ตำรากฎหมายจากปลายปากกาอดีตนายกรัฐมนตรีและเสรีไทย: ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี หนึ่งในแกนนำเสรีไทย นักการเมือง นักการทูต และอื่นๆ เหลือจะกล่าวได้ทั้งหมด แต่สำหรับวงการกฎหมาย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยังเป็นที่รู้จักในฐานะนักกฎหมาย ทั้งแง่มุมวิชาชีพและวิชาการ ทั้งยังเป็นอาจารย์ที่รังสรรค์ตำรากฎหมายหลายเล่ม โดยเฉพาะตำรากฎหมายแพ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับในแวดวงว่าเป็นตำราครูระดับขึ้นหิ้งและมีความลุ่มลึกทางวิชาการอยู่มาก
ในวาระครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และครบรอบชาตกาล 120 ปี แห่งบรมครูทางกฎหมายท่านนี้ ผู้เขียนขอถือโอกาสในการนำเสนอบทบาทของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ในฐานะอาจารย์ ผู้เขียนตำรากฎหมาย และเกร็ดเรื่องเล่าระหว่างการจัดทำตำรากฎหมาย รวมถึงอิทธิพลของตำรากฎหมายดังกล่าวที่มีมาจนถึงปัจจุบัน
ชีวประวัติโดยย่อ[1]
ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นบุตรชายคนโตของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ กับหม่อมแดง ปราโมช ณ อยุธยา (บุนนาค) ในวัยเด็กเข้ารับการศึกษาเบื้องต้นจากสถาบันหลายแห่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่พระองค์เจ้าคำรบรับราชการต่างจังหวัด ต่อมา ใน พ.ศ.2463 ท่านเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเทรนท์ คอลเลจ ประเทศอังกฤษ และใน พ.ศ.2468 เข้าศึกษาวิชานิติศาสตร์ ที่วูชเตอร์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด จนได้รับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 จากนั้นได้ศึกษาเนติบัณฑิตอังกฤษที่เกรย์สอินน์ และสอบได้ลำดับที่ 1
พ.ศ.2472 ท่านเดินทางกลับมารับราชการ ณ กระทรวงยุติธรรม ต่อมา พ.ศ.2473 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม[2] และได้รับยศเป็นรองอำมาตย์เอก[3] หลังจากนั้น ใน พ.ศ.2474 ท่านสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตไทย ชั้นที่ 2 โดยเป็นเนติบัณฑิตรุ่นเดียวกับ หลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ (วิสุทธิ์ ไกรฤกษ์) ไพโรจน์ ชัยนาม เป็นอาทิ[4]
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ม.ร.ว.เสนีย์ได้รับตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้ช่วยกรรมการศาลฎีกา[5] และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามลำดับ ในช่วงเวลานี้ ท่านยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการร่างกฎหมายด้วย[6]
ต่อมา วันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2483 ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา[7] ขณะที่ปีถัดมา เมื่อรัฐบาลไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้เป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทย และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2488 ถึง 31 มกราคม พ.ศ.2489 จึงยุบสภา และดำรงตำแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญใน พ.ศ.2492[8]
หลังจากนั้น ท่านได้ก่อตั้งสำนักงานทนายความ เสนีย์ ปราโมช และร่วมก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ใน พ.ศ.2489 ซึ่งทำให้ท่านต้องเบนเข้าสู่เส้นทางการเมือง ได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรกรุงเทพทุกสมัย ยกเว้นการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2500 และ พ.ศ. 2522 ที่ท่านมิได้ลงสมัคร
นอกจากนี้ ในช่วงที่ท่านเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีอีก 2 ครั้ง ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2518 ถึง 14 มีนาคม พ.ศ.2518 และระหว่างวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2519 ถึง 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 จนกระทั่งท่านได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงยุติบทบาททางการเมืองในที่สุด
