โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

วสันต์ดั่งทอง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 มี.ค. 2568 เวลา 06.41 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2568 เวลา 14.33 น. • 诗丽 (Lovely Poet)
นางคือนักธุรกิจแสนล้าน ที่ย้อนกลับมาเป็นคุณหนูในตระกูลบู๊ที่กำลังตกอับ เบื้องหลังการตกอับก็มีเงื่อนงำ หวังว่านางและน้อง ๆ จะร่วมมือกันผ่านไปได้ อย่างไรเสีย ทุกคนก็คือชาวข้ามมิติเหมือนกันนี่นา

ข้อมูลเบื้องต้น

บ้านตระกูลเยี่ยมีบุตรชายและบุตรสาวทั้งสิ้นหกคน

พี่ชายคนโตสิ้นชีพในสนามรบพร้อมบิดา

น้องชายคนเล็กก็ยังเด็กเกินกว่าจะสืบทอดตระกูล

มีเพียงพวกนางสี่คนที่เป็นสตรี ที่ต้องทำหน้าที่ค้ำจุนตระกูลในยามวิกฤต

แต่เราคือชาวทะลุมิติเสียอย่าง งานนี้ต้องลองสู้ดูสักตั้ง

เรื่องอื่นให้เหล่าน้อง ๆ จัดการไป

นางในฐานะพี่สาวคนโต อดีตนักธุรกิจแสนล้านผู้นี้

จะทำหน้าที่หาเงินเยอะ ๆ มาเลี้ยงทุกคนเอง

ภาพปกมีลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้ผู้นำไปใช้ในทุกกรณีโดยไม่ได้รับอนุญาต

ภาพปก : Noahcross & MintMichaelis

ภาพอาร์ตตัวอักษร : ร้าน Nawalinda

สวัสดีค่ะ Lovely Poet เองค่ะ

ทักทาย ๆ กลับมาเขียนจีนโบราณอีกแล้วค่ะ ขอชี้แจงตามนี้

เรื่องนี้ไม่มี NC นะคะ เป็นเรื่องรักใส ๆ แนวทะลุมิติทั่วไป หรือถ้ามีจะเป็นการตัดเข้าโคมค่ะมีอีบุ๊กแน่นอน ไรต์จะแจ้งวันที่วางขายอีกครั้งเรื่องนี้เป็นนิยายเซ็ต ในเซ็ตมีทั้งหมด 4 เรื่องด้วยกัน ทุกเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน แต่สามารถอ่านแยกได้ไม่งง สามารถอ่านชี้แจงละเอียดได้ในบทชี้แจงที่ไรต์ชี้แจงเอาไว้ค่ะยังไม่ได้รับการพิสูจน์อักษรโดยมืออาชีพ อาจจะยังเจอคำผิด นิ้วเบียดอยู่บ้าง ขออภัยล่วงหน้าค่ะราชาศัพท์ในเรื่องนี้จะใช้แบบลำลอง เพื่อให้นักอ่านรู้สึกว่าอ่านง่าย สบายตา และเข้าใจง่าย แต่ในบทสนทนาจะใส่คำราชาศัพท์ไปบ้างเพื่อให้เป็นไปตามบริบทของฐานะตัวละคร แต่จะพยายามไม่ใช้ฟุ่มเฟือยจนเกินไป

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ หวังว่านิยายเรื่องนี้จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทุกคนชอบค่ะ

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ตัวละครในเรื่อง สถานที่ ทฤษฎีต่าง ๆ ไม่อ้างอิงความเป็นจริง

มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมของตัวละคร มีการใช้วาจาส่อเสียด ดูหมิ่น คุกคาม ทำร้ายจิตใจและร่างกาย มีการใช้ความรุนแรง มีเลือด มีการฆาตกรรม มีการกล่าวถึงการทำสงคราม

ผู้เขียนไม่สนับสนุนความรุนแรงในทุกรูปแบบ ขอให้นักอ่านทุกท่านแยกแยะระหว่างเรื่องที่ได้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงกับความเป็นจริง และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

©นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ หรือนำไปสร้างฐานข้อมูลดิจิทัล โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

ชี้แจงก่อนเข้าเรื่อง

สวัสดีค่ะ Lovely Poet ของนักอ่านทุกเองค่ะ

ชี้แจงก่อนเข้าเรื่อง รบกวนอ่านสักนิดเพื่อทำความเข้าใจนะคะ

เรื่องนี้ชื่อว่า วสันต์ดั่งทอง แต่ไม่มีเนื้อหาติดเรตแต่ประการใดนะคะ อย่างที่ได้ชี้แจงไปว่าเรื่องนี้ไม่มี NC น้า ใครมาสายนี้ต้องขออภัยด้วยค่า ที่มาของชื่อ ไรต์แค่อยากให้พ้องกับชื่อเรื่องอื่น ๆ ในเซ็ต และอยากจะสื่อถึงนางเอกที่ทำธุรกิจค่ะ แล้วมันก็ไปพ้องกับสำนวนการเปรียบเทียบของจีนที่บอกว่า ค่ำคืนวสันต์มีค่าดั่งทองพันชั่ง แต่กว่าพระเอกนางเอกจะได้ใช้ค่ำคืนวสันต์ด้วยกันก็คงจะ แหะ ๆ จบเรื่องพอดีค่ะ แถมไรต์ยังตัดฉับเข้าโคมอีกต่างหาก

เรื่องวสันต์ดั่งทองเป็นหนึ่งในนิยายเซ็ต ที่ไรต์ให้ชื่อว่า เซ็ต ดรุณีสี่ฤดู ซึ่งเปรียบพี่น้องทั้งสี่คนที่ต่างก็ทะลุมิติมาเหมือนกัน เป็นหญิงสาวที่ไม่เหมือนกันเลย เปรียบดั่งฤดูทั้งสี่ค่ะ

1. วสันต์ดั่งทอง เป็นเรื่องของพี่สาวคนโต เยี่ยเหวินหนิง เน้นการหาเงิน ทำธุรกิจ เพราะพี่สาวเป็นอดีตนักธุรกิจไฮโซร่ำรวยแสนล้านมาก่อน และเน้นการเลี้ยงแมว? แมวหยิ่ง ๆ ตัวหนึ่งที่บางทีก็ขี้อ้อน บางทีก็กวนโอ๊ยน่ะค่ะ อิอิ

2. เรืองรองคิมหันต์ เป็นเรื่องของน้องสาวคนที่สอง เยี่ยฉิงเล่อ เน้นการไปออกรบ เพราะเธอเป็นอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ ตีกับศัตรูแล้วก็ตีกับพระเอก? ไปวัน ๆ ค่ะ 555 ลองติดตามเอาเองนะคะ

3. สารทรักรำพัน เป็นเรื่องของน้องสาวคนที่สาม เยี่ยฮุ่ยหลัน เธอเป็นหมอแผนโบราณและแผนปัจจุบันจากโลกอนาคต ทะลุมิติมายังยุคโบราณ ตามพี่สาวคนรองไปที่สนามรบค่ะ ไปช่วยรักษาคนแล้วก็ไปช่วยรักษาพระเอกของเรื่องด้วย ไม่รู้รักษากันยังไง สุดท้ายก็โดนเกาะไม่ปล่อยเสียอย่างนั้น อิอิ

4. เหมันต์โผบิน เป็นเรื่องของน้องสาวคนที่สี่ เยี่ยเสวี่ยถิง ที่หน้าตางดงามที่สุด อดีตราชินีจอเงินที่มากความสามารถ อยากจะทำตัวเป็นปลาเค็มให้พี่สาวเลี้ยงไปวัน ๆ แต่โชคไม่เข้าข้าง ต้องเข้าไปเป็นสนมของฮ่องเต้ค่ะ เรื่องนี้คือแนววังหลังที่ไม่ได้เขียนนานแล้ว จะเขียนให้เบาสมองหน่อย คิดไว้ว่าจะเป็นแนวพระเอกโบ้ค่ะ อันที่จริงก็เกือบออกแนวหลัวชั่ว แต่ไม่รู้ว่าจะไหวมั้ย อาจจะออกมาเป็นแนวหมาน้อยหรือไม่ 555 มาลองดูกันค่ะ

เซ็ตติ้งในเรื่องไม่อิงประวัติศาสตร์ ไรต์จับทุกอย่างมายำ ๆ รวมกันเพื่ออรรถรสและเพื่อจินตนาการและความบรรเทิงของเรื่องเป็นหลักค่ะ

เนื่องจากเป็นนิยายเซ็ต ทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง แต่การเล่าเรื่องจะใช้ไทม์ไลน์เดียวกันทั้งหมด แต่นำเสนอในมุมมองของแต่ละคน ดังนั้นบทสรุปของเรื่องนี้ก็จะเหมือนกัน เพราะมีปมใหญ่ร่วมกัน แต่ระหว่างทางก็จะมีปมย่อย ๆ ของตัวเอกที่แตกต่างกันไป

ในเรื่องไรต์จำเป็นต้องกล่าวถึงตัวละครจากเรื่องอื่น ๆ บ้าง เพราะทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกัน สำหรับใครที่ไม่ชอบแนวเนื้อเรื่องเชื่อมกัน สามารถผ่านได้นะคะ

นี่เป็นครั้งแรกของไรต์เลยที่วางปมเรื่องเอาไว้ซับซ้อนที่สุดแล้ว ในแง่ของการเกี่ยวพันกันไปมา แต่จะพยายามทำให้นักอ่านไม่รู้สึกว่างงในตอนที่ไรต์เล่าเรื่องของคนอื่น ๆ นะคะ เรื่องทุกเรื่องสามารถแยกอ่านได้ตามความชอบของนักอ่านทุกคนค่ะ

เรื่องเซ็ตจะทยอยลงทีละเรื่อง ตามลำดับที่แจ้งข้างบนเลยค่ะ

สุดท้ายนี้ ขอจบการชี้แจงที่ยาวนาน ขอบคุณนักอ่านทั้งหลายที่รอสนับสนุน ไรต์จะเร่งปั่น ๆ เพื่อให้อีบุ๊กออกไว ๆ นะคะ

เจอกันวันที่ 15/2/68 เวลา 8.45 น. กับบทนำค่ะ

รักเสมอ

บทนำ สี่พี่น้องตระกูลเยี่ย

แผ่นดินนี้คือแผ่นดินจงเต๋อ มันคือผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และเจริญรุ่งเรือง ปกครองโดยราชวงศ์ฮั่ว ตอนนี้มีฮ่องเต้พระนามว่าฮั่วเสียนหมิง เป็นฮ่องเต้ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียงห้าปีเท่านั้น แต่ทรงมีพระปรีชาสามารถมาก ทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินเจริญรุ่งเรืองสูงสุด ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และในด้านการทหาร

จงเต๋อมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล ว่ากันว่าหากจะเดินทางจากตอนเหนือสุดไปยังตอนใต้สุด ต้องใช้เวลาแรมปี

ทางตอนเหนือติดกับอาณาจักรลู่กั๋ว เป็นอาณาจักรของชาวทะเลทรายและทุ่งหญ้า แห้งแล้งกันดาร พวกเขาต่างจดจ้องดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของชาวจงเต๋อตาเป็นมัน ทุกปีต้องมีศึกสงคราม เพื่อหมายช่วงชิงดินแดนอันล้ำค่าแห่งนี้มาครอบครองให้ได้

ทว่าจนใจที่ดินแดนจงเต๋อนี้ มีเทพสงครามสถิตอยู่ และนั่นก็คือตระกูลเยี่ย

กล่าวกันว่าตระกูลเยี่ยนี้สามารถสืบต้นตอไปได้ถึงตอนที่รวบรวมแผ่นดิน เป็นขุนศึกคู่บัลลังก์ของปฐมฮ่องเต้ ไม่ว่าจะในรัชสมัยใด ตระกูลเยี่ยก็มักจะมีบทบาทเสมอ เป็นดั่งกำแพงที่หนาแน่นที่สุดของอาณาจักรจงเต๋อ ใช้เลือดเนื้อและจิตวิญญาณของตนปกป้องราชบัลลังก์ และมาตุภูมิเอาไว้ได้เสมอ

จนกระทั่งมีคำกล่าวต่อ ๆ กันมาในราชวงศ์ว่า

‘สงสัยผู้ใดก็ได้ แต่ห้ามสงสัยตระกูลเยี่ย ผู้ใดจักไม่ภักดีก็ได้ แต่มิใช่ตระกูลเยี่ย’

เหล่าชาวบ้านทั้งหลายต่างใช้ชีวิตกันได้อย่างอุ่นใจ เมื่อรับรู้ได้ว่ายังมีตระกูลเยี่ยคอยเป็นแนวกันชนให้พวกเขาที่ชายแดนเหนือ

กองทัพอันเกรียงไกรของตระกูลเยี่ยถูกเรียกว่ากองทัพเกราะเหล็กโลหิต ทั้งเหี้ยมหาญและทรงพลัง เป็นที่หวาดกลัวของศัตรู

ในรัชศกจงเต๋อที่ 225 ที่ปกครองโดยฮ่องเต้ ฮั่วเสียนหมิง หรือก็คือปีปัจจุบันนี้เอง

กองทัพจากแดนเหนือของอาณาจักรลู่กั๋วเข้ามารุกรานอีกครั้ง

แม่ทัพเยี่ยมู่อัน แม่ทัพใหญ่วัย 45 ปี เทพสงครามแห่งจงเต๋อ ยกทัพออกศึก พร้อมด้วย เยี่ยหงเสวียน บุตรชายวัย 28 ปี รองแม่ทัพของกองทัพเกราะเหล็กโลหิต ออกฟาดฟันศัตรู

ต่อสู้กันอยู่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน

ทว่าข่าวร้ายกลับมาถึงยังเมืองหลวงในเวลาต่อมา

กองทัพของจงเต๋อแตกพ่ายในการศึก

แม่ทัพและรองแม่ทัพทั้งสองคน พลีชีพในสนามรบไปเสียแล้ว!

ข่าวนี้ราวกับเป็นสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของทุกผู้ทุกคนในอาณาจักรจงเต๋อ

เทพสงครามของพวกเขาพ่ายแพ้ได้อย่างไร?

ราชสำนักเร่งส่งกำลังเสริมขึ้นไป กองทัพนำด้วยตงอ๋อง อนุชาแท้ ๆ ของฮ่องเต้ นามว่าฮั่วเสียนฮุ่ย อาสาออกศึกขับไล่อริศัตรู พวกนั้นจึงล่าถอยกลับไปในที่สุด

นำร่างอันไร้วิญญาณของเทพสงคราม และบุตรชายสายตรงคนโตกลับมายังมาตุภูมิ

สิ่งที่ผู้คนกำลังจับตาดูก็คือ หลังจากนี้ กองทัพเกราะเหล็กโลหิต จะตกไปอยู่ในมือของผู้ใดกันแน่ อีกทั้งเหตุใด เทพสงครามของพวกเขาจึงพ่ายแพ้ศึกได้

สายตาของคนทั้งเมืองหลวงต่างมุ่งไปยังตระกูลเยี่ย ที่มีรากฐานยาวนาน ทว่าตอนนี้ ตระกูลสายตรงของพวกเขา นอกจากบุตรชายคนเล็กที่มีอายุได้เพียง 8 ปีเท่านั้น กับทายาทของเยี่ยหงเสวียนเพิ่งจะมีอายุได้เพียง 2 ขวบปี

ที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นอิสตรีทั้งสิ้น!

บุตรีคนแรกคือ เยี่ยเหวินหนิง ปีนี้อายุเพียง 17 ปี ยังคงเป็นเด็กสาวที่มีใบหน้างดงามอ่อนใส แต่ดวงตาเฉียบคมโดดเด่นฉลาดเฉลียว แม้ภายนอกจะดูเป็นอิสตรีในห้องหอที่งามล้ำมากมารยาท แต่หากพิจารณาดูดี ๆ ก็จะพบว่านางโดดเด่นไม่แพ้ผู้ใด ทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนรู้ว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้มีปัญญาเป็นเลิศ เก่งกาจทั้งการคำนวณ พิณ เดินหมาก เขียนอักษร วาดภาพ นางมีคู่หมายของตัวเองแล้ว แต่เพราะฝ่ายชายยังต้องไว้ทุกข์เนื่องจากญาติผู้ใหญ่เสีย ทำให้ยังไม่ได้สมรสจนบัดนี้

บุตรีคนที่สอง เป็นฝาแฝดกับคนแรก นามว่า เยี่ยฉิงเล่อ อายุ 17 ปี เด็กสาวที่มีบุคลิกทะมัดทะแมง แม้จะเป็นแฝดแต่ใบหน้าไม่คล้ายพี่สาวสักเท่าใดนัก ดวงตาของนางตวัดเชิดเล็กน้อยราวกับตาหงส์ มักชื่นชอบสวมเสื้อผ้าของบุรุษ นางยังไม่มีคู่หมาย มีบุคลิกแก่นแก้วซุกซน ห้าวหาญ นางฝึกวรยุทธ์ ทำให้ไม่เป็นที่นิยมในเมืองหลวงมากนัก เพราะไม่ตรงกับค่านิยมของอิสตรีที่ดีในเมืองหลวง แต่นางหาได้สนไม่

บุตรีคนที่สาม นามว่า เยี่ยฮุ่ยหลัน อายุ 16 ปี เด็กสาวที่สดใสราวกับดอกไม้แรกแย้ม โดดเด่นที่ดวงตากลมโตฉลาดเฉลียว นางมีความสนใจทางด้านการแพทย์ ฝากตัวเป็นศิษย์ของหมอเทวดาที่มีฝีมือราวกับปีศาจ ฝีมือด้านการแพทย์เป็นเลิศ ยังไม่ได้หมั้นหมาย

บุตรีคนที่สี่เป็นน้องคนเล็ก นามว่า เยี่ยเสวี่ยถิง อายุ 15 ปี เป็นเด็กสาวที่มีรูปโฉมงดงามที่สุดในบรรดาพี่น้อง ดวงตาหงส์ที่เด่นชัด ใบหน้าละมุนงดงามอ่อนหวานหาใดเปรียบ เพียงยิ้มหนึ่งครั้งก็ราวกับบุปผาเบ่งบาน อีกทั้งเจ้าตัวยังมีบุคลิกอ่อนช้อยเป็นอย่างยิ่ง เป็นหญิงงามเลิศเป็นหนึ่งไม่มีสอง

ส่วนบุตรชายสายตรงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ เยี่ยหงอัน ตอนนี้มีอายุเพียง 8 ปีเท่านั้น

ทายาทสายตรงของเยี่ยหงเสวียน ที่กำเนิดมาจากฮูหยินเอกเหวินซื่อ นาม เหวินหรูเหว่ย ก็มีเพียงบุตรชายวัย 2 ขวบปี นามว่าเยี่ยกู้ฝานเท่านั้น

ตระกูลเยี่ยไม่นิยมมีอนุ ดังนั้นทายาทของพวกเขา เมื่อสืบไปแล้วก็น้อยจนน่าใจหาย

ถึงจะบอกว่าตระกูลเยี่ยสายหลัก แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาก็ไม่มีตระกูลสายรองด้วยซ้ำ!

มีเพียงเหล่าญาติ ๆ ที่มีเชื้อสายห่างออกไปไม่น้อย ซึ่งแทบจะต่อกันไม่ติด

อีกทั้งการพ่ายศึกสำคัญในครานี้ ก็ทำให้จงเต๋อเสียหัวเมืองเหนือไปหนึ่งเมือง ทำให้คงตงอ๋องที่ยกทัพตามไปช่วยนั้นเสียไพร่พลในมือไปมากมาย แม้ว่าแม่ทัพและรองแม่ทัพจะสละชีพ ทว่ามันก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่สร้างความดีความชอบอะไร

เหล่าขุนนางทั้งหลายกำลังสองจิตสองใจ รอคอยพระดำริจากฮ่องเต้อย่างใกล้ชิด

เพราะถึงตอนนี้จะยังไม่ได้กล่าวโทษลงมา แต่ท่าทีมึนตึงไม่แม้แต่จะกล่าวอาลัย ก็ยิ่งทำให้เหล่าขุนนางได้แต่คาดเดากันไปต่าง ๆ นา ๆ

หลายคนต่างลงความเห็นกันว่าครานี้ เห็นทีจะถึงจุดตกอับของตระกูลเยี่ยเข้าเสียแล้ว

ในโถงใหญ่ของตระกูลเยี่ย ตั้งวางโลงศพเอาไว้สองโลงเคียงกัน ในนั้นคือร่างของขุนศึกผู้กล้าที่สละชีพตนเองอย่างกล้าหาญ

บรรยากาศเศร้าโศกของโถงตั้งศพนี้ช่างชวนให้สลดใจเหลือเกิน

ร่างสี่ร่างนั่งคุกเข่าเคียงกัน เป็นดรุณีที่รูปโฉมแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดดเด่นกันไปคนละแบบ

ผู้ที่อยู่ริมสุดด้านซ้าย ยกธูปขึ้น มองไปยังโลงศพทั้งสอง ดวงตาของนางแดงก่ำ แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมา กล่าวเบา ๆ ว่า

“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ จงหลับพักผ่อนให้สงบเถิด พวกท่านจากไปอย่างมีเกียรติ ไม่ต้องห่วงอันใดทั้งสิ้น เหวินหนิงจะดูแลตระกูลเยี่ยต่อไป ดูแลพี่สะใภ้และหลานชาย ไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”

เยี่ยเหวินหนิงก้มตัวลงคารวะ จากนั้นก็นำธูปไปปัก

เยี่ยฉิงเล่อเองก็มองโลงศพทั้งสองอย่างสะเทือนใจเช่นกัน ในหัวของนางนึกถึงบิดาและพี่ชายที่มักจะตามใจนางอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปล่อยให้นางได้ทำตามใจเสมอ ไม่จำเป็นต้องเดินบนเส้นทางของสตรีในห้องหอ นางเติบโตมาท่ามกลางความรักและความเอาใจใส่ รอยยิ้มของคนทั้งคู่ยังประทับอยู่ในใจ

“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ฉิงเล่อจะดูแลตัวเองให้ดี และจะดูแลพี่น้องทุกคน จะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวังแน่ ขอให้พวกท่านวางใจ”

หญิงสาวที่เข้มแข็งอยู่เสมอ ครั้งนี้นางกลับมีน้ำตาเอ่อคลอที่ดวงตา นางผูกพันกับทั้งสองคนมากจริง ๆ

พวกเขาเป็นครอบครัวอันอบอุ่นในโลกใหม่ของนาง

เยี่ยฮุ่ยหลันเป็นคนที่อ่อนไหวอย่างมาก นางร้องไห้จนตาบวมไปหมด แต่ก็ยังคงพูดออกมาแม้จะปนเสียงสะอื้น

“ท่านพ่อไม่ต้องห่วงท่านย่าและท่านแม่นะเจ้าคะ มีข้าอยู่ ข้าจะดูแลสุขภาพของทั้งสองคนเอง พี่ใหญ่ ข้าจะดูแลพี่สะใภ้และหลานชายให้ดี ท่านอย่าเป็นกังวลเลย”

เยี่ยเสวี่ยถิง ที่แม้จะเปลี่ยนมาเป็นชุดสีขาวล้วน ก็ไม่อาจกลบความงามของนางเอาไว้ได้ ดวงตาที่แดงก่ำเจือความเศร้าอย่างล้ำลึก โฉมงามยิ่งดูเปราะบางราวกับจะแตกหักได้ นางถือธูปเอาไว้ในมือ กล่าวว่า

“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พวกท่านอย่าห่วง ข้าจะช่วยพี่น้องดูแลครอบครัว ดูแลเสี่ยวอันกับกู้ฝานอย่างดี ให้พวกเขาได้เป็นจอหงวนหรือขุนศึกอย่างที่เขาอยากจะเป็น ขอท่านพ่อและพี่ใหญ่จงไปสู่สุคติเถิด” กล่าวจบ น้ำตาของนางก็ไหลลงมาอาบแก้ม

พวกนางทั้งสี่คนแม้ว่าจะเป็นสตรี แต่บ้านสุกลเยี่ยนี้สนิทกันมาก เพราะไม่ได้มีเครือญาติมากมายอะไร ทุกคนจึงผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง

ฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ย จู้ซื่อ นามว่าจู้หว่านเพ่ย มีบุตรชายหลายคนก็จริง แต่โดยส่วนใหญ่ก็สละชีพในสนามรบไปแล้วจนหมด น่าแปลกเหลือเกินที่พวกเขาล้วนแล้วแต่มีบุตรชายทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อบุตรชายเหล่านั้นเติบใหญ่ พวกเขาก็ล้วนก้าวเข้าสู่สมรภูมิ และพลีชีพอย่างกล้าหาญกันไปจนหมด

สุดท้ายเหลือเพียงเยี่ยมู่อันบุตรชายคนสุดท้องที่ก้าวเข้าสู่สมรภูมิและมีความสามารถโดดเด่น ทำให้ได้รับฉายาเทพสงครามมาครอบครอง และสร้างครอบครัวต่อมา

แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หลายปีมานี้ นอกจากบุตรชายคนโตแล้ว เขาก็มีบุตรสาวติด ๆ กัน และทั้งหมดนี้ก็เกิดมาจากฮูหยินใหญ่เพียงคนเดียวเสียด้วย จนกระทั่งได้มีโอกาสมีบุตรชายคนเล็กเพิ่มมาอีกคนเมื่อเร็ว ๆ นี้

คนเมืองหลวงเมื่อครั้งนั้นยังหยอกเย้าเล็ก ๆ กับแม่ทัพใหญ่เยี่ยว่า คงมีวาสนาดอกท้อมากมายเสียแล้ว เพราะมีบุปผาเบ่งบานในตระกูลถึงสี่คนติด ๆ กันเช่นนี้

ตอนนั้นเยี่ยมู่อันไม่มีท่าทีเสียใจ เขาที่ได้พักจากศึกสงครามกลับมาอยู่ที่จวน ยิ้มแฉ่ง รับคำอวยพร และทอดมองบุตรสาวทั้งสี่ของตนเองด้วยสายตารักใคร่ตามใจ

เพราะครานั้นมีบุตรชายคนโตอยู่แล้ว จะได้บุตรสาวเพิ่มเข้ามาอีกสักหลายคน เขาก็ไม่เกี่ยง

แต่ไม่นึกว่าในตอนที่อายุมากกว่านี้อีกสักหน่อย เขาก็ยังมีโอกาสได้บุตรชายคนเล็กมาอีกคน

ทว่าวาสนาของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้กลับน้อยนัก

ในเมืองหลวงตอนนี้ เหล่าชาวบ้านทั้งหลายก็กำลังซุบซิบนินทา ถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยแทบจะสิ้นสายเลือด เหลือไว้เพียงบุตรชายคนเล็กและหลายชายสายตรงเพียงคนเดียวเท่านั้น ว่านี่อาจจะเป็น ‘คำสาป’

คำสาปจากการเข่นฆ่าคนมากเกินไป!

เหล่าบัณฑิตปากกล้าทั้งหลายต่างก็ลอบวิจารณ์กันอย่างลับ ๆ เพราะเดิมพวกเขาก็ไม่ชื่นชอบขุนนางบู๊อยู่แล้ว ดังนั้นการที่กองทัพเกราะเหล็กโลหิตเป็นเหมือนพยัคฆ์ไร้หัวคราวนี้ ก็เข้าทางพวกเขาพอดี

อีกทั้งเพราะพวกเขาไม่เห็นว่าฮ่องเต้จะมีท่าทีอะไรต่อตระกูลเยี่ย ไม่ปูนบำเหน็จ ไม่กล่าวโทษ แต่เพียงเท่านี้พวกเขาก็คิดได้แล้วว่าฮ่องเต้อาจจะไม่พอพระทัยตระกูลเยี่ยลึก ๆ ที่ทำให้เสียหัวเมืองเหนืออันสำคัญไป ดังนั้นพวกเขาจึงกล้าวิจารณ์มากกว่าเดิม

เกิดเป็นข่าวลือมากมายในเมืองหลวง และทำให้เหล่าผู้ที่เคยเป็นมิตรต่อตระกูลเยี่ยรอดูท่าทีอย่างระแวดระวัง

มีเพียงตระกูลที่เป็นมิตรกันโดยแท้เท่านั้นที่มาเคารพศพ

ฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ยที่สวมชุดผ้าป่านสีขาวทึม มองโลงศพของบุตรชายและหลานชายของตนเอง ที่สิ้นชีพไปแล้วด้วยดวงตาเจ็บปวดและโศกเศร้า แต่วูบเดียวมันก็หายไป

นางทนรับความเจ็บปวดมากมายมาเนิ่นนานแล้ว นับตั้งแต่วันแรกที่นางเหยียบเข้ามาในตระกูลเยี่ย ในฐานะของจู้ซื่อ นางก็เป็นคนตระกูลเยี่ย ตายไปก็จะเป็นผีของตระกูลเยี่ย

พวกเขาคือวีรชนผู้กล้าหาญ และคนเหล่านี้ กำเนิดมาจากนาง!

“หัวหงอกต้องมาส่งคนหัวดำอีกแล้ว เฮ้อ!” เสียงแหบพร่าเศร้าลึกของฮูหยินผู้เฒ่าดังขึ้นแผ่วเบา

หญิงสาวที่ยังดูอายุน้อยยืนอยู่ข้าง ๆ นางมีดวงตาแดงก่ำ ในอ้อมกอดมีเด็กชายตัวน้อยวัยสองขวบอยู่ด้วย ใบหน้าของนางงดงามอ่อนหวาน ดวงตากลมมีแววน่าทะนุถนอม ดูราวกับเป็นแก้วที่เปราะบาง

นี่คือเหวินซื่อ ฮูหยินของเยี่ยหงเสวียน บุตรชายคนโตของตระกูลเยี่ยนั่นเอง นางยืนเม้มปากแน่น มองโลงศพของสามีตนเองอย่างสะเทือนใจ ใบหน้าซีดเผือดไปหมด

อีกด้านคือจางซื่อ หรือจางตั้นชวี ฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เยี่ยมู่อัน หรือก็คือมารดาของสตรีทั้งสี่ นางมีใบหน้างามล้ำ แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและอ่อนหวานในคนเดียวกัน ดวงตาแดงก่ำมองโลงศพของสามีและบุตรชายของตน สีหน้าชอกช้ำระกำใจและเศร้าโศก ใบหน้าซีดเผือด ดูไร้เรี่ยวแรงราวกับว่าสามารถล้มลงได้ทุกเมื่อ

มือของนางจูงเด็กชายอายุ 8 ปีเอาไว้ นี่คือเยี่ยหงอัน บุตรชายคนเล็กของแม่ทัพใหญ่ เด็กน้อยมีเค้าหล่อเหลาแต่เด็ก อายุเท่านี้แต่ก็ตัวสูงมากแล้ว ผิดกับเด็กวัยเดียวกัน ใบหน้ามีส่วนของทั้งจางซื่อและแม่ทัพใหญ่ผสมกัน เขาเองก็มองโลงศพทั้งสองด้วยความเศร้าโศกเช่นเดียวกัน

แม้ว่าจะยังเด็กไปสักหน่อย แต่เขาก็เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความสูญเสียแล้ว

เมื่อทั้งสี่พี่น้องเดินออกมาจากโถงตั้งศพ ก็เห็นครอบครัวของพวกนาง ทั้งสี่คนเข้าไปเคารพศพเป็นกลุ่มสุดท้าย เพราะตามธรรมเนียมย่อมต้องเป็นภรรยาและบุตรชายก่อน ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ยไม่สามารถเข้าไปเคารพศพได้ เพราะเป็นธรรมเนียมความเชื่อว่าคนผมขาวไม่ควรส่งคนผมดำนั่นเอง

“ท่านย่า พี่สะใภ้ ท่านแม่ อย่ามาอยู่ตรงนี้เลย ที่นี่ให้หงอันกับพวกเราสลับกันเฝ้าเถอะ ส่วนกู้ฝานยังเล็กนัก พี่สะใภ้พาเขากลับไปพักดี ๆ เถิด ที่นี่มีข้าและน้องสาวอยู่ ไม่ต้องห่วง” เยี่ยเหวินหนิงพูดขึ้นมา มองทุกคนด้วยความห่วงใย

“อืม จางซื่อ เหวินซื่อ พวกเจ้าไปกับข้าเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อได้ยินหลานสาวกล่าวเช่นนี้ นางก็ได้แต่ถอนหายใจ แล้วเรียกให้จางซื่อเข้ามาประคองนางจากไป

“อยู่ทางนี้กับพี่สาว เชื่อฟังและทำตัวสงบเสงี่ยมนะ” จางซื่อหันมาย้ำกับบุตรชายวัยกำลังซน พยักหน้าให้สี่พี่น้อง จากนั้นก็ประคองแม่สามีจากไป

เหวินซื่อเองก็มองทั้งสี่สาวด้วยสายตาฝากฝัง จากนั้นก็อุ้มบุตรชายจากไปเช่นกัน

ทั้งสี่ต้องเฝ้าอยู่ที่โถงจัดพิธี ดังนั้นไม่นานทั้งสี่ก็มานั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่จัดเตรียมเอาไว้ไม่ไกลจากจุดเคารพศพมากนัก

“ข้างนอกเอาแต่พูดกันว่าตระกูลเยี่ยตกอับแล้ว” เยี่ยฉิงเล่อพูดขึ้นมาเบา ๆ สีหน้ายังคงนิ่งเฉย ไม่มีท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจแต่อย่างใด

“เรื่องนี้มีเงื่อนงำมากเกินไปนะ ท่านพ่อและพี่ชายรอบคอบเสมอ จะพ่ายศึกง่าย ๆ ได้อย่างไร” เยี่ยเหวินหนิงพูดขึ้นมา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ

“ศพของท่านพ่อและพี่ชายผิดปกติ ข้าตรวจสอบแล้ว พวกเขาได้รับยาพิษอ่อน ๆ หากตรวจสอบเผิน ๆ จะเป็นเหมือนว่าทั้งคู่ได้รับอาหารไม่สะอาด ทำให้ถ่ายท้องและอ่อนแรง พวกเขาโดนวางยา” เยี่ยฮุ่ยหลันพูดขึ้นด้วยเสียงอันเบา

“พวกเขาโดนอุบายจนตัวตายสินะ เจ้ากำลังจะบอกว่าพวกเขาโดนไส้ศึกวางยา ทำให้พ่ายศึก ข้าเข้าใจถูกหรือไม่” เยี่ยเสวี่ยถิงพูดขึ้น

พวกนางทั้งสี่รวมกับเยี่ยหงอัน นั่งอยู่รวมกัน ในยามที่อยู่กันแบบนี้โดยที่ไม่มีคนนอก พวกนางมักจะเอ่ยคำพูดไม่เกรงใจกันแบบนี้เสมอ

“เหอะ ๆ ครั้งนี้มันเกินไปแล้วจริง ๆ เราไม่อาจให้กองทัพเกราะเหล็กโลหิตตกไปอยู่ในมือของคนนอกได้นะพี่หญิงใหญ่” เยี่ยฉิงเล่อพูด แววตาของนางวาววับ

“เจ้าจะทำอะไร?” เยี่ยเหวินหนิงหันไปหาแฝดของตนเอง ที่เห็นกันมาตั้งแต่เกิด แม้ว่าที่มาของทั้งสองคนจะต่างกัน แต่การเกิดใหม่ครานี้ ก็เกิดมาเป็นฝาแฝดกัน ดังนั้นทั้งสองคนจึงสนิทกันมาก

“ข้าจำต้องเอากองทัพเกราะเหล็กโลหิตมาดูแลให้ได้ ครั้งนี้ฝ่าบาทไม่กล่าวโทษ แต่ก็ไม่ปูนบำเหน็จ ไม่อาจให้พี่น้องในนั้นน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ไหนจะครอบครัวของทหารที่สิ้นไปในสนามรบอีกเล่า ไม่ว่าเรื่องคราวนี้จะเป็นอุบายของผู้ใด แต่เราไม่อาจให้กองทัพแตกกระจายออกไปแบบนี้ได้ จะต้องกู้ชื่อเสียงกลับมาให้ตระกูลเยี่ยอีกครั้ง!” เยี่ยฉิงเล่อพูดพร้อมกับดวงตาคมกริบหมายมาด

“พี่รอง หมายความว่าพี่จะไปที่ชายแดน ควบคุมกองทัพของท่านพ่อเหรอ? แต่จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ในเมื่อท่านไม่ได้มีตำแหน่งทางการทหาร?”

เยี่ยฮุ่ยหลันถามอย่างสงสัย

“ตอนนี้ฮ่องเต้ต้องกำลังคลางแคลงพระทัยในตระกูลเยี่ยแน่ ๆ หากไม่คลางแคลง ก็กำลังจะทอดทิ้งตระกูลเยี่ยแล้ว เพราะเดิมเราก็มีอำนาจทางทหารมากเกินไป ครั้งนี้ได้โอกาสพอดี ข้ามีตราบัญชาการกองทัพเกราะเหล็กโลหิตอยู่ในมือ และมีราชโองการของปฐมกษัตริย์อยู่ว่าตราบใดที่สายเลือดของตระกูลเยี่ยยังอยู่ กองทัพเกราะเหล็กโลหิตจะยังเป็นของตระกูลเยี่ย ข้าจะเอาทั้งสองอย่างนี้ไปเข้าเฝ้า เพื่อขอพระราชโองการไปชายแดนเหนือ” สายตาของเยี่ยฉิงเล่อมีแต่ความมุ่งมั่น

เยี่ยเสวี่ยถิงที่งดงามที่สุด สายตาของนางจดจ้องพี่รองของตนเอง จากนั้นก็ทำท่าคิดพิจารณา แล้วพูดขึ้นมาว่า

“ตอนนี้ตระกูลของเรากำลังขวางทางผู้อื่น เราเหลือเพียงหงอันและกู้ฝาน หากจะปกป้องทั้งสองคนเอาไว้ให้ได้ เราต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ การที่พี่รองไปชายแดน น่าจะเป็นเรื่องตลกของราชสำนักแน่ และอาจจะเป็นช่องโหว่ให้คนอยากจะมาเล่นงานตระกูลเรา เช่นนี้เถิด พี่ใหญ่ ท่านจงเสนอให้ข้าเข้าวังไปเสีย ให้ข้าเข้าไปเป็นตัวประกันของตระกูลเยี่ย เช่นนี้ ฝ่าบาทก็จะลดความระแวงตระกูลของเราลงได้”

“น้องสี่!” เยี่ยฉิงเล่อและเยี่ยฮุ่ยหลันอุทานพร้อมกัน ดวงตาเบิกกว้าง

มีเพียงเยี่ยเหวินหนิงที่มีท่าทีครุ่นคิด ดวงตาเฉียบคมของนางมองน้องเล็กคนนี้ ที่เป็นหนึ่งในคนที่มีชะตาได้มาเกิดร่วมครรภ์มารดากัน

“ราชสำนักไม่มีท่าทีจะสืบหาสาเหตุการตายของท่านพ่อและพี่ใหญ่เลย พวกเขาล้วนฟันธงไปแล้วว่าพวกเขาพ่ายศึก และเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียหัวเมืองเหนือ ดังนั้นเรื่องนี้ยังไม่แน่ว่าฝ่าบาทจะมีเอี่ยวด้วยหรือไม่ น้องเล็ก เจ้าเข้าไปในนั้นก็เท่ากับว่าเข้าไปอยู่ในดงเสือดงจระเข้ เสี่ยงเกินไป ส่วนน้องรอง เรื่องกองทัพข้าเห็นด้วย” เยี่ยเหวินหนิงวิเคราะห์อย่างเคร่งเครียด

นางรู้ดีว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ แต่ตอนนี้พลังการต่อสู้ของตระกูลเยี่ยต่ำเกินไป พวกนางจำต้องคิดให้รอบคอบ เรื่องสำคัญคือต้องรักษากองทัพเกราะเหล็กโลหิตเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนผิด

อย่างน้อยให้ตกเป็นของฮ่องเต้ก็ยังดี แต่หากเป็นขุนนางบู๊ตระกูลอื่น บรรดาขุนพลเหล่านั้น ก็ไม่รู้ว่าจะมีชะตากรรมเป็นอย่างไร

“น้องรอง เจ้าเป็นสตรี ตามธรรมเนียมเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยตนเองไม่ได้ หากอยากจะไปชายแดน ข้าว่าเราไปหาท่านตา ให้ท่านตาช่วยพูดเถอะ เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง ส่วนเรื่องน้องสี่…เจ้าแน่ใจหรือ?” ผู้เป็นพี่หญิงใหญ่หันมาถามเด็กสาววัยแรกแย้มที่แสนจะงดงามเหลือเกิน เรียกได้ว่างามล่มเมืองยังได้

“แหม พี่หญิงใหญ่ ข้าเองก็อยู่เปล่า ๆ จนชิน อีกอย่าง อย่างไรเสียหลังจากที่ไว้ทุกข์แล้ว ก็คงต้องแต่งกับใครสักคนอยู่ดี ไม่สู้…แต่งกับขาใหญ่ที่สุดไปเลยดีกว่า จะได้เอาอาชีพเก่ามาใช้ง่าย ๆ ด้วย” เยี่ยเสวี่ยถิงพูดติดตลก ดวงตาของนางแม้จะมีความเศร้าแต่ก็เต็มไปด้วยความแน่วแน่ นางยังยิ้มออกมาเล็กน้อย เอนกายไปด้านข้าง เกี่ยวเอาผมตัวเองมาเล่น ท่าทางไม่ยี่หระแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์

“เช่นนั้นข้าจะตามพี่รองไปที่ชายแดนเอง ที่นั่นต้องการหมอแน่นอน ข้าช่วยได้!” เยี่ยฮุ่ยหลันได้ฟังคำพูดของทุกคนแล้ว นางก็ขันอาสาขึ้นมาเช่นกัน

“เยี่ยมเลย! ข้าจะได้บู๊ได้สะใจ!” เยี่ยฉิงเล่อยิ้มกว้างให้น้องสาวคนที่สาม

“พี่สาม ที่ชายแดนลำบากมาก ท่านเอาจริงหรือ?” เยี่ยเสวี่ยถิงเบิกตามองพี่สาวคนนี้ของตนเอง

“แน่สิ ไปในฐานะหมอ ก็จะยิ่งเคลื่อนไหวสะดวก ตามสืบเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายด้วย อิสระดี อีกอย่าง อายุของข้ามากกว่าเจ้า แต่ยังไม่มีใครมาหมั้นหมายด้วย ไปที่ชายแดนเสียเลย จะได้หลีกเลี่ยงเรื่องนี้ด้วย เพราะไม่รู้เลยว่าท่านแม่จะจับข้าไปแต่งกับใคร ยิ่งตอนนี้ตระกูลของเรากำลังตกอับเสียด้วย เกรงว่าคนที่เข้ามาก็ใช่ว่าจะดีเด่อะไร” เยี่ยฮุ่ยหลันพยักหน้าอย่างหนักแน่น

พอพูดมาถึงตรงนี้ ทุกคนต่างก็เห็นด้วยไปโดยปริยาย

ตลอดเวลาเยี่ยหงอันวัย 8 ขวบที่นั่งข้าง ๆ พี่หญิงใหญ่ของตน ต่างมองคนนั้นคนนี้พูดคุยกันไม่ห่าง ไม่ได้พูดแทรก เพียงฟังพี่สาวของตัวเองพูดเรื่องราวซับซ้อนมากมายที่ตนเองไม่เข้าใจอยู่เช่นนี้

บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าพี่สาวของตนนั้นพิเศษมาก แต่ก็บอกไม่ถูกว่าพิเศษอย่างไร

แน่นอนว่าที่เด็กน้อยรู้สึกแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

สาเหตุที่ทั้งสี่คนสนิทกันมากขนาดนี้ ก็เพราะทุกคนต่างค้นพบในเวลาอันรวดเร็วว่าพวกนางทั้งสี่ ล้วนมีความทรงจำของชีวิตที่แล้วติดมาด้วยทั้งหมด

หรือก็คือ ทั้งสี่คนล้วนแล้วแต่เป็นชาวทะลุมิติ!

ต่างคนต่างที่มา แต่สุดท้ายเมื่อลืมตาขึ้นมาในโลกใบใหม่นี้อีกครั้ง พวกนางกลับได้มีวาสนามาเป็นพี่น้องกัน

“เอาล่ะ ทีนี้ ก็มาถึงปัญหาใหญ่ของพวกเราแล้วล่ะ” เยี่ยฉิงเล่อเมื่อได้ข้อสรุปแบบนี้แล้วก็ถอนหายใจอย่างหนักใจแล้วพูดต่อ

“เราจะบอกท่านย่า ท่านแม่ พี่สะใภ้อย่างไร?”

เมื่อได้ยินคำถามนี้ เยี่ยเหวินหนิงก็ยกมุมปากขึ้นมา ดวงตาที่เต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวของนางเปล่งประกายวาววับ เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง จากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

“เรื่องนี้…ข้าจัดการเอง”

เมื่อได้ยินแบบนี้ ทั้งสามสาวที่เหลือต่างก็มีสีหน้าวางใจได้แล้ว ไม่มีความไม่แน่ใจและลังเลอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

เยี่ยหงอันมองคนนั้นคนนี้ไปมา สุดท้ายเขาก็ได้รับสายตารักใคร่เอ็นดูจากพี่หญิงใหญ่ของตนเอง และมือนุ่ม ๆ ของนางที่ลูบลงบนหัวของเขา

“หงอัน เรื่องในวันนี้ เจ้าฟังเข้าใจหรือไม่?”

เด็กน้อยยังคงงุนงง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเขาล้วนฟังเข้าใจ

“เข้าใจขอรับ พี่หญิงใหญ่จะทำในสิ่งที่เรียกว่าการใช้อิทธิพลทางด้านคำพูด ทำให้ท่านย่า ท่านแม่ และพี่สะใภ้พ่ายแพ้ได้อีกครั้ง ส่วนพี่หญิงรองจะเดินทางไปบู๊ที่ชายแดนกับเหล่าทหาร เพราะหาสามีไม่ได้ พี่หญิงสามก็จะไปด้วยเพื่อหมายหนีการจับคู่แต่งงาน ส่วนพี่หญิงสี่ก็จะเข้าวังเพื่อไปเกาะขาใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ข้าเข้าใจถูกหรือไม่ขอรับ?”

ทุกคน “…”

มันก็ถูก แต่ทำไมมันฟังดูแปลก ๆ นะ?

“เจ้าเด็กคนนี้! เจ้าอย่าได้ไปพูดเช่นนี้ให้ท่านย่าเจ้าได้ยินเชียวนะ!”

เยี่ยเสวี่ยถิงยกมือขึ้นมาบีบแก้มเด็กน้อยอย่างมันเขี้ยว

เจ้าหนูน้อยผู้นี้ได้พวกนางช่วยกันเลี้ยงดูสั่งสอนมา ตอนนี้กลายเป็นวายร้ายน้อย ๆ ไปเสียแล้ว ดูคำพูดคำจาเข้าสิ

เยี่ยเหวินหนิงลูบหัวน้องชายผู้นี้อีกครั้ง นางบอกอย่างใจเย็นว่า

“เราจำต้องทำทุกอย่างเพื่อให้การตายของท่านพ่อและพี่ชายใหญ่ไม่สูญเปล่า ให้พวกเขาได้สละชีพอย่างเต็มภาคภูมิ และดูแลกองทัพที่เป็นดุจแขนขา ดุจครอบครัวของตระกูลเยี่ยของเรา ไม่ให้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของคนพาล ดังนั้นเพื่อการนี้ พวกข้าจึงได้มาปรึกษากันเช่นนี้ เพราะว่าเจ้ายังเล็ก ยังไม่สามารถรับภาระนี้ได้ไหว แต่ยามเมื่อเจ้าเติบใหญ่ ตระกูลเยี่ยก็ต้องมีเจ้าหรือไม่ก็กู้ฝานเป็นผู้นำแล้ว เข้าใจหรือไม่?”

เมื่อได้ยินแบบนี้ เด็กน้อยก็พยักหน้าอย่างแข็งขัน

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”

ดวงตาของผู้เป็นพี่ใหญ่ที่สุดตรงนี้เต็มไปด้วยความเด็ดขาดและมุ่งมั่ง

สายตาของนางมองเหล่าพี่น้องที่มาจากต่างที่ แต่สุดท้ายในชาตินี้ก็ได้มีโอกาสมีปณิธานร่วมกัน นางกล่าวต่อโดยมองไปยังโลงศพของผู้เป็นบิดาและพี่ชายใหญ่

“ตระกูลเยี่ยจะต้องธำรงค์อยู่ ข้าไม่ยินยอมให้พวกท่านจากไปอย่างมีมลทินอย่างแน่นอน”

พี่น้องอีกสามคนมองตามสายตาของพี่ใหญ่ของพวกตน สายตาของพวกนางมุ่งมั่นเช่นกัน ในใจของพวกนางล้วนคิดตรงกัน

เพื่อตระกูลเยี่ย!

Writer's talk :

บทนำมาแล้วค่า เย่ คิดถึงทุกคนสุด ๆ และคิดถึงการเขียนจีนโบราณสุด ๆ ไปเลยค่ะ

เนื้อเรื่องยังเน้นการอ่านง่าย ๆ ย่อยง่าย ๆ เช่นเคยนะคะ ปมไม่ได้หนักขนาดนั้น เน้นความฟีลกู้ดและความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นหลักค่ะ

หวังว่าทุกคนจะชอบน้า ถ้าชอบก็กดเข้าชั้นเอาไว้นะคะ แต่ถ้ารักเลยก็กดหัวใจดวงโต ๆ กับคอมเมนต์ให้ไรต์บ้าง เพื่อเป็นกำลังใจให้ไรต์ และดันเรื่องนี้ เปิดการมองเห็นให้คนอื่น ๆ เจอนิยายเรื่องนี้กันเยอะ ๆ

เช่นเคยลงวันละตอนจนจบน้า ถ้าวันไหนมาไม่ได้จะแจ้งล่วงหน้าค่ะ

เป็นเรื่องของพี่ใหญ่เยี่ยเหวินหนิงก่อนนะคะ

ยังไม่ได้ตรวจคำผิดค่ะ

รักเสมอ

บทที่ 1 ตระกูลตกอับ

หลังจากจบงานศพที่มีคนมาร่วมเคารพศพน้อยจนแทบนับคนได้ หากไม่นับเหล่านายกองทั้งหลายที่คุ้นเคยกัน หลังจากฝังร่างของแม่ทัพใหญ่เยี่ยมู่อัน และรองแม่ทัพเยี่ยหงเสวียนเรียบร้อยแล้ว บ้านตระกูลเยี่ยก็เข้าสู่ช่วงของการไว้ทุกข์อย่างเต็มรูปแบบ

บ่าวไพร่ต่างก็สวมชุดไว้ทุกข์ บรรยากาศในจวนช่างเงียบเหงาเหลือใจ

และหลังจากเสร็จสิ้นงานเหล่านี้ได้ไม่กี่วัน ตระกูลเยี่ยก็ได้รับข่าวใหญ่จากราชสำนัก ว่างบประมาณทางการทหารที่จะมอบให้กองทัพเกราะเหล็กโลหิต จะลดลงไปมากถึงแปดส่วน!

นี่คือการลงโทษที่พวกเขาแพ้สงคราม!

ในที่สุด นี่ก็คือสิ่งที่ฝ่าบาทคาดโทษลงมา! แม้ว่าเหล่าทหารกล้าทั้งหลายจะอุทิศชีวิตเพื่อแผ่นดินก็ตาม พวกเขาอาจบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ แต่ไร้ซึ่งคำปลอบขวัญจากประมุขของแผ่นดิน แต่กลับเป็นการเพิกเฉยและลงโทษเช่นนี้

แล้วทหารจะไปเอาขวัญกำลังใจมาจากที่ใด?

อีกอย่างกองทัพเกราะเหล็กโลหิตมีจำนวนมากถึงสองแสนคน แม้จะล้มหายตายจากไปบ้าง แต่จำนวนคนประมาณนี้ ต้องกินต้องใช้มากมายขนาดไหน

การลดเงินสนับสนุนกองทัพก็เท่ากับบอกให้พวกเขาไปตายแท้ ๆ !

นี่เป็นปัญหาแรกที่นางต้องเร่งแก้ไข

“พี่หญิงใหญ่ เรื่องใหญ่แล้ว ไม่รู้ว่านี่เป็นพระประสงค์ของฝ่าบาทจริง ๆ หรือว่าเป็นอุบายของใครกันแน่ แต่เราจะปล่อยให้พี่น้องเหล่านั้นอดไม่ได้นะ” เยี่ยฉิงเล่อมาหานางที่ห้อง แล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

นางคลุกคลีกับกองทัพบ่อยกว่าผู้ใด เพราะว่าตอนเด็ก ๆ ชอบตื๊อขอตามท่านพ่อไปยังค่ายทหารนอกเมืองประจำ ทำให้ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับทหารเหล่านั้น ถึงกับเรียกกันเป็นญาติพี่น้องได้เลยทีเดียว

“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เราต้องลงมือให้เร็ว หลังจากนี้ข้าจะไปหาท่านตา ตอนนี้ต้องจัดการเรื่องในบ้านให้เรียบร้อยเสียก่อน”

เยี่ยเหวินหนิงพูดอย่างสุขุม

ชาติที่แล้วของนางคือซีอีโอบริษัทที่มีมูลค่ามากถึงแสนล้านหยวน ดังนั้นนางชินชากับการแก้ปัญหาใหญ่เล็กมาเนิ่นนานแล้ว

“ข้าไปเป็นเพื่อนดีหรือไม่ ช่วยเป็นกำลังเสริมไง” เยี่ยฉิงเล่อพูดติดตลก

“เจ้าน่ะหรือ? จะไปช่วยข้าทะเลาะกับท่านยายมากกว่าน่ะสิ ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเสียเรื่อง ไปทำในสิ่งที่เจ้าทำได้เถิด กองทัพของท่านพ่อยังอยู่นอกเมือง จะออกไปนอกเมืองก่อนก็ได้ ไปสำรวจดูคร่าว ๆ ว่ากองทัพต้องการอะไรบ้าง ปลอบขวัญพวกเขาว่าตระกูลเยี่ยไม่มีทางทอดทิ้งพวกเขาแน่นอน อย่าปล่อยให้คนเหล่านั้นเคว้งคว้างและเสียกำลังใจ” เยี่ยเหวินหนิงบอกน้องสาวฝาแฝดของตน

เมื่อแพ้สงคราม กองทัพเกราะเหล็กโลหิตก็กลับมาพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพ รั้งตั้งค่ายอยู่ที่ค่ายทหารหลวงนอกเมือง

“อื้อ! ไว้ใจข้าได้เลย!” ผู้เป็นน้องสาวรับคำอย่างแข็งขัน จากนั้นก็รีบลุกออกไปทันที

หากเป็นคนอื่นก็คงเข้ากองทัพไปไม่ได้ แต่นางคือเยี่ยฉิงเล่อ นางย่อมมีวิธีการแน่นอน ดังนั้นเยี่ยเหวินหนิงจึงปล่อยให้น้องสาวออกไปจากบ้านอย่างสบายใจ

เยี่ยฉิงเล่อปกป้องตนเองได้ดี อีกอย่างตอนนี้เจ้าตัวก็แต่งตัวราวกับบุรุษผู้หนึ่งอยู่ ดังนั้นนางย่อมไม่เป็นห่วงน้องสาวในเรื่องนี้แน่นอน

“อิงเถา ท่านย่าตื่นหรือยัง?” หญิงสาวถามสาวใช้อันดับหนึ่งของตัวเอง นามว่า อิงเถา มีอายุได้ 19 ปี หน้าตาเรียบร้อยอ่อนหวาน ดูเป็นคนสุขุมรอบคอบ

“คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นได้ครึ่งชั่วยามแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ฮูหยินและฮูหยินน้อยก็อยู่ที่นั่น” อิงเถายอบกายรายงานอย่าง

“อืม เช่นนั้นเราก็ไปหาท่านย่ากันเลย พอดีเลย ข้าจะได้พูดเรื่องนี้ทีเดียว” เยี่ยเหวินหนิงได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ แล้วลุกขึ้นยืนทันที

ขบวนเล็ก ๆ ของนางมีอิงเถาตามมา และยังมีสาวใช้อันดับหนึ่งอีกคนนามว่า หลูเว่ย นางอายุ 19 เท่ากับอิงเถา แต่หน้าตาค่อนไปทางน่ารักสดใสมากกว่า ดูร่าเริงรื่นตารื่นใจ

“คุณหนู ข่าวลือด้านนอกยิ่งมายิ่งน่าเกลียดขึ้นทุกที มีแต่คนบอกว่าตระกูลเยี่ยตกอับเสียแล้ว บ้างก็บอกว่า ไม่แน่ว่าต่อไปอาจโดนฝ่าบาทลงโทษหนักกว่านี้ก็ได้” หลูเว่ยมีนิสัยชื่นชอบเรื่องซุบซิบ นางค่อนข้างเป็นมิตรกับคนง่าย ดังนั้นจึงมักจะคอยเอาข่าวจากตรงนั้นตรงนี้มาบอกเยี่ยเหวินหนิงเสมอ

หญิงสาวได้ฟังข่าวจากด้านนอกจากสาวใช้ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจอันใด ด้วยเดาได้อยู่แล้วว่าต้องมาในทิศทางนี้ อีกทั้งการซุบซิบนินทาเหล่านี้ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีผู้คอยสุมไฟอยู่เบื้องหลัง

คงต้องค่อย ๆ สืบกันไป

“ช่วงนี้จับตาดูข่าวลือข้างนอกให้มากหน่อยล่ะ” นางหันไปย้ำกับสาวใช้

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” หลูเว่ยพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

สายตาของหญิงสาววาววับและคมกริบ ครู่หนึ่งฉายแววครุ่นคิด จากนั้นก็กลับมาสุขุมคัมภีรภาพเช่นเดิม นางเดินอย่างสง่างามตรงไปยังเรือนที่พักของฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ย เพียงไม่นานก็เดินมาถึง

สาวใช้หน้าเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า เมื่อเห็นนางก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม จากนั้นก็เปิดประตูให้นางเข้าไป แล้วบอกว่า

“คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เจริญอาหาร เมื่อวานกินเพียงอาหารเจไปนิดเดียว เช้านี้ก็ดื่มโจ๊กไปได้เพียงไม่กี่คำเท่านั้น จะให้บ่าวตามหมอดีหรือไม่เจ้าคะ?” บ่าวผู้เฒ่าพูดกับนางด้วยเสียงกระซิบ

หญิงสาวชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย เมื่อคิดถึงสถานการณ์ที่เพิ่งเผชิญ นางก็เข้าใจได้ เจอเช่นนี้ใครมันจะไปมีแก่ใจกินอะไรได้ลง แต่นางก็หันไปพยักหน้าให้บ่าวคนนั้น

“เจ้าไปบอกพ่อบ้านให้ไปตามหมอมาดูท่านย่าหน่อย ดูเสร็จแล้วอย่าลืมเอาใบสั่งยาให้น้องสามตรวจดูอีกครั้ง หรือหากนางมาเองได้ ก็ให้นางมาคอยอยู่เป็นเพื่อนท่านย่าให้มากหน่อย คิดว่าอาจเป็นโรคทางใจ ข้าจะเกลี้ยกล่อมท่านย่าให้มาก ๆ ส่วนเจ้าก็คอยดูแลให้ดี มีสิ่งใดรับมือไม่ได้ให้มาบอกข้า อ้อ ไปสั่งห้องครัวให้ทำอาหารเจอ่อน ๆ มาสักสำรับ ข้าจะกินอาหารกับทุกคนที่นี่”

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวเฒ่าราวกับได้คำประกาศิต เมื่อคุณหนูคนโตของจวนพูดเช่นนี้ นางก็มีท่าทีเบาใจขึ้นมา ราวกับว่าไม่ว่าหญิงสาวผู้นี้บอกอะไร ก็ล้วนน่าเชื่อถือไปเสียหมด

ท่าทีเช่นนี้หากเป็นจวนอื่นคงเป็นที่ขบขันของผู้คน

มีอย่างหรือ? ฮูหยินใหญ่ของตระกูลยังอยู่ แถมยังมีฮูหยินน้อย แต่บ่าวกลับเอาความสำคัญมาถามเอากับคุณหนูของบ้าน ที่เป็นสตรีในห้องหอผู้หนึ่ง

ทว่าเรื่องนี้หากจะเล่าก็คงต้องย้อนกันยาว

ตั้งแต่ที่เยี่ยเหวินหนิงเติบโตมาได้เพียงไม่กี่ขวบปี นางก็แสดงความฉลาดเฉลียวออกมาอย่างชัดเจน และมีความสุขุมอันโดดเด่น พูดจาฉะฉาน การพูดจาของนางเพียงไม่กี่ประโยค ก็สามารถทำให้ผู้คนคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้นนางจึงเริ่มเข้ามาดูแลจัดการเรื่องราวในบ้านร่วมกับท่านแม่และพี่สะใภ้ตั้งแต่อายุได้เพียง 8 ปีเท่านั้น และหลังจากนั้นก็แสดงความสามารถอันโดดเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ แอบเอาเงินไปลงทุนทำธุรกิจเล็ก ๆ ข้างนอกจนสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ สุดท้ายเมื่อทุกคนรับรู้แล้ว แทนที่จะต่อว่า พอโดนนางกล่าวเหตุผลใส่ไม่กี่ประโยค ก็พาเอาผู้คนเถียงไม่ออกกันสักประโยคเดียว

เวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เสียงของนางค่อย ๆ มีความสำคัญในบ้านมากขึ้น และเมื่อใดไม่รู้ ที่ฮูหยินใหญ่จางซื่อ และพี่สะใภ้เหวินซื่อ ก็ค่อย ๆ ปล่อยให้นางได้ดูแลจวนเอง ภายใต้การเห็นชอบของฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ย กลายเป็นผู้ที่มีอำนาจที่สุดในบ้านนี้ไปแล้ว หากไม่นับท่านพ่อที่เป็นประมุขของบ้านและพี่ใหญ่ที่เป็นทายาทคนโต

ทว่าตอนนี้ทั้งสองคนก็ไม่อยู่แล้ว ดังนั้นบ้านหลังนี้ นางจึงใหญ่ที่สุด

บ่าวไพร่ทั้งหลายต่างถือเอาคำสั่งของนางเป็นสำคัญ

สาวใช้ที่อยู่หน้าเรือนผู้นั้นมองตามแผ่นหลังของคุณหนูคนโตของบ้าน ที่เดินอย่างสง่างามเข้าไปด้านใน วูบหนึ่งนางรู้สึกได้ถึงอำนาจบางอย่างที่ยากหยั่งถึงจากสตรีที่เอวบางร่างน้อยผู้นี้

หากไม่ได้เห็นนางมาตั้งแต่เล็ก เกรงว่าด้วยท่าทางของนางเช่นนี้ คงคิดว่าได้พบกับผู้สูงศักดิ์สักคนในวังเข้าแล้วเป็นแน่แท้

เยี่ยเหวินหนิงก้าวเดินด้วยฝีเท้ามั่นคงแผ่วเบาตรงตามหลักของ ‘สตรีในห้องหอ’ ทุกประการ เดินเข้ามาด้านใน เมื่อเข้ามาก็เห็นเหล่าคนที่คุ้นเคยทั้งสามคนนั่งอยู่ตรงนั้น ทุกคนล้วนสวมชุดไว้ทุกข์ ไร้ซึ่งเครื่องประดับกายใด ๆ

“เหวินหนิงคารวะท่านย่า ท่านแม่ และพี่สะใภ้เจ้าค่ะ”

จางซื่อมองบุตรสาวด้วยสายตารักใคร่แฝงความเศร้าสร้อยเอาไว้

“มาแล้วหรือ ไยไม่นอนพักสักหน่อย หลายวันมานี้เจ้าเหนื่อยมาก”

นางมีบุตรสาวที่โดดเด่นทั้งสี่คน ต่างมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันไป ในตระกูลเยี่ยที่แต่ก่อนมีบุตรสาวน้อยนัก พวกนางทั้งสี่ต่างได้รับการตามใจมากโดยไม่รู้ตัว ทว่าพวกนางก็เติบโตมาอย่างรู้ความ

โดยเฉพาะบุตรสาวคนโต ไม่เคยทำให้ผู้เป็นแม่ลำบากใจเลยสักครั้ง แถมยังเก่งกาจ จนสามารถวางใจ มอบอำนาจในมือให้นางไป บ้านถึงได้เป็นระเบียบเรียบร้อยมาจนถึงตอนนี้

ช่วงนี้เพิ่งจะเสร็จสิ้นงานศพ ที่งานเรียบร้อยแบบนี้ ล้วนเป็นบุตรสาวคนโตคอยรับมือกับเรื่องราวต่าง ๆ ในขณะที่นางโดนความโศกเศร้ากัดกินในหัวใจ แทบจะตั้งสติไม่ได้

“นอนไปเสียเยอะแล้วเจ้าค่ะ เลยมาดูพวกท่าน ได้ยินว่าท่านย่าไม่เจริญอาหาร นึกเป็นห่วงจึงมากินอาหารเช้าเป็นเพื่อน” เยี่ยเหวินหนิงพูดยิ้ม ๆ

ฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ยมองหลานสาวด้วยสายรักใคร่อาทร จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาหนัก ๆ

“ก็เป็นไปตามวัยนั่นแหละ อีกอย่างแม้จะบอกตนเองว่าควรจะชินกับความสูญเสียเหล่านี้แล้ว แต่เอาเข้าจริง ๆ ใครมันจะไปทำได้”

“หลานเข้าใจเจ้าค่ะ หวังเพียงท่านย่าอย่าได้ทำร้ายตนเอง ตระกูลเยี่ยเรายังต้องการให้ท่านอยู่เป็นหลักของตระกูลเราอยู่นะเจ้าคะ” เยี่ยเหวินหนิงเห็นว่าหญิงชราทำท่าจะลุกขึ้นมา นางจึงเดินเข้าไปประคองอย่างเป็นธรรมชาติ

ทุกคนล้วนมีความเศร้า คนที่ตายไปก็คือบิดาและพี่ชายของนางในชาตินี้ เป็นบุตรชายและหลานชายของสตรีตรงหน้า

หากบอกว่าอย่าเศร้าไปเลย ก็คงเสแสร้งเกินไปแล้ว

“เด็กดี” ฮูหยินผู้เฒ่าจับมือเนียนนุ่มของหลานสาวคนเก่งที่เข้ามาประคองเอาไว้ ตบลงไปเบา ๆ แล้วเดินตามนางไปยังโต๊ะอาหารเช้าอีกครั้งอย่างว่าง่าย

ทุกคนล้วนห่วงสุขภาพของหญิงชรา เพราะปีนี้นางก็อายุ 65 ปีแล้ว หากเป็นโลกปัจจุบันก็ไม่ได้นับว่าอายุมากอะไร ทว่าที่นี่เป็นยุคโบราณ ที่การสาธารณสุขไม่ได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้น ไม่มีโรงพยาบาล อายุเฉลี่ยของผู้คนไม่ได้สูง 65 ปีถือได้ว่าอายุมากแล้ว

โต๊ะอาหารเช้าถูกจัดเอาไว้อีกครั้งตามคำสั่งของนาง บนนั้นยังเป็นอาหารเจเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ดังนั้นอาหารจึงมีแต่ผักและเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ แต่ก็ปรุงอย่างพิธีพิถัน เคี้ยวง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุ

สุดท้ายอาหารมื้อนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ฝืนกินอาหารเพิ่มไปได้อีกเล็กน้อย แต่ก็ถือได้ว่าดีมากแล้ว

ทั้งแม่ของนางและพี่สะใภ้เอง ก็ฝืนกินเข้าไปได้ไม่น้อยเช่นกัน ทุกคนมีใบหน้าซีดเซียวไม่สดใส ซึ่งก็เข้าใจได้อีกนั่นแหละ

หลังจากจบมื้ออาหาร ทุกคนก็มานั่งจิบชาช่วยย่อยกันที่ห้องข้าง

เยี่ยเหวินหนิงได้โอกาสบอกเล่าเรื่องราวที่นางได้ยินมาข้างนอก และเรื่องเกี่ยวกับกองทัพของตระกูลเยี่ย

สีหน้าของคนทั้งห้องพลันเปลี่ยนไป ทั้งสะเทือนใจทั้งเคร่งเครียดและเป็นทุกข์ อีกทั้งยังคาดไม่ถึง

“ฮึ! ตกอับอันใดกัน เพียงเท่านี้ก็ทำราวกับพวกเราเป็นนักโทษประหารไปเสียแล้วหรือ ฝ่าบาทอาจจะแค่ทรงกริ้วก็ได้เลยทำเช่นนี้ อีกอย่างยังไม่ได้คาดโทษลงมาให้ชัดเจน การตัดงบอาจเป็นเพียงการระบายความกริ้วอย่างหนึ่ง จะเรียกว่ามีความผิดได้อย่างไรกัน!” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดพร้อมกับสายตาที่คมกริบ

“ท่านแม่อย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ คนข้างนอกก็พูดไปอย่างนั้นเอง ฝ่าบาทจะทรงทิ้งกองทัพเกราะเหล็กโลหิตไปได้อย่างไรกัน” จางซื่อกล่าว สีหน้าของนางยังคงนิ่งสนิท แต่แววตากลัดกลุ้มไม่อาจหลอกผู้ใดได้ แต่เพียงแวบเดียวนางก็กลับมาสุขุมเช่นเดิม

กลับกัน เหวินซื่อ ผู้เป็นเป็นสะใภ้กลับมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวลชัดเจน

“เช่นนี้จะทำอย่างไรดี? กองทัพเกราะเหล็กโลหิตต้องมีผู้นำ แต่หากต้องตกไปอยู่ในมือผู้อื่นจริง เช่นนี้ ความพยายามที่ผ่านมาของท่านพ่อและหงเสวียนก็สูญเปล่าน่ะสิ”

“ดังนั้นเรื่องนี้เราจะช้าไม่ได้ ข้ามีความคิดหนึ่ง ขอให้ท่านย่าและทุกคนโปรดพิจารณา” เยี่ยเหวินหนิงค่อย ๆ พูดเรื่องที่นางหารือกับเหล่าพี่น้องออกมา

เมื่อทุกคนได้ยินความคิดเหล่านั้นก็ยิ่งขมวดคิ้ว

คนที่พูดขึ้นมาก่อนก็คือฮูหยินผู้เฒ่า “เหลวไหล! จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ชายแดนเหนืออันตรายเกินไป ฉิงเล่อและฮุ่ยหลันล้วนเป็นอิสตรี แม้เก่งกล้าปานใดแต่จะให้ไปอยู่ร่วมกับเหล่าทหารในกองทัพ เสี่ยงเกินไปแล้ว! อีกอย่าง…วังหลวงงั้นหรือ ไม่ได้! นั่นเสี่ยงที่สุดแล้ว นั่นมันถ้ำเสือบึงมังกรชัด ๆ ย่าไม่เห็นด้วย! เรื่องกองทัพ เราสามารถมอบให้พันธมิตรของตระกูลเยี่ยเหล่านั้นดูแลต่อก็ได้ รอจนหงอันเติบใหญ่ ก็มารับช่วงต่อไป”

นางรู้ดีว่าเหล่าทหารทั้งหลายนั้นเป็นเช่นไร สามีของนางเคยพูดให้ฟังออกบ่อยไป พวกเขาวัน ๆ เอาแต่อยู่ในค่าย ไม่ค่อยได้พบสตรีมากนัก เกิดพวกเขาหน้ามืดตามัวขึ้นมาจะทำอย่างไร ไม่อาจให้หลานสาวที่แสนล้ำค่าของตระกูลไปเสี่ยงได้

อีกอย่างในวังหลวงก็อันตรายมาก ฝ่าบาทพระองค์นี้แม้เที่ยงธรรม แต่ก็มีฮองเฮาอยู่แล้ว แถมยังมีเหล่าสนมจนครบตำแหน่งหมดแล้วด้วย หลานสาวของนางแม้งดงามหยาดเยิ้ม ทว่าฝ่าบาทมิใช่คนที่ลุ่มหลงในรูปโฉมของสตรี ดังนั้นเข้าไปในนั้นไม่เพียงต้องเริ่มจากการเป็นสนมชั้นน้อย ยังต้องต่อสู้ด้วยตนเองเพื่อให้อยู่รอดได้ เหล่าสนมทั้งหลายไม่ได้เรียบง่ายปานนั้นเสียหน่อย ล้วนเป็นสตรีชั้นสูงจากตระกูลใหญ่ ๆ ทั้งสิ้น มากน้อยพวกนางก็ล้วนมีอุบายเป็นของตัวเอง

จะเสี่ยงเพียงนั้นได้อย่างไร!

ราวกับคาดเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าหญิงชราจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เยี่ยเหวินหนิงกล่าวต่อด้วยสีหน้านิ่ง ๆ

“ท่านย่า ท่านลองคิดถึงข้อดีข้อเสียในตอนนี้ให้ดี กองทัพเกราะเหล็กโลหิตของท่านพ่อและพี่ชายพ่ายศึกกลับมา ฮ่องเต้ไม่ปูนบำเหน็จแถมยังกล่าวโทษ พี่น้องเป็นแสนชีวิตกำลังเป็นเหมือนเนื้อหมูบนเขียงให้ผู้อื่นจับจ้อง เพราะตอนนี้ปราศจากแม่ทัพและรองแม่ทัพคนสำคัญที่คอยสั่งการแล้ว แม้ว่าตราทัพจะอยู่ที่เรา แต่ก็มีคนชั่วที่คิดจะมาช่วงชิงเอาไปเมื่อไรก็ได้”

หญิงสาวมองไปยังดวงตาสั่นไหวของหญิงชรา แล้วพูดต่อทันที

“สถานการณ์เช่นนี้สุ่มเสี่ยงเหลือเกิน เราเหมือนเผือกร้อน พวกเขาอยากกินใจจะขาดแต่ก็ไม่กล้าโฉ่งฉ่าง แน่นอนว่าตอนนี้ฝ่าบาทย่อมกำลังจับจ้องมาที่ตระกูลของเราอยู่แน่นอน ขอเพียงเราเข้าหาตระกูลอื่นใดสักตระกูล ไม่แน่ ความแคลงพระทัยของฝ่าบาทอาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้ ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่ายกกองทัพให้พันธมิตรไปดูแล้ว จะไม่เป็นการไปหาเรื่องเดือดร้อนมาสู่พวกเขา ไม่สู้…เอากองทัพของเราเข้าไปอยู่ภายใต้พระเนตรของฝ่าบาท ให้ฉิงเล่อเข้าไปควบคุม หนึ่งทำให้ศัตรูตายใจ สองทำให้ฝ่าบาทคลายกริ้ว และไม่ระแวงตระกูลเยี่ยเพิ่มขึ้น”

อันที่จริงแล้วกองทัพของตระกูลเยี่ยมีความพิเศษมากอยู่อย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นตระกูลเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ช่วงที่ก่อตั้งราชวงศ์ ดังนั้นจึงมีราชโองการจากปฐมกษัตริย์เอาไว้ว่า กองทัพตระกูลเยี่ย จะไม่ถูกปกครองโดยตระกูลอื่นใดทั้งสิ้น หากมีวันใดที่สายเลือดตระกูลเยี่ยหมดสิ้นแล้ว ก็จะคืนอำนาจการนำทัพนั้นให้ฮ่องเต้ของสมัยนั้น และห้ามมิให้ฮ่องเต้องค์ใดก็ตาม ยกอำนาจการบัญชาทัพของตระกูลเยี่ยนี้ไปให้ผู้อื่นด้วย เว้นแต่ว่าตระกูลเยี่ยจะยินยอมยกให้เอง

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หากตระกูลเยี่ยกางราชโองการของปฐมกษัตริย์ออกมาตรงหน้า แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่มีสิทธิ์แต่งตั้งผู้อื่นที่ไม่ใช่ตระกูลเยี่ยมานำทัพเกราะเหล็กโลหิตนั่นเอง

ดังนั้นกองทัพตระกูลเยี่ยจึงเป็นที่น่าเกรงขามต่อเหล่าขุนนางมาโดยตลอด บางที่อาจจะถึงขั้นเป็นตะปูในตา และมักจะโดนจับตามอง อีกทั้งหากมีผู้ไม่หวังดีขึ้นมา พวกเขาก็อาจจะไปยั่วยุ เป่าหูประมุขแผ่นดินว่าตระกูลของพวกนางคิดการใหญ่ก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น

หรือร้ายแรงที่สุดเลยก็คือ สร้างความขุ่นเคืองพระทัยให้กับประมุขแผ่นดิน ที่ต้องการควบคุมทุกอย่างโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนพวกเขาโดนกำจัดเสียเอง!

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้พวกนางสี่พี่น้องปรึกษากันแล้ว ว่าสมควรออกมาในรูปแบบนี้

จุดประสงค์ของพวกนางเรียบง่ายมาก คือต้องการดูแลพี่น้องในกองทัพ และนำพาพวกเขากลับไปกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองที่ชายแดนเหนือกลับคืนมา

ฮูหยินผู้เฒ่าที่ได้ฟังเหตุผลของหลานสาว นางก็เงียบไป เช่นเดียวกับทุกคนในห้องนั้น

พวกนางเคยชินกับการฟังเหตุผลที่ยืดยาวของเยี่ยเหวินหนิงมาแล้ว และเป็นอีกครั้งที่พวกนางไม่อาจโต้แย้งได้

ริมฝีปากของหญิงชราเม้มแน่น

จางซื่อมองบุตรสาวที่ทำให้นางภูมิใจเสมอมานิ่ง สุดท้ายก็พูดออกมาว่า

“แผนนี้พวกเจ้าคงคิดปรึกษากันมาดีแล้วสินะ”

นับว่านางรู้จักเหล่าบุตรสาวของตัวเองดีเกินไป

“ท่านแม่ ไม่มีวิธีอื่นแล้ว หากปล่อยให้โดนเล่นงาน เราก็ไม่อาจรักษาอะไรเอาไว้ได้เลย เผลอ ๆ แม้แต่ตระกูลเยี่ย…เราก็อาจจะเก็บเอาไว้ไม่ได้”

ที่พูดเช่นนี้เพราะรู้ดีว่าตระกูลของพวกเขา ไม่ใช่ว่าไม่มีศัตรูทางการเมืองเลย ตระกูลขุนนางบู๊บางตระกูล ขุนนางบุ๋นอีกหลายตระกูล แม้ว่าตระกูลเยี่ยจะไม่เคยได้เข้าท้องพระโรง และอยู่ที่ชายแดนเหนือเป็นหลัก แต่ก็โดดเด่นเหนือผู้ใด อภิสิทธิ์และบารมีมากมายเหลือเกิน ผู้อื่นอิจฉาตาร้อนมานานเพียงไรก็สุดรู้

ตอนนี้ทายาทของตระกูลก็ยังเป็นเพียงเด็กที่มีอายุ 8 ขวบปีเท่านั้น อย่างน้อยต้องใช้เวลาอีก 7 ปี จึงจะบ่มเพาะเขาให้เติบใหญ่ขึ้นมาอย่างมีคุณภาพได้

“ท่านแม่ ท่านลองคิดดู แม้ว่าพวกเขาจะไม่อาจกลืนกินกองทัพตระกูลเยี่ยโดยตรง โดยการทูลขอฝ่าบาทให้มีพระบัญชาลงมา แต่อาจจะบีบบังคับเราทางคำพูด หากพวกเขามาวางแผนกับน้อง ๆ เล่า? ฉิงเล่อยังไม่มีคู่หมั้น ฮุ่ยหลันก็เช่นกัน ไหนจะเสวี่ยถิงที่งดงามเป็นเลิศ หากมาตรง ๆ เรายังปฏิเสธได้ หากว่าโดนอุบายสกปรกเล่า? จะปฏิเสธอย่างไร? แล้วหากโดนไปแล้ว ยิ่งทำให้ฝ่าบาทขัดเคืองพระทัยเล่า?”

