นอนคุก! ฝากขัง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ไม่ให้ประกัน ส่งเข้าเรือนจำทันที
นอนคุก! ฝากขัง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ 93 ราย ไม่ให้ประกันตัว พร้อมส่งเข้าเรือนจำทันที เกรงหลบหนี ศาลชี้อัตราโทษสูง
เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2568 ที่ศาลอาญา ร.ต.อ.ธนบัตร อัษฎมงคลพันธ์ พนักงานสอบสวน กก. 3 บก.สอท.1 คุมตัว น.ส.วิลัย แผงดวงดี อายุ 40 ปี กับพวกรวม 93 ราย ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ,ร่วมกันเป็นอั้งยี่,ช่องโจร,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อัตเป็นเท็จฯ"
คำร้องระบุว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ.68 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของกัมพูชา ได้มีหนังสือแถลงข่าวเกี่ยวกับการจับกุมแก๊งคอลเซนเตอร์ ที่เมืองปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา พบมีคนไทยจำนวนมากจึงประสาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยไปรับตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายไทย พบคนไทย 119 คน เป็นบุคคลตามหมายจับของศาลในประเทศไทย 7 คน และพบว่าเป็นบุคคลซึ่งถูกผู้เสียหายแจ้งความไว้แล้ว 10 คน รวม 48 คดี รวมตัวกันเป็นกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้อาคารสถานที่ในประเทศกัมพูชาเป็นออฟฟิศที่สำหรับใช้หลอกลวงเหยื่อที่เป็นชาวไทย และบุคคลอื่นทั่วไป
เดินทางเข้าประเทศกัมพูชาโดยผิดกฎหมายไปทำงานที่ตึกภูมิตาสวน เมืองปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ลักษณะเป็นอาคาร 3 ชั้น สีขาว มีรูปปั้นสิงโต จำนวน 2 ตัว มีรั้วรอบขอบชิด มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ภายในรั้วเดียวกันประกอบด้วยหลายอาคาร การเข้า-ออก บริเวณรั้ว จะต้องได้รับการอนุญาต ใช้เป็นสถานที่ทำงานเป็นออฟฟิศกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์สำหรับหลอกลวงผู้เสียหายในประเทศไทย โดยใช้วิธีการแอบอ้างว่าเป็นกรมบัญชีกลาง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหลอกลวงผู้เสียหายขอรับเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืน เปลี่ยนมิเตอร์ฟรี รับค่า FT คืน มีชาวจีน ชื่อ "เหลาหู่" เป็นหัวหน้าโดยจะทำหน้าที่สั่งการผ่านล่ามแปล และมี นายอดิศร ลังกำแก้ว หรือ "อาฉ่าง" ทำหน้าที่เป็นล่ามแปล โดยทุกคนจะถูกแบ่งออกเป็นทีมสำหรับการหลอกลวงในขั้นตอนต่างๆ
การกระทำดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสมาชิกของกลุ่มคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่รวมตัวกันมากกว่า 5 คนขึ้นไป เพื่อจุดมุ่งหมายกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิชอบด้วยกฎหมาย และใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อสื่อสังคมออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชันต่างๆ เช่นเฟซบุ๊ก อินสตราแกรม ไลน์ ติ๊กต๊อก เป็นต้น เป็นช่องทางการติดต่อ กับประชาชนทั่วไป โดยการสร้างเรื่องหลอกลวงประชาชนทั่วไปอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและเป็นความผิดฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นการกระทำโดยใช้สถานที่ภายในประเทศกัมพูชา อันเป็นสถานที่นอกราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ยากต่อการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
พนักงานสอบสวนจึงได้ขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาที่ 1-93 ซึ่งศาลอนุญาตทั้งหมดทุกรายตามหมายจับของศาลอาญา ต่อมา พ.ต.ท.กฤติเดช ชอบค้าขาย สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.ได้จับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายทั้งหมด โดยผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง จึงนำส่ง พนักงานสอนสวนได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย สามารถทราบและจำแนกได้แก่ กลุ่มขบวนการหลอกลวงให้ลงทุนหุ้นออนไลน์, กลุ่ม Romance Scam, กลุ่มเว็บพนันออนไลน์, กลุ่ม, หลอกลวงด้วยการโทร หรือ Callcenter แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่, และกลุ่มเว็บพนันออนไลน์ เหตุเกิดที่ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปี กรุงเทพฯ ต่อเนื่องกันหลายพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร และต่อเนื่องประเทศกัมพูชา เจ้าหน้าที่ตำรวจพบการกระทำความผิด ตำบลและอำเภอ อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 28 ก.พ.68 จับกุมผู้ต้องหา สโมสรค่ายสุรสิงหนาท มณฑลทหารบกที่ 19 ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว
ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาใกล้จะครบ 48 ชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่เสร็จ ต้องรอสอบปากคำอีก 10 ปาก รอผลตรวจของกลาง และลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งหมด จึงขออำนาจศาลฝากขัง มีกำหนด 12 วันตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค.-16 มี.ค.68 พร้อมขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมาก และประชาชนให้ความสนใจ หากได้รับการปล่อยตัวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ต่อมาศาลพิจารณาคำร้องของพนักงานสอบสวนแล้ว อนุญาตให้ฝากขังได้
ภายหลังญาติได้ยื่นหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์คนละ 1 แสนบาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันโดยศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแล้วเห็นว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง พฤติกรรมของผู้ต้องหาแบ่งหน้าที่กันทำเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มูลค่าความเสียหายสูง เป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้าน หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ยกคำร้อง
จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชฑัณฑ์จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปแยกฝากขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป