โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามยูเครน : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (EP.01) ความเป็นไปไม่ได้ของสงครามยุโรป

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 มี.ค. 2568 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2568 เวลา 08.02 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (1)

ความเป็นไปไม่ได้ของสงครามยุโรป

“สงครามเป็นวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงที่สุด”

Owen Matthews

Overreach (2022)

ไม่น่าเชื่อเลยว่าสงครามยูเครนกำลังย่างก้าวสู่ปีที่ 4… ใครเลยจะคาดว่าเมื่อผู้นำรัสเซียตัดสินใจเปิดสงครามกับยูเครนที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 นั้น กองทัพและประชาชนชาวยูเครนจะสามารถยันการบุกของกองทัพรัสเซียได้ และยันได้อย่างยาวนานจนล่วงเข้าปีที่ 4 อย่างนึกไม่ถึง อีกทั้งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กองทัพรัสเซียประสบปัญหาอย่างหนักในสมรภูมิยูเครน พร้อมกับการสูญเสียกำลังพล และยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากอย่างที่คาดไม่ถึง

หากย้อนเวลากลับไปสู่วันเริ่มต้นของสงครามแล้ว นักวิเคราะห์หลายฝ่ายดูจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า กองทัพรัสเซียคงใช้เวลาไม่นานนักในการส่งกำลังเข้ายึดคีฟที่เป็นตัวเมืองหลวงของประเทศ และหลังจากนั้นก็เป็นสูตรสำเร็จทางการเมืองที่จะตามมาด้วยการตั้ง “รัฐบาลหุ่น” ที่นิยมรัสเซียขึ้น แล้วถ้ารัสเซียชนะสงคราม ยูเครนแม้จะไม่ถูกผนวกกลับคืนสู่ “จักรวรรดิรัสเซีย” ก็อาจกลายเป็น “รัฐบริวาร” ที่ถูกควบคุมโดยศูนย์กลางอำนาจที่มอสโค

ดังเช่นในแบบของเบลารุส ซึ่งแทบไม่มีความเป็นรัฐเอกราชเหลือแต่อย่างใด นอกจากมีสถานะเป็นรัฐบริวารของผู้นำรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว รัสเซียคือหนึ่งในประเทศที่ค้ำประกันสถานะความเป็น “รัฐเอกราช” ของยูเครนหลังการได้รับเอกราชในปี 1991 ด้วยการจัดทำ “บันทึกช่วยจำบูดาเปสต์เรื่องหลักประกันความมั่นคง” (The Budapest Memorandum on Security Assurances, 1994) การค้ำประกันดังกล่าวแลกกับการส่งมอบอาวุธนิวเคลียร์ของสหภาพโซเวียตที่ติดตั้งในยูเครน คืนให้แก่รัสเซีย (บางทีอดคิดไม่ได้ว่า ถ้ายูเครนยังมีอาวุธนิวเคลียร์ประจำการอยู่เป็นปกติเช่นก่อนปี 1994 แล้ว การบุกยูเครนของกองทัพรัสเซียจะเกิดขึ้นหรือไม่ และถ้าประธานาธิบดีปูตินตัดสินใจบุกจริงแล้ว รูปลักษณ์ของสงครามจะเป็นไปในแบบใด)

หลังจากการค้ำประกันความเป็นเอกราชของยูเครนเป็นเวลา 28 ปีแล้ว กองทัพรัสเซียก็ตัดสินใจฉีกเอกสารการค้ำประกันทิ้ง พร้อมกับยกกำลังข้ามเส้นพรมแดนเปิดสงครามกับยูเครน จนสงครามยูเครนกลายเป็นสงครามใหญ่ของโลกในยุคปัจจุบัน และเป็นสงครามใหญ่ที่สุดของรัฐยุโรปหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2

การเปลี่ยนผ่านของสงคราม

หากย้อนอดีตกลับสู่ยุคสงครามเย็นแล้ว ยุทธบริเวณของยุโรปเป็นความน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะในมุมมองทางทหารนั้น หากเกิดความขัดแย้งขนาดใหญ่ในความหมายของการเป็นการรบระหว่างกำลังตามแบบของกองทัพนาโตและกองทัพแดงภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าการรบดังกล่าวอาจขยายตัวกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ได้ไม่ยาก (สภาวะเช่นนี้ทำให้นักเรียนในสาขาความมั่นคงระหว่างประเทศในยุคสงครามเย็น จำเป็นต้องเรียนของการแข่งขันสะสมอาวุธ และอาวุธนิวเคลียร์ในเวทียุโรปไปด้วย)

ปัจจัยการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจในเวทีการเมืองยุโรป ทำให้ความเป็นสนามรบของพื้นที่ของยุโรปอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นที่ปรากฏให้เห็นในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว ปัญหาดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายต้องกังวลอย่างมากในยุคสงครามเย็น เพราะโอกาสที่ยุโรปจะถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นสนามรบในสงครามนิวเคลียร์ในยุคสงครามเย็นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และอาจนำสภาวะเช่นนี้ให้กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ไม่ยาก

แต่ก็โชคดีที่สงครามเย็นยุติลงโดยไม่ต้องผ่านเงื่อนไขสงคราม เช่น ในแบบของสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา (จินตนาการไม่ได้เลยว่า หากความขัดแย้งของรัฐยุโรปในยุคสงครามเย็นเกิดจริง และดำเนินไปด้วยสภาวะสงครามแล้ว ความเสียหายจากอำนาจการทำลายล้างของอาวุธสมัยใหม่จะทำลายเมืองอันสวยงามยุโรปเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อเกิดการก้าวข้ามจากสงครามตามแบบไปสู่สงครามนิวเคลียร์)

ดังนั้น เมื่อสงครามเย็นยุติลง จึงมีนัยโดยตรงว่าโอกาสความเป็นสนามรบของพื้นที่ของบรรดารัฐในยุโรป ได้สิ้นสุดลงตามไปด้วย หรืออย่างน้อยความเป็นไปได้ที่เมือง บ้านเรือน และสถานที่ท่องเที่ยว จะถูกทำลายจากภัยพิบัติของสงครามใหญ่นั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งทำให้หลายคนในยุคหลังสงครามเย็นเชื่อว่า โอกาสของการเกิดสงครามใหญ่ที่มีนัยถึงความเป็น “สงครามระหว่างรัฐ” นั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ในกรณีของรัฐยุโรป และหากจะมีความรุนแรงเกิดในบริเวณยุโรป ก็คงเป็นเรื่องการก่อการร้าย มากกว่าจะเป็นเรื่องของสงครามตามแบบ

อีกทั้งสงครามตามแบบในความหมายของการเป็นการรบระหว่างรัฐในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น แทบจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดในบริบทยุโรปอีกแต่อย่างใด

ฉะนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่หลังจากการสิ้นสุดของสงครามเย็นในปี 1991 แล้ว เราจะมีจินตนาการและความเชื่อว่าโอกาสที่จะเกิด “สงครามใหญ่” ในอาณาบริเวณของยุโรปนั้น ไม่น่าเป็นไปได้… ราคาที่ต้องจ่ายของสงครามใหญ่ในยุโรปนั้น แพงเกินไป จนไม่น่าจะมีรัฐมหาอำนาจฝ่ายใด กล้าตัดสินใจ “เล่นเกมสงคราม”

อีกทั้งสงครามใหญ่ของยุโรปยังมีอัตราเสี่ยงที่อาจขยายตัวเป็นสงครามใหญ่ของโลกได้ไม่ยาก อย่างน้อยหนังสือประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เป็นข้อเตือนใจอย่างดีในเรื่องนี้ และสุดท้ายแล้วผู้นำรัฐยุโรปตระหนักดีว่า สงครามใหญ่เช่นนี้อาจจะหมายถึงหายนะของสังคมยุโรปโดยตรง และไม่มีความคุ้มค่าในตัวเอง ซึ่งก็สอดรับกับแนวคิดทางยุทธศาสตร์ที่มองว่า “สงครามตามแบบตายแล้ว”

อันทำให้ไม่มีใครคาดว่า สงครามตามแบบที่เป็น “สงครามระหว่างรัฐ” จะหวนคืนสู่สมรภูมิยุโรป

ปัจจัยเหนี่ยวรั้งสงคราม

สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวในทางทฤษฎีได้ว่า การสิ้นสุดของสงครามเย็นมีนัยถึงการถดถอยของภาวะสงครามใหญ่ หรือสงครามระหว่างรัฐได้ถูกทำให้กลายเป็นเพียงปรากฏการณ์ในวิชาประวัติศาสตร์ทหาร ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาต่อมา สงครามที่รัฐยุโรปต้องเผชิญมีสภาวะเป็น “สงครามอสมมาตร” (Asymmetric Warfare) ที่เกิดจากการก่อการร้ายของกลุ่มติดอาวุธของชาวมุสลิม เช่น ปฏิบัติการจากเครือข่ายของกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) จนมีสถานะเป็นภัยคุกคามหลักของบรรดารัฐยุโรปในต้นศตวรรษที่ 21

การเคลื่อนตัวของสงครามอสมมาตรด้วยการก่อการร้ายที่เกิดในฝรั่งเศสหรือในเยอรมนีจากต้นปี 2015 เป็นต้นมา กลายเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการมาของสงครามในรูปแบบใหม่ หรือจะเรียกว่า “สงครามใหม่” ก็คงไม่ผิดนัก อีกทั้งสงครามแบบนี้ไม่อาจเอาชนะได้ด้วยอำนาจการยิงที่เหนือกว่า และขณะเดียวกันก็ทำให้สงครามตามแบบที่เป็นสงครามใหญ่ กลายเป็น “สงครามเก่า” ที่ไม่ใช่แบบแผนสงครามของยุคสมัย เพราะการก่อการร้ายปรากฏให้เห็นแล้วอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเคลื่อนตัวของ “กระแสสุดโต่ง” (Extremism) ที่นำโดยกลุ่มรัฐอิสลาม จากตะวันออกกลางเข้าสู่พื้นที่ของยุโรป