เยี่ยเหวินหนิงจี้จุดเจ็บของทุกคนในทันใด

“การส่งฉิงเล่อและฮุ่ยหลันไปชายแดนเหนือ อย่างน้อยอยู่ในการดูแลของคนเก่าแก่ของท่านพ่อและพี่ชาย ข้าว่ายังวางใจได้มากกว่านะเจ้าคะ อีกอย่างการส่งเสวี่ยถิงเข้าวัง ก็ยังสามารถเป็นหลักประกันให้ฝ่าบาทได้ ทำให้คนที่คิดจะแตะต้องตระกูลเยี่ยต้องล่าถอยออกไป เรื่องความปลอดภัยของนาง แม้ว่าวังหลวงจะอันตราย แต่หากฝ่าบาทอยากจะกุมอำนาจในกองทัพของตระกูลเยี่ยเอาไว้ให้ได้ด้วยตนเอง ก็สมควรต้องปกป้องนางเอาไว้ให้ดี นางจะปลอดภัยแน่นอน ยิงธนูดอกเดียวได้นกหลายตัวมีสิ่งใดที่ไม่ดีกัน? เผลอ ๆ การที่บุตรีของตระกูลเยี่ยจะไม่สมรสเลยสักคน อาจจะเป็นการดีที่สุดต่อฝ่าบาทก็เป็นได้”

เมื่ออธิบายเช่นนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นเหตุผลที่ค่อนข้างรอบคอบจริง ๆ

ตระกูลเยี่ยยังมีบุตรสาวที่ไม่ได้ออกเรือนอยู่ถึงสี่คน!

เยี่ยเหวินหนิงแม้ว่าจะหมั้นหมายแล้ว แต่นางก็คงจะไม่แต่งงานเร็ว ๆ นี้ เพราะยังต้องไว้ทุกข์ แต่อีกสามคนที่เหลือล่ะ?

ในเมืองหลวง อุบายสกปรกใดบ้างที่ชนชั้นสูงไม่กล้าทำ

เมื่อได้ยินแบบนี้ สีหน้าสุขุมปนทุกข์ของจางซื่อก็ยิ่งชัดเจน จากนั้นก็ถอนหายใจเฮือก

“เอาเถิด ข้าไม่อาจเถียงเอาชนะเจ้าได้ ถือว่าเจ้าคิดถูก เช่นนั้น เจ้าจะทำเช่นไรต่อไป?”

ตลอดเวลาฮูหยินผู้เฒ่าไม่พูดขึ้นมาอีก สีหน้าของนางหนักใจ แต่ก็ชัดเจนว่านางก็เห็นด้วย

เหวินซื่อไม่พูดอะไรเช่นกัน แต่นางนั่งหน้าซีดเผือด เห็นได้ชัดว่ารู้ดีว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด

การใช้อุบายผ่านการแต่งงานก็ไม่ใช่ว่ามีให้เห็นเรื่อย ๆ หรอกหรือ นี่เป็นเรื่องปกติธรรมดามากจริง ๆ ในชนชั้นสูงเหล่านี้ นางเองก็มิใช่ว่าเพราะตระกูลเดิมอยากดองกับตระกูลเยี่ยหรอกหรือ จึงได้แต่งเข้ามา

เยี่ยเหวินหนิงเห็นแล้วว่าทุกคนยินยอม ในใจของนางจึงผ่อนคลายมากกว่าเดิม

“ข้าจะไปพบท่านตา ขอให้ท่านตาเข้าเฝ้าฝ่าบาท บอกเรื่องที่ข้าคิดเอาไว้ออกไปเจ้าค่ะ”

และนางคิดว่าหากฮ่องเต้ฉลาดพอ พระองค์จะรับข้อเสนอนี้ของนางอย่างแน่นอน

เยี่ยเหวินหนิงอยู่ในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่านานถึงสองชั่วยามกว่า ๆ จากนั้นจึงเดินกลับออกมา

เมื่อผ่านทางสวนดอกไม้ ก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยของเยี่ยฮุ่ยหลันที่ยืนรี ๆ รอ ๆ อยู่ไม่ไกล ในมือของนางจับจูงเด็กชายเยี่ยหงอันตัวน้อยเอาไว้ สายตาของผู้เป็นพี่สาวคนโตจึงอ่อนโยนลง และฉายแววเอ็นดู

“พี่ใหญ่! เป็นอย่างไรบ้าง? สำเร็จหรือไม่?” เยี่ยฮุ่ยหลันถามอย่างตื่นเต้น

หญิงสาวเพียงพยักหน้ายิ้ม ๆ

“เห็นไหม? ข้าบอกแล้วว่าทุกคนล้วนพูดสู้พี่หญิงใหญ่ไม่ได้สักคน พี่หญิงสามอย่ากังวลไปเลย” เด็กน้อยทำท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่เสียเต็มประดา ท่าทางที่แสดงออกว่า ‘ข้าคิดเอาไว้’ ดูน่าหมั่นไส้มาก

เยี่ยเหวินหนิงอดไม่ไหว ยื่นมือไปหยิกแก้มของน้องชายคนนี้เบา ๆ

คราแรกนางยังแอบสงสัยว่าน้องชายก็เป็นชาวข้ามมิติมาด้วยอีกคนหรือไม่ แต่ยิ่งนานวัน ก็ยิ่งแน่ใจว่าเด็กน้อยคนนี้เพียงแค่ฉลาดหลักแหลมและซุกซนมากเท่านั้น

สุรปแล้ว มีเพียงสี่พี่น้องเท่านั้นที่เป็นเพื่อนพ้องร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

นางหันไปมองเยี่ยฮุ่ยหลัน แล้วบอกว่า “ก่อนที่ท่านย่าและท่านแม่จะหาข้ออ้างอื่นใดได้ ข้าว่าพวกเจ้าสมควรเร่งเดินทาง แต่ระหว่างนี้ข้าจะต้องไปรวบรวมทรัพย์สินเพื่อบำรุงกองทัพเสียก่อน การโดนตัดงบทางการทหารโหดร้ายเกินไป เจ้าคิดว่าจะเดินทางเมื่อไร ก็ไปปรึกษาน้องรองให้ดี อ้อ ก่อนจากไปก็ช่วยอยู่เป็นเพื่อนท่านย่าให้มากหน่อย นางตรอมใจ กินอาหารได้น้อย”

“ข้าเข้าใจแล้ว” เยี่ยฮุ่ยหลันยิ้มอย่างดีใจ พยักหน้ารับหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน ในหัวนึกถึงสูตรยามากมาย

นางที่เป็นหมอแผนโบราณและแผนปัจจุบันจากศตวรรษที่ 22 ช่างไม่ชินเอาเสียเลยที่จะต้องมาโดนจับแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย

ตอนนี้นางยังเป็นเยาวชนอยู่เลยนะ!

ขนาดหญิงมั่นอย่างพี่หญิงใหญ่ของนางยังหลีกหนีธรรมเนียมนี้ไปไม่ได้ เพราะมันเป็นค่านิยมของสังคม โชคดีที่บ้านฝ่ายชายเกิดมีญาติผู้ใหญ่เสีย ทำให้ทางนั้นต้องไว้ทุกข์ยาวนานถึงสามปี ยืดเวลาออกไปได้อีกหน่อย ตอนนี้ญาติทางฝั่งนี้เสียชีวิตบ้าง ต้องไว้ทุกข์ต่ออีกสามปี ก็ไม่รู้ทางนั้นจะว่าอย่างไรบ้าง

“พี่หญิงสาม ไม่ใช่ว่าพอท่านไปชายแดน ข้าจะได้พี่เขยจากที่นั่นนะ” เด็กน้อยหันมาหาพี่สาวอีกคน พูดด้วยน้ำเสียงซุกซน ดวงตาเปล่งประกาย

ทั้งสองสาวมองหน้ากันและกันไปมา

เยี่ยฮุ่ยหลันเอามือลูบหัวของน้องชายแล้วบอกว่า

“เหลวไหล! จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร วัน ๆ หนึ่งข้าพบแต่ผู้ป่วย ยังไม่คิดเรื่องนี้หรอก!”

แต่คนกระทำหรือจะสู้ฟ้าลิขิต

ใครเลยจะคิด ว่าการเดินทางครั้งนี้ของสี่พี่น้อง จะนำมาซึ่งโชคชะตาอันแสนจะอัศจรรย์พันลึกเหลือเกิน

แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวในภายหลัง

ละครหลังม่าน

เยี่ยเหวินหนิง : ต้องไปชายแดนเพราะจำเป็น /// โน้มน้าวทุกคน

ทุกคน : อ๋อ พูดมีเหตุผล /// พยักหน้าเคลิ้มตาม

เยี่ยฉิงเล่อ : ข้าคิดว่าข้าอาจจะโดนจับแต่งงาน พอดีเลย ได้ช่องหนีแล้ว! /// ยิ้มหน้าบาน

เยี่ยฮุ่ยหลัน : ข้าไปด้วย! /// เก็บของอย่างไว

เยี่ยเสวี่ยถิง : ข้าจะได้ไปเกาะขาใหญ่แล้วสินะ /// สะบัดผม แคะเล็บ

เยี่ยเหวินหนิง : ช่วยได้เท่านี้ ที่เหลือก็ตัวใครตัวมันนะ

เยี่ยหงอัน : ทุกคน! พวกพี่สาวมีเจตนาแอบแฝงขอรับ!

Writer's talk :

น้องเหวินหนิงมีฝีปากเป็นเลิศ พูดทีอย่างกับมีสาลิกาลิ้นทอง ไม่รู้คนฟังเถียงไม่ทันหรือคิดตามไม่ทันกันแน่ 555

มีคนชอบน้องหงอันกันเต็มเลย เด็กน้อยมีอนาคตที่ช็อตฟีลเก่ง โดนบรรดาพี่สาวหล่อหลอมมาอย่างดี หุหุ

เดี๋ยวน้องมาบ่อย ๆ แน่นอนค่ะ

เรื่องนี้บทสนทนาหรือการบรรยายอาจจะเยอะไปนิด หากรู้สึกว่าเนื้อเรื่องยืดไปแจ้งได้นะคะ แต่คนที่รู้สไตล์กันดีก็อยากจะให้ค่อย ๆ ละเลียดอ่านรายละเอียดทีละน้อย ในตอนที่ไรต์ซัดเนื้อหาเข้ามาตูม ๆ จะได้ไม่งงค่ะ

มีคนชอบเรื่องนี้เยอะไรต์ก็ดีใจ อย่าลืมกดเข้าชั้นเอาไว้ จะคอมเมนต์ก็ดี หากรักเลยก็กดหัวใจมอบให้กันบ้าง ช่วยดันให้นิยายโดนมองเห็นเยอะ ๆ หน่อยนะคะ จะได้มีเพื่อน ๆ นักอ่านมาร่วมหวีดกันเยอะ ๆ ค่ะ

ยังไม่ได้ตรวจคำผิดน้า

รักเสมอ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...