ดังนี้ จะเห็นว่า ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นนักกฎหมายที่มีประวัติที่น่าสนใจ เพราะมีประสบการณ์ทั้งในฐานะผู้ร่างกฎหมาย (ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติและกรรมการร่างกฎหมาย) ผู้ใช้กฎหมาย (ในฐานะฝ่ายบริหาร) และผู้ตีความกฎหมาย (ในฐานะผู้พิพากษา)
ยิ่งไปกว่านั้น ในทางวิชาชีพกฎหมาย ท่านยังเป็นทนายความและเป็นผู้ก่อตั้งสำนักงานทนายความเสนีย์ ปราโมช ว่าความคดีต่างๆ เป็นจำนวนมากจนได้รับการยกย่องว่าเป็นทนายความคดีแพ่งที่มีความสามารถยิ่ง
อนึ่ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2540 สิริรวมอายุได้ 92 ปี
เส้นทางในฐานะอาจารย์กฎหมาย
ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้บอกเล่าไว้ในอัตชีวประวัติว่าท่านเริ่มต้นเส้นทางในฐานะอาจารย์สอนกฎหมายที่แรกในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม โดยสอนวิชากฎหมายอังกฤษ และถึงแม้ต่อมา จะมีการโอนโรงเรียนกฎหมายดังกล่าวไปขึ้นแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2476 ท่านยังคงรับบรรยายเรื่อยมา[9]
ในพ.ศ.2477 เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ท่านก็ได้รับมอบหมายเป็นผู้บรรยายลักษณะวิชากฎหมายนิติกรรมและหนี้ กฎหมายลักษณะทรัพย์ในระดับชั้นปริญญาตรี และวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์พิสดารในชั้นปริญญาโท โดยหยุดสอนไปในช่วงที่ท่านย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตที่สหรัฐอเมริกา
ก่อนจะกลับมาสอนอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ในวิชากฎหมายลักษณะนิติกรรมและหนี้ ที่เนติบัณฑิตยสภา[10] ลักษณะวิชากฎหมายค้ำประกัน จำนำ จำนอง และตั๋วเงิน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกฎหมายลักษณะครอบครัวมรดก ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสุดท้ายได้ยุติบทบาทอาจารย์สอนกฎหมายไปใน พ.ศ.2513[11] เมื่อท่านเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว
ในฐานะ ‘นักเรียนนอก’ ที่ต้องมาสอนกฎหมายไทย ย่อมเป็นสิ่งท้าทายสำหรับ ม.ร.ว.เสนีย์ พอสมควร ดังที่ท่านได้ปรารภใน ‘ชีวลิขิต’ ว่า[12]
“…การสอนกฎหมายสำหรับปู่เป็นงานค่อนข้างยาก ประการแรก ไปอยู่เมืองนอกเสีย 9 ปีและไม่ได้เขียนภาษาไทย เมื่อเริ่มต้นจึงค่อนข้างฝืดในทางภาษา อีกประการหนึ่ง กฎหมายที่เรียนมาจากภาษาอังกฤษ เป็นกฎหมายที่ศาลตัดสิน (common law) ส่วนกฎหมายไทยที่สอนเป็นประมวลกฎหมาย ประการสุดท้าย คำสอนของครูไทยไม่ค่อยมี ที่มีก็ไม่แตกฉานนัก จึงต้องอาศัยตำราฝรั่งเศส ซึ่งปู่ไม่สันทัดในภาษาฝรั่งเศส แต่ในทางบวกเมื่อเป็นเลขานุการศาลฎีกา ได้ตรวจอ่านคำพิพากษาฎีกาไว้มาก เป็นแนวทางให้เข้าใจกฎหมายไทยได้พอสมควร…”
การที่ม.ร.ว.เสนีย์ รับหน้าที่สอนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มายาวนาน ทำให้ท่านได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใน พ.ศ.2497[13] และของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ.2502 ตามลำดับ[14] นอกจากนี้ ท่านยังได้รับปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ.2505[15] และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใน พ.ศ.2506[16] อีกด้วย
ตำรากฎหมายโดยอาจารย์เสนีย์ ปราโมช
ตลอดการดำรงฐานะอาจารย์กฎหมาย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้สร้างสรรค์งานเขียนทางวิชาการไว้หลายรูปแบบ ทั้งตำราเรียน คำบรรยาย ปาฐกฐา และอื่นๆ ตัวอย่างปาฐกฐาที่มีชื่อเสียง ก็เช่น ‘ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง’ ‘คิงมงกุฎในฐานะนักนิติศาสตร์’ ‘กฎหมายสมัยอยุธยา’ เป็นอาทิ ซึ่งมีคุโณปการในแง่การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และมีส่วนในการสร้างคำอธิบายประวัติศาสตร์กฎหมายแบบกษัตริย์นิยมและจารีตนิยมพอสมควร ในส่วนของตำรา ปรากฏว่าจะเน้นหนักไปทางคำอธิบายกฎหมายแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นสำคัญ
จุดร่วมของบรรดาตำราของ ม.ร.ว.เสนีย์ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นตำราที่ละเอียดลุ่มลึกและมีประเด็นชวนขบคิดอยู่มาก ซึ่งความละเอียดลุ่มลึกนั้นก็มาจากลักษณะการเรียบเรียงของท่านผู้เขียนนั่นเอง ท่านได้อาศัยการอ้างบทบัญญัติกฎหมาย ยกตัวอย่าง แล้วจึงอธิบายเหตุผลว่าทำไมกฎหมายจึงบัญญัติอย่างนั้น และมีตัวอย่างอย่างนั้น ทำให้ตำราของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อาจจะดูเป็นตำราที่เข้าถึงได้ยากสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษากฎหมาย เพราะมีความหนาเป็นพันหน้าทั้งยังมีรายละเอียดมาก แม้กระทั่งผู้เขียนตำราเองก็ยังเล่าว่า
“…ตำราออกมาค่อนข้างยืดยาว จนบางคนเอาไปล้อเล่นว่า คนใดอ่านตำราของอาจารย์เสนีย์จบ ถ้าคนนั้นไม่เป็นศาสดาทางกฎหมาย ก็จะเป็นคนวิกลจริต…”[17]
ในส่วนของแนวทางการเขียนตำราคำอธิบายกฎหมาย ก็ปรากฏว่าตำราของท่านได้รับอิทธิพลจากแนวคิดระบบกฎหมาย common law ของอังกฤษอยู่มาก เนื่องมาจากท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและเนติบัณฑิตจากประเทศอังกฤษนั่นเอง
นอกจากนี้ ตำราของท่านยังได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราที่ใช้ในการศึกษากฎหมายเอกชนของไทย โดยใช้กฎหมายเปรียบเทียบและประวัติศาสตร์กฎหมาย มีการประเมิน วิพากษ์วิจารณ์แนวทางในการตีความว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ โดยการค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย มีการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์ว่าด้วยกฎหมายไทย เทียบกับคำแปลภาษาอังกฤษ และเปรียบเทียบหลักกฎหมายต่างประเทศว่าสอดคล้องต้องกันมากน้อยเพียงใด[18]
สอดคล้องกับคำบอกเล่าของบุญชนะ อัตถากร ซึ่งเคยเรียนวิชากฎหมายนิติกรรมและหนี้และกฎหมายทรัพย์ กับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่กล่าวว่า ตำราของม.ร.ว.เสนีย์ มีความละเอียดลออแยกแยะทุกแง่มุม เป็นที่อ้างอิงกันมากในการศึกษานิติศาสตร์[19]
คุณลักษณะสำคัญของตำราของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น จะปรากฏชัดในตำราคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในส่วนที่เป็นเสาหลักของกฎหมายแพ่ง ได้แก่ ตำรากฎหมายนิติกรรมและหนี้ ทรัพย์ และครอบครัวมฤดก เป็นอาทิ ดังผู้เขียนจะได้เล่าเรียงลำดับได้ดังนี้
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนีติกรรมและหนี้
คำอธิบายกฎหมายนิติกรรมและหนี้ มีที่มาจากการที่ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้รับหน้าที่บรรยายกฎหมายลักษณะนิติกรรมและหนี้ ณ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ใน พ.ศ.2477 โดย ม.ร.ว.เสนีย์ ได้เรียบเรียงจากการจดบันทึกคำบรรยายในลักษณะที่ท่านใช้คำว่า “หาข้าวสารกรอกหม้อไปวันๆ” แต่เนื่องจากท่านเห็นว่ากฎหมายนิติกรรมและหนี้เป็นกระดูกสันหลังของกฎหมายเอกชน หรือเป็นแก่นของกฎหมายแพ่ง เมื่อรู้กฎหมายลักษณะนี้แล้ว จะรู้ตลอดถึงกฎหมายลักษณะอื่นเป็นส่วนมาก[20] จึงจำเป็นต้องจัดทำคำอธิบายให้ลึกซึ้ง
ดังคำกล่าวในคำนำหนังสือว่า “ถ้าไม่พยายามรู้ให้ละเอียดพิสดารจะพาลไม่รู้เอาเสียเลย” หลังใช้เวลาค้นคว้าอยู่ 2 ปีเศษ ท่านจึงผลิตออกมาเป็นตำรา 5 เล่ม หนาราวๆ 2000 หน้า[21] ต่อมา มีการปรับปรุงและค้นคว้าเพิ่มเติม จนเป็นตำราฉบับสมบูรณ์ที่มีขนาด 2 เล่ม ใน พ.ศ.2505[22]