แน่นอนว่าในภาวะที่ต้องเผชิญกับการก่อการร้ายของกลุ่มรัฐอิสลามอย่างหนักในยุโรป คงไม่มีใครกล้าจินตนาการไปในอนาคตว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้าสงครามใหญ่จะกลับสู่สนามรบในยุโรปอีกครั้ง ว่าที่จริงก็อาจคาดเดาได้ยาก ไม่ต่างจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่อีก 5 ปีถัดจากการก่อการร้ายในยุโรปของกลุ่มรัฐอิสลามแล้ว ทั้งโลกและยุโรปต่างก็เผชิญกับภัยคุกคามขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบการเข้าตีของกองทัพข้าศึก เช่นในแบบกองทัพแดงของยุคสงครามเย็น หากแต่ข้าศึกในปี 2020 คือการระบาดของเชื้อไวรัส ที่ทำลายชีวิตผู้คนในหลายสังคมไม่ต่างจากความสูญเสียที่เกิดในยามสงคราม

ในขณะที่โลกและยุโรป รวมทั้งชาติมหาอำนาจอื่นๆ เช่น สหรัฐ และจีน ล้วนกำลังสาละวนอยู่กับการแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากในทุกประเทศนั้น ยิ่งไม่น่าที่จะมีผู้นำของชาติใดกล้าที่จะตัดสินใจพาประเทศเข้าสู่สงคราม เพราะงบประมาณของรัฐในขณะนั้น ถูกทุ่มให้กับการแก้ปัญหาการระบาดของเชื้อโรค

นอกจากนี้ ยังเห็นได้จากตัวแบบในประวัติศาสตร์ว่า สงครามตามแบบมีลักษณะเป็นสงคราม “บริโภคทรัพยากร” ของรัฐในทุกด้าน กล่าวจากบทเรียนในอดีตได้ว่า รัฐที่ไม่มีพื้นฐานการผลิตที่เข้มแข็ง ทำสงครามไม่ได้ ในอีกด้านหนึ่งรัฐที่ตัดสินใจทำสงครามใหญ่จะต้องตระหนักเสมอถึงความสูญเสียที่จะเกิดกับประชาชนของตน เพราะสงครามเช่นนี้มีอัตราความสูญเสียกำลังพล (ตาย บาดเจ็บ และสูญหาย) มากกว่าความสูญเสียในสงครามอสมมาตรอย่างเห็นได้ชัด

ตลอดรวมถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เพราะรัฐจำเป็นต้องทุ่มพลังการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการทางทหาร หรืออาจทำให้เกิดระบบ “เศรษฐกิจสงคราม” (War Economy) ที่มุ่งการผลิตเพื่อสงคราม ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในฐานะผู้บริโภค เพราะในยามสงคราม ผู้บริโภคหลักคือ “กองทัพ”

สิ่งที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นก็คือความพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่า ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า สงครามใหญ่จะเกิดในพื้นที่ของรัฐยุโรป นักการทหารและนักยุทธศาสตร์มักมีความเห็นคล้ายกันว่า ความน่ากังวลของโอกาสที่จะเกิดสงครามน่าจะเป็นในเอเชีย เช่น ปัญหาความขัดแย้งในเอเชีย เช่น ปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี และปัญหาไต้หวัน

ส่วนสงครามในตะวันออกกลางก็เป็นเรื่องที่เกิดตามปกติ แต่ก็เป็นปัญหาความขัดแย้งที่อยู่ในรูปของ “ความรุนแรงในระดับต่ำ” ไม่น่าจะมีโอกาสขยายตัวเป็นสงครามใหญ่เช่นปัญหาในเอเชีย

ปูตินกำลังเล่น “รัสเซียนลูเล็ต”!

ในขณะที่เราไม่คาดคิดว่าโอกาสการเกิดของสงครามตามแบบในบริเวณของยุโรปจะมีความเป็นไปได้ แม้ท่าทีของประธานาธิบดีปูตินจะสร้างความกังวลในหลายครั้งในเวทีโลก แต่หลายคนก็มีความคิดในทำนองเดียวกันว่า รัสเซียในยุคหลังสงครามเย็นไม่มีความพร้อมที่จะทำสงครามใหญ่แต่อย่างใด แม้จะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของรัสเซียในความเป็นรัฐมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในจอร์เจีย (2008) วิกฤตการณ์ยูเครน (2014) และการเข้าไปมีบทบาทในสงครามกลางเมืองซีเรีย (2015) ก็ตาม

สัญญาณการฟื้นสภาวะเชิงอำนาจเช่นนี้ มิได้มีนัยโดยตรงที่จะเปิดโอกาสให้เราตีความถึงความพร้อมทางทหารของรัสเซีย ที่ประธานาธิบดีปูตินจะพาประเทศกลับเข้าสู่สงครามใหญ่อีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เพราะการทำเช่นนั้น คือการเดิมพันอนาคตครั้งสำคัญของรัสเซีย จนอยากจะเปรียบเป็นเสมือนผู้นำรัสเซียกำลังเล่นเกม “รัสเซียนลูเล็ต” (Russian Roulette) ในเวทีโลก!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามยูเครน : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (EP.01) ความเป็นไปไม่ได้ของสงครามยุโรป

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...