โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2 เรื่องจับตาประกันสังคม เคาะปรับเกณฑ์เงินบำนาญ ถกควบรวมสิทธิบัตรทอง

TODAY

อัพเดต 10 มี.ค. 2568 เวลา 15.41 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2568 เวลา 09.00 น. • workpointTODAY

เป็นสัปดาห์ที่น่าจับตาเรื่องประกันสังคมและกองทุนสุขภาพ เนื่องจากวันพรุ่งนี้ (11 มี.ค.) จะมีการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม ชี้ชะตาการปรับสูตรบำนาญชราภาพใหม่ หลังตีกลับการพิจารณาเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่ายังไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจโดยรวมได้ ขณะที่วันที่ 12 มี.ค. นี้ กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะมีการหารือการควบรวมสิทธิประโยชน์

ในรอบเดือนที่ผ่านมาก็มีกระแสตั้งแต่เรื่องการใช้งบประมาณอย่างการทำปฏิทิน ทำแอปพลิเคชัน หรือการดูงานต่างประเทศว่าเหมาะสมหรือไม่ และสิทธิของผู้ประกันสังคมที่ตกหล่น รายการ HEADLINE สำนักข่าว TODAY ชวนมองหาทางออกจากข้อเสนอของฝ่ายต่างๆ เพื่อไม่ให้กองทุนประกันสังคมล้มละลาย

[จับตาเงินบำนาญชราภาพ ม.39]

กองทุนประกันสังคมที่มีสมาชิกจ่ายเงินอยู่กว่า 20 ล้านคน หลักๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มคือกลุ่มผู้ประกันตนมาตรา 33 พนักงานหรือลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในบริษัท, มาตรา 39 อดีตพนักงานที่อาจถูกเลิกจ้างหรือลาออกไปแล้วแต่ยังคงจ่ายเงินสมทบ และ มาตรา 40 ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ไม่มีนายจ้าง แต่จ่ายเงินสมทบรายเดือนเพื่อเข้าประกันสังคม

สำหรับประเด็นเงินบำนาญชราภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือเงินที่ประกันสังคมจะจ่ายให้กับกลุ่มผู้ประกันตนมาตรา 39 กลุ่มดังกล่าวเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 มาก่อน เมื่อลาออกหรือถูกเลิกจ้างและจ่ายเงินสมทบต่อ เกณฑ์บำนาญชราภาพจะนำฐานเงินเดือน 60 เดือนสุดท้ายมาคำนวณ และมีการกำหนดเพดานไม่เท่ากัน แบบมาตรา 39 ฐานเงินเดือนที่จะถูกนำไปพิจารณาจะมีเพดานอยู่ที่ 4,800 บาทเท่านั้น ต่างกับผู้ประกันตนในมาตรา 33 ที่มีเพดานอยู่ที่ 15,000 บาท

ทำให้มีข้อวิจารณ์ว่าไม่ยุติธรรม เพราะเท่ากับว่า เงินที่พวกเขาเคยส่งมากกว่านี้ตอนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หายไปเลยหรือไม่ ที่ผ่านมาจึงมีข้อเสนอจาก ‘ทีมประกันสังคมก้าวหน้า’ ให้ใช้วิธีคำนวณจากนำฐานเงินเดือน 60 เดือนสุดท้ายมาคำนวณ เป็นคำนวณด้วยการเฉลี่ยเงินเดือนตลอดอายุการทำงาน ตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มส่งเงินสมทบจนถึงเดือนสุดท้ายแทน

การปรับสูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพใหม่นี้ ผ่านความเห็นชอบของอนุกรรมการแล้วเมื่อเดือน ต.ค. 2567 อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ชุดใหญ่ เลื่อนวาระไปพิจารณาในวันที่ 11 มี.ค. นี้แทน

[หารือควบรวมสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสุขภาพ]

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการเรียกร้องให้ควบรวมสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล โดยหวังว่าจะนำเอาสิทธิประโยชน์ประกันสังคมจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มารวมกับสิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสิทธิการรักษาข้าราชการ จากกระทรวงการคลัง ทั้งสามฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมีการหารือกันในวันที่ 12 มี.ค. นี้

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธาน บอร์ดสปสช. ระบุว่าได้รับหนังสือจากกองทุนประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการว่ายังไม่พร้อม ก็ต้องรอจนกว่าแต่ละหน่วยงานพร้อมค่อยมาคุยกัน

ทางด้าน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังคงให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่าจะหารือเรื่องการควบรวมสิทธิประโยชน์เหล่านี้ในวันที่ 12 มี.ค. โดยมีพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการหารือร่วมกัน

[ประกันสังคม ถ้าไม่ปรับ ก็ไม่รอด]

จากสถานะกองทุนประกันสังคม ณ สิ้นปี 2567 มีเงินสะสมจากผู้ประกันตนและผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนรวมอยู่ที่ 2,657,245 ล้านบาท ขณะที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่าผลตอบแทนจากการลงทุนมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ต้องสร้างดอกผลให้มากกว่านี้ เพราะต่อไปแนวโน้มสังคมไทยจะมีคนเกษียณมากขึ้น เมื่อเกษียณมาก ประกันสังคมก็ต้องจ่ายมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งคาดว่าในปี 2568 จะได้ผลตอบแทนเกิน 5%

อย่างไรก็ตาม ณภูมิ สุวรรณภูมิ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย กองวิจัยและพัฒนา สำนักงานประกันสังคมโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ถ้าไม่ปรับปรุงใดๆ กองทุนบำนาญจะหมดภายใน 30 ปี จากนั้นต้องขึ้นเงินสมทบแบบก้าวกระโดด เพื่อให้พอจ่ายเป็นรายปี ซึ่งจะมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ในเวลาเดียวกัน

“คนที่เกษียณเร็วๆ นี้ได้เงินเต็มๆ ใครเสีย? คนรุ่นใหม่ต้องจ่ายหนักขึ้น หรือเริ่มรับบำนาญช้าลง การเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน ช่วยได้ แต่ต้องถึง 8-10% ต่อปี ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้” ณภูมิ ระบุ

นอกจากนั้นเงินที่นำไปลงทุนยังขาดเงินสมทบจากรัฐบาลที่ยังคงค้างจ่าย ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 รัฐบาลต้องร่วมใส่เงินด้วย 2.75% แต่ที่ผ่านมายังคงมีตัวเลขที่รัฐค้างจ่ายสำนักงานประกันสังคมถึง 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจทำให้สำนักงานประกันสังคมต้องนำเงินสำรองเพื่อจ่ายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตน และกระทบต่อการบริหารจัดการได้

ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบราชการ หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหาร ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หาวิธีเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน การมีบุคลากรอย่างนักคณิตศาสตร์ประกันภัยมืออาชีพ ที่จะช่วยปรับโครงสร้างกองทุนให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวได้ ทั้งหมดนี้ต้องมีการเร่งหาทางออกเพื่อให้กองทุนประกันสังคมสามารถตอบโจทย์แก่ผู้ประกันตนอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...