ระหว่างที่ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช จัดทำตำรานิติกรรมและหนี้ มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน คือใน พ.ศ.2476 ม.ล.เสรี ปราโมช บุตรชายคนโตของท่านถือกำเนิด ท่านต้องไปปลูกกระต๊อบท้ายบ้านร่วมฤดีเพื่อเขียนตำรา[23] นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงที่หม่อมแดง ปราโมช ณ อยุธยา หม่อมมารดาของท่านถึงแก่กรรม ตรงกับวันที่ 2 สิงหาคม 2477[24] ซึ่งท่านได้พบกับ ‘ประสบการณ์ลี้ลับ’ ระหว่างการเขียนตำรา ดังที่ท่านเล่าไว้ดังนี้[25]
“…เมื่อแม่ตาย ผมไปนอนคนเดียวแต่งตำรานิติกรรมและหนี้ มีคนเขาพูดว่า พ่อแม่ตายใหม่ ๆ บางทีมาหาลูกหลาน ฟังแล้วผมไม่เชื่อ…ผมกลับบ้านไปเขียนตำราอยู่จนดึก ง่วงจึงเข้านอน ทันใดนั้นเหม็นกลิ่นศพคลุ้งไปหมด…จึงเที่ยวค้นหาว่าหนูหรืออะไรมาตายในห้องค้นจนทั่วไม่พบสัตว์ตาย จึงนึกขึ้นได้ว่าแม่มาหา กลัวก็กลัว แต่อยากดูว่าจะมาอย่างไร เปิดไฟอยู่ไม่มา มีแต่กลิ่นแรงขึ้น จึงเข้ามุ้งปิดไฟ…ทันใดนั้น กลิ่นก็หายไปเฉย ๆ…”
ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเขียนตำราเล่มนี้อีก คือ ม.ร.ว.เสนีย์ เล่าให้ศักดา โมกขมรรคกุล ซึ่งเคยเป็นทนายความที่สำนักงานทนายความเสนีย์ ปราโมช (ต่อมาได้เป็นประธานศาลฎีกา) ว่า มีอยู่คราวหนึ่ง ท่านแต่งตำราเรื่องนี้แล้วเกิดติดขัด อธิบายต่อไม่ได้ ท่านโมโหตัวเองมากจึงใช้มีดฟันวงกบประตูห้องชั้น 3 ของสำนักงานอย่างแรงหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นท่านก็คิดออกและลงมืออธิบายต่อได้[26]
ทั้งนี้ ม.ร.ว.เสนีย์ยังมีวิธีการจัดการความเครียดอื่นๆ ระหว่างการเขียนหนังสือ โดยสัญญา ธรรมศักดิ์ บอกเล่าในคำนำของหนังสือ ‘ก๊อปตูเอง’ อันเป็นหนังสือคู่มือการเล่นกอล์ฟของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ดังนี้[27]
“…ตอนนั้นท่านอาจารย์ (ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช-ผู้เขียน) กำลังแต่งตำรา “นิติกรรมและหนี้” ผมไม่รู้ว่าท่านเอาหัวที่ไหนมาแต่ง เพราะคดีที่ศาลฎีกาที่จะต้องตรวจก็มีมากมายก่ายกอง แต่ท่านก็มีวิธีผ่อนคลายความตึงเครียดของท่านเอง คือ ขณะใดที่ผมเห็นอาจารย์เสนีย์ฯ หยุดเขียนหนังสือ ท่านต้องเหลาดินสอและเหลาเยอะแยะ ไม่ใช่เล่มสองเล่ม เหลาเสียแหลมเปี๊ยบสวยเรียบไปเป็นชุด ๆ ปากก็พูดไป มือก็เหลาไป ผมรำคาญเต็มที วันหนึ่งอดไม่ได้ ผมบอกอาจารย์ว่า ดินสอนี้ผมเหลาให้ก็ได้ ซื้อเครื่องหมุน ๆ มาเดี๋ยวก็เสร็จเป็นหอบ ๆ ท่านว่า “เอ๊ะ – ไม่ได้ ผมเหลาเวลามันคิดอะไรไม่ค่อยออกต่างหากล่ะ”…”
ในส่วนของเนื้อหา แม้ว่าจะเป็นตำราคำอธิบายกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและหนี้ อันเป็นเนื้อหาบางส่วนในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 และทั้งหมดของบรรพ 2 แต่คำอธิบายดังกล่าวยังกินความไปถึงกฎหมายว่าด้วยบุคคลและกฎหมายครอบครัวด้วย ซึ่งประเด็นกฎหมายครอบครัว ท่านได้เชื่อมโยงกับเรื่องความสามารถของหญิงมีสามี อันเป็นบทบัญญัติเก่าว่าด้วยความสามารถของบุคคลก่อนจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ.2519 กับเรื่องทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส[28] หรือการจดทะเบียนสมรสเชื่อมโยงไปกับแบบของนิติกรรม[29]
แม้ว่าม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช จะปรารภว่าตำราเล่มดังกล่าวมีลักษณะบันทึกคำสอนของตนเองเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากความตั้งใจของท่านผู้เขียนที่อยากให้ตำราที่มีเนื้อหาบริบูรณ์ และรูปแบบการสอนของท่านผู้เขียนที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาซักถาม[30] ข้อความเห็นในตำราในจำนวนไม่น้อยจึงมีที่มาจากการตอบข้อซักถามนักศึกษา ตำรากฎหมายจึงมีความลุ่มลึกทางวิชาการอยู่มาก และมีข้อความเห็นที่อาจจะหาได้ยากจากตำราอื่น
สอดคล้องกับความเห็นของหยุด แสงอุทัย นักกฎหมายร่วมสมัยที่ได้ ‘รีวิว’ ตำรากฎหมายนิติกรรมและหนี้ของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ไว้ว่าเหมาะแก่ผู้พิพากษาและทนายความอย่างยิ่ง แต่เพราะความหนา จึงเป็นการยากสำหรับนักศึกษาที่จะเห็นระบบกฎหมายและทราบว่าตรงไหนเป็นหลัก เป็นข้อยกเว้น ทั้งแนะนำว่าหากนำมาอ้างอิงกับปัญหาเฉพาะเรื่องจะเป็นประโยชน์กว่า พร้อมชื่นชมความวิริยะอุตสาหะของท่านผู้เขียนตำราด้วย[31]
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์
เมื่อจัดทำตำรากฎหมายนิติกรรมและหนี้แล้วเสร็จ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ถึงเริ่มเรียบเรียงคำอธิบายกฎหมายลักษณะทรัพย์ต่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองมอบหมายให้ท่านเป็นผู้บรรยายเช่นเดียวกัน โดยปรากฏว่ามีการตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ.2477 แต่คงทำไว้อยู่เพียงบางส่วน มิได้อธิบายไปจนจบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ต่อมาจึงได้มีการเพิ่มเติมเนื้อหาตามลำดับ จนตีพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ใน พ.ศ.2479 และ 2480 ตามลำดับ ในชื่อ ‘ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์สิน’ [32] เป็นตำราเนื้อหาความยาวประมาณ 1000 หน้า[33] ก่อนที่จะปรับปรุงใหม่ในชื่อ ‘อธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายลักษณะทรัพย์’ ซึ่งได้รับการยกย่องในชั้นหลังว่าเป็นตำราที่มีเนื้อหาครบถ้วน ลึกซึ้ง และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นวรรณกรรมทางนิติศาสตร์อันล้ำค่าอีกเล่มหนึ่งของไทย[34]
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวมฤดก
นอกจากตำราสองปกข้างต้น ยังมี ‘คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวมฤดก’ อันเป็นตำราที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จัดทำในช่วงที่ท่านรับหน้าที่บรรยายในวิชากฎหมายครอบครัวมรดก ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2508 ในวาระที่ท่านมีอายุครบ 60 ปี[35]
ตำราฉบับนี้มีจุดเด่นในแง่ที่ว่าเป็นการอธิบายเรียงมาตรา โดยมิได้เกริ่นนำหลักทฤษฎีที่เข้มข้นนักหากเทียบกับตำราคำอธิบายกฎหมายนิติกรรมและหนี้ และคำอธิบายกฎหมายทรัพย์ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเชื่อกันในสังคมว่ากฎหมายครอบครัวมรดกเป็นกฎหมายที่ชาวบ้านสามารถเข้าใจได้โดยธรรมดาสามัญ ไม่ได้มีเหตุผลทางกฎหมายที่ซับซ้อน หากเปรียบเทียบกับกฎหมายแพ่งลักษณะอื่น
ทั้งนี้ ตำรากฎหมายครอบครัวมฤดกของท่านยังมีความพิเศษในแง่ที่ว่าเป็นคำอธิบายกฎหมายโดยผู้มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย กล่าวคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นเลขานุการกรรมาธิการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6[36] ทำให้ตำราเล่มนี้อธิบายเจตนารมณ์และเหตุผลเบื้องหลังการร่างค่อนข้างละเอียด และมีการเปรียบเทียบกับกฎหมายเก่าว่าด้วยมรดก เช่น พระไอยการลักษณะมรดก, พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมลักษณะมรฎก ร.ศ.121 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำพินัยกรรม์ พ.ศ.2475 ทำให้ตำราเล่มนี้มีคุโณปการทั้งในแง่การศึกษาหลักกฎหมาย และการศึกษาประวัติศาสตร์หลักกฎหมายครอบครัวมรดก
ความที่ม.ร.ว.เสนีย์มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายนี้เอง ทำให้การเขียนตำราเป็นไปค่อนข้างไหลลื่น ดังมีคำบอกเล่าว่าเมื่อท่านเขียนตำรากฎหมายครอบครัวมฤดก ท่านอาศัยเพียงการเปิดตัวบทและอธิบายหลักเกณฑ์ เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบอย่างละเอียด โดยพูดปากเปล่าให้ผู้ช่วยจดตาม และมีการตรวจแก้คำอีกครั้งหนึ่งก่อนส่งโรงพิมพ์[37]
ตำราอื่นๆ ของอาจารย์เสนีย์
นอกจากตำราทั้ง 3 เรื่องที่เป็นคำอธิบายส่วนเนื้อหาหลักในกฎหมายแพ่งแล้ว ในส่วนของบรรพ 3 ว่าด้วยเอกเทศสัญญา ยังปรากฏว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เขียนตำราคำอธิบายกฎหมายเอกเทศสัญญาอีกมาก เช่น ‘คำสอนชั้นปริญญาตรี พุทธศักราช 2502 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ว่าด้วย ประกันด้วยบุคคลและทรัพย์‘ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ.2502 และต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ.2516 โดยเป็นคำอธิบายเรียงมาตรา ผ่านการวางบทบัญญัติมาตรา ตัวอย่าง หลักและข้อสังเกต ซึ่งการจัดทำตำราเล่มนี้ มีลักษณะที่สังเขปกว่าเล่มอื่นๆ
ทั้งยังมีตำรา ‘คำอธิบายกฎหมายตั๋วเงิน‘ ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2498 มีที่มาจากการบรรยายที่ธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยพยายามใช้ถ้อยคำสำนวนอย่าง ‘เล็กเชอร์’ เพื่อให้ดูเข้าใจง่ายกว่าภาษาหนังสือ และเน้นหนักไปในทางด้านการทำความเข้าใจว่ากฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร เหตุใดจึงบัญญัติไว้เช่นนั้น ทั้งมีการเปรียบเทียบกฎหมายตั๋วเงินอังกฤษประกอบด้วย[38]
อย่างไรก็ดี ท่านได้ออกตัวว่าขณะจัดทำตำราตั๋วเงิน ยังไม่รู้ธุรกิจและการธนาคารดี จึงอาจมีข้อบกพร่องไปบ้าง[39] ซึ่งกลวิธีการแต่งตำราก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับคำอธิบายกฎหมายประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ และยังปรากฏว่า ท่านได้เรียบเรียง ‘คำสอนว่าด้วยเช่าทรัพย์-เช่าซื้อ-จ้างแรงงาน-จ้างทำของ-รับขน-ยืม-ฝากทรัพย์-เก็บของในคลังสินค้า‘ อันเป็นคำอธิบายกฎหมายสัญญาพาณิชย์บางส่วนใน พ.ศ.2476[40] ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากโรงเรียนกฎหมายเป็นคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีลักษณะเป็นคำอธิบายอย่างสั้นๆ เช่นเดียวกัน
พ้นไปจากคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านยังเขียนตำราอีกหลายเรื่อง เช่น ‘คำอธิบายกฎหมายอังกฤษ‘ (2475) งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พิศดาร (มาตรา 423) กล่าวหรือไขข่าว (ทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียง, เกียรติคุณ, ทางทำมาหาได้, ทางเจริญของบุคคลอื่น)‘ (2478) ‘กฎหมายอังกฤษว่าด้วยลักษณะสัญญาและละเมิด‘ (2479) ‘คำอธิบาย พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6)‘ (2479) ‘ลิขสิทธิ์ของผู้แต่งหนังสือ‘ (2511) เป็นอาทิ
ไม่เพียงความลุ่มลึกของเนื้อหาที่ทำให้ตำรากฎหมายของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราที่ทรงคุณค่าทางวิชาการ อีกจุดเด่นหนึ่งคือลีลาการใช้ภาษาของ ม.ร.ว.เสนีย์ ที่มีลักษณะใช้ภาษาระดับเป็นทางการและไม่เป็นทางการ สอดแทรกอารมณ์ขันเป็นระยะ เพื่อให้ตำราความหนานับพันหน้าดูไม่เคร่งเครียดหรือมีความเป็นวิชาการจนเกินไป เช่น ในตำราคำอธิบายกฎหมายลักษณะนิติกรรมและหนี้ มีประเด็นเรื่องการที่ผู้เยาว์สามารถทำนิติกรรมได้โดยลำพัง ไม่ต้องขอความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม ในที่นี้คือบิดามารดาผู้ปกครองเด็ก กรณีการจำเป็นเพื่อการเลี้ยงชีพและเป็นการจำเป็นและพอสมควรแก่ฐานานุรูปด้วย ซึ่งท่านอธิบายไว้ดังนี้[41]
“…มาตรา 24[42] ตั้งข้อจำกัดไว้เคร่งครัดมาก นอกจากจะต้องเป็นเรื่องจำเป็นการเพื่อเลี้ยงชีพ ยังต้องเป็นการจำเป็นและสมควร ทั้งต้องสมแก่ฐานานุรูปด้วย เรื่องเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องพิเคราะห์ตามความจำเป็นสมควรและเหมาะสมสำหรับตัวผู้เยาว์เป็นคน ๆ ไป หวีคงไม่จำเป็นสำหรับเด็กศีรษะล้าน แปรงสีฟันคงไม่จำเป็นสำหรับเด็กฟันยังไม่ขึ้นหรือฟันหัก ตำรากฎหมายอาจจำเป็นสำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ไม่จำเป็นสำหรับนักเรียนนาฏศาสตร์ สิ่งใดที่จำเป็นไม่หมายความว่าจะไปซื้อหามาได้จนเกินสมควร หิวข้าวไม่หมายความว่าจะไปสั่งโต๊ะจีน…พร้อมทั้งสุราบุหรี่ฝรั่งมาเสพได้โดยลำพัง…”
และในคำอธิบายกฎหมายลักษณะครอบครัวมฤดก เช่น ส่วนที่อธิบายประเด็นว่าพระภิกษุสามารถจดทะเบียนสมรสได้หรือไม่ จากเดิมกฎหมายลักษณะผัวเมียห้าม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กล่าวถึง ดังนี้[43]
“…ตามกฎหมายเก่า พระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาจะทำการสมรสมีภริยาไม่ได้ ข้อนี้ประมวลแพ่งฯ บรรพ 5 ไม่ได้กล่าวถึง แต่เพียงเท่านั้น จะถือไม่ได้ว่า กฎหมายใหม่อนุญาตให้พระภิกษุสามเณรทำการสมรสมีภริยาได้ เพราะการที่จะเป็นไปเช่นนั้น ย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อย่างถึงขนาดที่จะทำให้บ้านเมืองสิ้นศาสนา…จึงต้องเข้าใจว่า นี่เป็นเงื่อนไขข้อหนึ่งที่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ แต่ก็เข้าใจไม่ได้เหมือนกันว่า เรื่องอื่นอันเป็นกรณีขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทำไมยังนำมาบัญญัติไว้เป็นกฎหมาย…นอกจากนั้นมีคำพิพากษาฎีกา…วินิจฉัยว่า ภายหลังที่ใช้บรรพ 5 แล้ว การที่ผัวไปบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ไม่ทำให้ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน แต่ในทางตรงกันข้ามไม่ได้หมายความว่า ถ้าพระมาใช้สิทธิอย่างสามีต่อภริยา จะไม่เป็นปาราชิก ทั้งไม่ได้หมายความว่า พระครองผ้าเหลืองจะไปขอจดทะเบียนสมรสกับสีกาได้ นายทะเบียนคนไหนถือว่ากฎหมายไม่ห้าม ยอมจดทะเบียนสมรสให้ น่ากลัวว่าจะต้องถูกไล่ออกฐานหย่อนความสามารถ”
ตัวอย่างข้างต้น สะท้อนถึงความสามารถในการใช้ลีลาภาษา สำนวนโวหารที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนหนึ่งของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นอย่างดี
ส่งท้าย
จากที่กล่าวมา จะเห็นว่าตำรากฎหมายของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช มีคุโณปการในทางวิชาการกฎหมายอยู่มาก แม้ว่าจะเป็นตำราที่เก่า แต่ยังเป็นที่ยกย่องในวงวิชาการกฎหมายเรื่อยมา ทั้งปรากฏว่ายังเป็นต้นแบบในการเขียนตำรากฎหมายในชั้นหลังๆ และถูกใช้ค้นคว้าอ้างอิงบ่อยครั้ง หลายเล่มก็ได้มีการนำมาปัดฝุ่น ปรับปรุงใหม่ ซึ่งการที่ตำราของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยังเป็นที่กล่าวขานจนถึงทุกวันนี้ ย่อมสมความปรารถนาของท่านผู้เขียนตำรา ดังคำกล่าวในหนังสือ ‘ชีวลิขิต’ ว่า[44]
“แม้จะไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นวัตถุเงินทอง ทางนามธรรมก็ยังอิ่มใจ ที่ตำราที่เขียนไว้…เวลานี้ก็ยังใช้เป็นตำรา”
[1] แหล่งอ้างอิงส่วนใหญ่เรียบเรียงจาก ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ชีวลิขิต (พิมพ์ครั้งที่ 2, 2559). และ อนุสรณ์งานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ป.จ., ม.ม.ป.ช., ม.ว.ม., อ.ป.ร. 1, ภ.ป.ร. 2 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2540(บริษัท โรงพิมพ์กรุงเทพ (1984) จำกัด, 2540).
[2] “ประกาศกระทรวงยุติธรรม” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 47 (12 ตุลาคม 2473) น.1298.
[3] “พระราชทานยศ” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 47 (9 พฤศจิกายน 2473) น.2968.
[4] “รายนามนักเรียนผู้สอบไล่กฎหมายภาค 2 ได้ พุทธศักราช 2474 นิติสาส์น ปีที่ 4 เล่ม 12.”
[5] “แจ้งความ ย้ายข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 50 (24 กันยายน 2476) น.1828-1829.
[6] “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ตั้งกรรมการร่างกฎหมาย” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 (28 มีนาคม 2479) น.4194.
[7] “เรื่องตั้งอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหปาลีรัฐอเมริกา” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 57 (16 เมษายน 2483) น.249.
[8] “ประกาศ รัฐสภา เรื่อง ตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญ” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 66 (5 กรกฎาคม 2492) น.3084-3085.
[9] ยวด เลิศฤทธิ์, เนติบัณฑิต 2476 กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ, ธรรมศาสตร์ 50 ปี (โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2527) น.301.
[10] ศิลปชัย มัทธุรศ, การศึกษากฎหมายในสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ใน 100 ปี โรงเรียนกฎหมาย (เนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปถัมภ์ 2540) น.177.
[11] ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, ชีวลิขิต น.69.
[12] เพิ่งอ้าง น. 57.
[13] “ประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 71 ตอนที่ 35 (1 มิถุนายน 2497) น.1298.
[14] “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 76 ตอนที่ 51 (12 พฤษภาคม 2502) น.1297.
[15] จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ทำเนียบพระนามและนาม ผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์อุปการคุณ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2459-2539 (โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2540) 5.
[16] มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2505 (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2506) 11-12.
[17] ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ชีวลิขิต น.60.
[18] ดู คำปรารภบรรณาธิการ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ใน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, มุนินทร์ พงศาปาน ปรับปรุงแก้ไข, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและหนี้ เล่ม 1 (ภาค 1-2) (พิมพ์ครั้งที่ 4, วิญญูชน 2561) น.(17)-(18).
[19] บุญชนะ อัตถากร, บันทึก วิเคราะห์และวิจารณ์ 16 นายกรัฐมนตรีไทย (มูลนิธิศาสตราจารย์บุญชนะ อัตถากร เพื่อการศึกษาและวิจัย 2526) น.43-44.
[20] ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ชีวลิขิต น.67.
[21] เพิ่งอ้าง น.69.
[22] ดู คำปรารภผู้เขียน ใน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, มุนินทร์ พงศาปาน ปรับปรุงแก้ไข, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและหนี้ เล่ม 1 (ภาค 1-2) น.(17)-(18).
[23] เพิ่งอ้าง น.71.
[24] ธรรมสมาคม เทศนาในงานศพหม่อมแดง ปราโมช ต.จ. รวม 15 กัณฑ์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ และโอรสธิดา พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดเทพศิรินทร์ เมษายน 2478 (โรงพิมพ์อักษรนิติ์ 2478) น.ข.
[25] คำไว้อาลัยของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ใน ราชสกุลวงศ์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมราชวงศ์บุญรับ พินิจชนคดี ท.จ. ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาสวันที่ 30 มีนาคม 2525 (ไม่มีเลขหน้า)
[26] คำไว้อาลัย ประธานศาลฎีกา ใน อนุสรณ์งานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ป.จ., ม.ม.ป.ช., ม.ว.ม., อ.ป.ร. 1, ภ.ป.ร. 2 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2540 น.66.
[27] คำนำที่เขียนโดยสัญญา ธรรมศักดิ์ ใน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ก๊อปตูเอง (ดิลกสาร 2510) น. ข.
[28] ดู ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, มุนินทร์ พงศาปาน ปรับปรุงแก้ไข, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและหนี้ เล่ม 1 (ภาค 1-2) (พิมพ์ครั้งที่ 4, 2561) น.491-507.
[29] เพิ่งอ้าง น.120-122.
[30] ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ชีวลิขิต น.59.
[31] หยุด แสงอุทัย, ตำรากฎหมายในประเทศไทย ใน อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิง ศาสตราจารย์หยุด แสงอุทัย ม.ป.ช., ม.ว.ม., ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 19 เมษายน พุทธศักราช 2523 (บพิธการพิมพ์ 2523) 204-205.
[32] คำปรารภ ใน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์สิน(มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง 2479) น. ก-ข.
[33] ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ชีวลิขิต น.69.
[34] คำนำ นายกเนติบัณฑิตยสภา ใน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, อธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายลักษณะทรัพย์ (เนติบัณฑิตยสภา 2551).
[35] หนังสือ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ถึง คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2507 ใน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวมฤดก (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2508).
[36] “ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 6” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 51 ง (14 ตุลาคม 2477) น.2673. และดู ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ชีวลิขิต น.55.
[37] คำไว้อาลัย ประธานศาลฎีกา ใน อนุสรณ์งานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ป.จ., ม.ม.ป.ช., ม.ว.ม., อ.ป.ร. 1, ภ.ป.ร. 2 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2540 น.66.
[38] คำนำ ใน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, คำอธิบายกฎหมายตั๋วเงิน (ผดุงศึกษาบูรพา 2499) ก-ข.
[39] ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ชีวลิขิต น.69.
[40] ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, คำสอนว่าด้วยเช่าทรัพย์-เช่าซื้อ-จ้างแรงงาน-จ้างทำของ-รับขน-ยืม-ฝากทรัพย์-เก็บของในคลังสินค้า (ม.ป.พ. 2476).
[41] ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, มุนินทร์ พงศาปาน แก้ไขปรับปรุง, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและหนี้ เล่ม 1 (ภาค 1-2) 150-151.
[42] มาตรา 24 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตนและเป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควร
[43] ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวมฤดก (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2508) 69.
[44] ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, ชีวลิขิต น.71.