมา ก็มักจะมีข่าวเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างในทำนองว่าจัดซื้อแพง?
พอดีว่า ผมเคยเป็นกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ ของสภาฯ และเคยเป็นอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ฯ ในกมธ.งบฯ ผมก็เช็คเอง มีการกำชับเรื่องการตรวจสอบคู่เทียบและทีโออาร์ต้องไม่ให้มีการล็อกสเปก ต้องเปิดโอกาสให้กับทุกคน รวมถึงเรื่องระยะเวลาการจัดซื้อจัดจ้างว่าให้รวดเร็วเพราะเรื่องภัยพิบัติไม่รอใคร ซึ่งในการจัดซื้อจัดจ้างตอนช่วงงบปี 2571 คงจะเห็นการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆเยอะขึ้นในส่วนของปภ.
โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร