โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นโยบายแจกเงินอัดฉีด ความหวังเศรษฐกิจที่อาจไม่เป็นไปตามคาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 มี.ค. 2568 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2568 เวลา 09.15 น.

คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : เพ็ญพิชชา สกลวิทยานนท์ BNOMICS : ธนาคารกรุงเทพ

เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวรัฐบาลมักใช้ “มาตรการเงินโอน” (Cash Transfer Programs) เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมุ่งเพิ่มอำนาจซื้อของประชาชน กระตุ้นอุปสงค์ และในบางกรณีช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของมาตรการนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนและโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยรวม หากประชาชนเลือกออมเงินแทนการใช้จ่าย หรือใช้เงินเพื่อชำระหนี้แทนการบริโภค การกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง

พัฒนาการของมาตรการเงินโอนในไทย ประเทศไทยมีการดำเนินมาตรการเงินโอนในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ตัวอย่างเช่น

– เช็คช่วยชาติ (2552) แจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
– เพิ่มรายได้แก่เกษตรกร (2557) โอนเงินให้เกษตรกรเพื่อพยุงเศรษฐกิจฐานราก
– กองทุนประชารัฐสวัสดิการ (2560-2566) เพิ่มเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
– เราไม่ทิ้งกัน (2563) แจกเงินเยียวยาโควิด-19 5,000 บาท/เดือน
– คนละครึ่ง (2563-2565) รัฐช่วยออกครึ่งหนึ่ง กระตุ้นการบริโภค
– เราชนะ (2564) แจกเงินให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง
– Digital Wallet (2567) แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ผลลัพธ์ระยะยาวยังขึ้นอยู่กับว่าเงินถูกนำไปใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหรือไม่

ช่องว่างระหว่างปริมาณเงินและ GDP : บ่งชี้ปัญหาทางเศรษฐกิจ

แม้ว่ามาตรการเงินโอนจะช่วยเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ (Money Supply) แต่หากพิจารณาสถิติพบว่าช่องว่างระหว่างปริมาณเงินและ GDP ของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วงหลังปี 2562 สะท้อนว่าปริมาณเงินที่ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของมาตรการ ได้แก่ อัตราการหมุนเวียนของเงิน (Velocity of Money) ที่มีแนวโน้มลดลง

และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาการใช้จ่ายของภาครัฐมากกว่าการลงทุนของภาคเอกชน

Money Velocity : ดัชนีวัดความมีประสิทธิภาพของสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ

อัตราการหมุนเวียนของเงิน (Money Velocity) เป็นตัวชี้วัดว่ามีการใช้จ่ายเงินในระบบเศรษฐกิจเร็วเพียงใด โดยคำนวณจากตัวเลข GDP หารด้วย Money Supply

ถ้าค่า Velocity สูง = เงินถูกใช้จ่ายบ่อย เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ถ้าค่า Velocity ต่ำ = คนออมเงินมากกว่าจับจ่าย ใช้หนี้มากกว่าลงทุน

ทำไมการเพิ่มปริมาณเงินจึงไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่คาดหวัง

แม้ว่าปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่อัตราการหมุนเวียนของเงินในประเทศไทยกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2567 พบว่าค่า Money Velocity อยู่ที่เพียง 0.71 เท่า แสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนมากถูกสะสมอยู่ในระบบ แทนที่จะถูกใช้จ่ายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สาเหตุสำคัญ ได้แก่

– ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เงินถูกนำไปชำระหนี้แทนการบริโภค
– เศรษฐกิจชะลอตัว และความไม่แน่นอน ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่าย
-รายได้แท้จริงเติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ ทำให้คนมีเงิน แต่ใช้จ่ายน้อยลง

บทเรียนจากต่างประเทศ : แจกเงินช่วยเศรษฐกิจได้จริงหรือ

“สหรัฐอเมริกา” กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่เงินถูกออมมากขึ้นในรอบหลัง

สหรัฐแจกเงิน Stimulus Checks สามรอบในช่วงโควิด-19 คือ $1,200, $600 และ $1,400 ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วในรอบแรก แต่ในการแจกเงินรอบหลัง คนเริ่มออมเงินมากขึ้น ใช้จ่ายเพียง 20% ของเงินที่ได้รับ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภาระหนี้

“ญี่ปุ่น” แจกแสนเยน แต่ประชาชนเลือกออมมากกว่า

ญี่ปุ่นแจกเงินสด 100,000 เยนต่อคน ในปี 2020 หวังเพิ่มการบริโภค แต่ผลสำรวจพบว่าประชาชนใช้จ่ายเพียง 10% ของเงินที่ได้รับ ที่เหลือถูกเก็บออม สะท้อนวัฒนธรรมการออมที่สูง ทำให้มาตรการไม่ได้ผลเต็มที่

“เยอรมนี” Kinderbonus (เงินช่วยเหลือเด็ก) ไม่เข้าสู่เศรษฐกิจมากนัก

รัฐบาลเยอรมันแจกเงิน 300 ยูโรต่อเด็กหนึ่งคน ในปี 2020 และในปี 2021 แจกเพิ่มอีก 150 ยูโร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ธนาคารกลางเยอรมันพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เลือกออมเงินมากกว่าการใช้จ่าย ทำให้ผลกระตุ้นเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาด

“เคนยา” เงินโอนให้คนยากจน สร้างผลคูณทางเศรษฐกิจสูงถึง 2.5 เท่า

ในปี 2014 เคนยาแจกเงินสด 1,000 ดอลลาร์ให้ครัวเรือนยากจน และพบว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่แจกไป ก่อให้เกิดการใช้จ่ายและรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2.5 ดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าการแจกเงินสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจได้ หากเงินไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่ขาดแคลนจริง ๆ

อัดฉีดเงิน # การกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

การแจกเงินช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่หากประชาชนเลือกออมมากกว่าจับจ่าย เงินที่อัดฉีดเข้าไปก็อาจไม่เกิดผลหมุนเวียนที่ต้องการ ทางออกที่ได้ผลกว่าคือ

– ลดภาระหนี้ครัวเรือน ลดแรงกดดันด้านการเงิน
– สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและนักลงทุน ส่งเสริมความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
– กระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน ให้เงินหมุนเวียนเข้าสู่การผลิต
– เงินไม่ใช่คำตอบเดียวของปัญหาเศรษฐกิจ
– การอัดฉีดเงินเข้าเศรษฐกิจเป็นเพียงเครื่องมือระยะสั้น แต่ไม่สามารถทดแทนการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้

– ถ้าผู้บริโภคและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น เงินที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ถูกใช้จ่ายในระบบ แต่กลายเป็นเงินออมที่ไม่ถูกนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจ
– การกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องมาจากการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่าการใช้จ่ายชั่วคราว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นโยบายแจกเงินอัดฉีด ความหวังเศรษฐกิจที่อาจไม่เป็นไปตามคาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...