โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“สตาร์บัคส์” เป้า 600 สาขาต้นปี70 ปรับราคามัทฉะ-เพิ่มNon Coffee ขายชาไทยแล้ว

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ผู้จัดการรายวัน 360 – “สตาร์บัคส์” สุดอั้นต้นทุนเมล็ดกาแฟ และมัทฉะ ราคาปรับพุ่งขึ้น ต้องปรับราคาเครื่องดื่มมัทฉะ 5 บาทต่อแก้ว พร้อมทั้งขยายไลน์เครื่องดื่มที่ไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้น เดินหน้ารุก เป้าหมายครบ 600 สาขาต้นปี2570 ชูกลยุทธ์ 4 แนวทางรุกตลาด

นางสาว เนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ รีเทล จำกัด (สตาร์บัคส์ ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมาเมล็ดกาแฟมีการปรับราคาขึ้นสูงมากไม่ต่ำกว่า 20% ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และขณะนี้ราคาก็ยังคงมีความผันผวนเข่นกัน ตลอดจนต้นทุนราคาของมัทฉะก็มีปรับตัวสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 50% ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะเมล็ดกาแฟสตาร์บัคส์นำเข้ามา 100% ส่งผลให้สตาร์บัคส์ได้ตัดสินใจปรับราคาจำหน่ายของเครื่องดื่มประเภทมัทฉะเมื่อ2 เดือนที่ผ่านมาเฉลี่ย 5 บาทต่อแก้ว

ขณะเดียวกันสตาร์บัคส์ ก็มีการขยายตัวของเครื่องดื่มที่นอกเหนือจากกาแฟ (Non Coffee)ให้มากขึ้นจากเดิมที่มีบ้างแล้ว โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภทผลไม้ และเครื่องดื่มประเภทชา เพื่อเป็นการตอบรับกับ ความต้องการและเทรนด์ของตลาดชาที่มีมากขึ้น

“แต่เครื่องดื่มกาแฟ ก็ยังคงเป็นเมนูหลักของเรา สัดส่วนรายได้หลัก ซึ่งกาแฟเองยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยจากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ตลาดรวมกาแฟในไทยทั้งระบบมีมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท เติบโต 6%-8%”

ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีความแข็งแกร่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยรวม คุณค่าที่ได้รับ และจุดยืนของแบรนด์มากกว่าที่เคย กลยุทธ์ของเราจึงผสานทั้งความเข้าใจผู้บริโภคไทยและความแข็งแกร่งในระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ รวมถึงการลงทุนในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างการเติบโตที่ส่งต่อคุณค่าให้กับชุมชนและอุตสาหกรรมกาแฟของไทย”

ปัจจุบันสตาร์บัคส์มีสาขา 574 สาขา ต่างจังหวัด 65% ซึ่งยังขาดอีก 25 จังหวัด และตั้งเป้าหมายในต้นปี2570 จะมีสาขาครบ 600 สาขาในไทย

ทัั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สตาร์บัคส์มีรายได้รวมเมื่อปี 2568 มากกว่า1 หมื่นล้านบาทโต 3% และมีกำไร 1 พันกว่าล้านบาทต้นๆ โต 6%

สำหรับทิศทางและนโยบายของสตาร์บัคส์ในไทย วางไว้ 4 แนวทางหลักคือ

1. นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์สตาร์บัคส์ โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากความเข้าใจในรสนิยม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของผู้บริโภคชาวไทย พร้อมผสานรสชาติท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานคุณภาพและศิลปะการรังสรรค์เครื่องดื่มระดับโลก เช่น เครื่องดื่มซีรีส์น้ำตาลโตนด ในปีนี้ สตาร์บัคส์เตรียมเปิดตัวเครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจจากทุเรียน เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอเมนูที่พัฒนาขึ้น ก่อนนี้ก็เปิดตัว Starbucks Es Yen และ Iced Shaken Chocolate

หลังจากเปิดตัวในระดับโลก สตาร์บัคส์ได้เปิดตัวเครื่องดื่ม Starbucks Aerocano ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกภายในงาน World of Coffee Bangkok 2026นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ยังขยายไลน์อาหารให้ครอบคลุมทุกช่วงเวลาของวัน เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้าร้าน

สตาร์บัคส์จะเปิดตัวคอลเลกชันลิมิเต็ด Starbucks l POP MART MOLLY ที่ผสานเสน่ห์ของแบรนด์สตาร์บัคส์เข้ากับคาแรกเตอร์ MOLLY ผ่านเครื่องดื่ม แก้วและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

2. สร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อความสัมพันธ์ระยะยาว โปรแกรม Starbucks Rewards ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ดิจิทัล มีลูกค้า1.9 ล้านบัญชีถือว่ามาก มูลค่าธุรกรรมผ่านช่องทางนี้ เติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการสร้างการกลับมาใช้บริการซ้ำ เสริมสร้างความผูกพันกับแบรนด์ และเพิ่มคุณค่าตลอดช่วงอายุความสัมพันธ์ของลูกค้า

สตาร์บัคส์ยังได้เสริมศักยภาพการสั่งผ่านช่องทางดิจิทัลด้วยบริการ Mobile Order & Pay รวมถึงความร่วมมือกับ Grab และ LINE MAN พร้อมเชื่อมโยงลูกค้าเข้าสู่ระบบ Starbucks Rewards อย่างต่อเนื่อง

3. รักษาความเป็นผู้นำด้วยคุณภาพและความแตกต่าง สตาร์บัคส์รักษาความเป็นผู้นำผ่านการยึดมั่นในมาตรฐานคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ กระบวนการคั่วกาแฟที่พิถีพิถัน การพัฒนาทักษะบาริสต้า ไปจนถึงมาตรฐานการให้บริการที่สร้างประสบการณ์อันโดดเด่นแก่ลูกค้า

และแนวคิด Third Place หรือพื้นที่แห่งที่สามนอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน

4. การเติบโตที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน ปัจจุบัน สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มีสาขาที่ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านการลดการใช้พลังงาน น้ำ และการจัดการของเสีย โดยดำเนินงานตามมาตรฐานภายในที่พัฒนาร่วมกับ World Wildlife Fund (WWF) และ SCS Global Services เพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งลูกค้าในประเทศไทยได้นำแก้วส่วนตัวมาใช้มากกว่า 36 ล้านครั้ง นับตั้งแต่บริษัทเริ่มติดตามข้อมูลดังกล่าวในการดำเนินงานในประเทศไทย และเมื่อรวมกับการใช้แก้ว For Here ภายในร้าน สตาร์บัคส์สามารถช่วยลดการใช้แก้วแบบใช้ครั้งเดียวได้แล้วมากกว่า 41 ล้านใบ

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...