สัปเหร่อยันไม่ได้เผาใคร 2 เดือน ปมโครงกระดูกปริศนาโผล่คาเตาเผา
สัปเหร่อยันไม่ได้เผาใคร 2 เดือน! ไขปมโครงกระดูกปริศนาโผล่คาเตาเผาวัดร้อยเอ็ด
จากกรณีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ผู้นำชุมชนและชาวบ้านบ้านหนองคูโคก หมู่ 3 และหมู่ 8 ตำบลหนองแวงควง อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ช่วยกันทำความสะอาดบริเวณเมรุ เพื่อเตรียมสถานที่ประกอบพิธีฌาปนกิจศพลูกบ้าน แต่กลับพบชิ้นส่วนโครงกระดูกปริศนาอยู่ภายในถาดเผาของเตาเผาบนเมรุ ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองแวงควง พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและแพทย์เวรเข้าตรวจสอบ
ล่าสุดเช้าวันนี้ (11 มิถุนายน 2569) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยัง เมรุวัดหนองคูโคก ตำบลหนองแวงควง อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี พบว่าเมรุแห่งดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณด้านนอกของพื้นที่วัด และมีทางเข้าออกแยกจากตัววัดอย่างชัดเจน
จากการตรวจสอบบริเวณ ประตูทางเข้า–ออกเมรุ พบว่าประตูอยู่ในสภาพชำรุด โดยเฉพาะล้อเลื่อนของประตูเกิดความเสียหาย ทำให้ไม่สามารถปิดล็อกได้ตามปกติ ส่งผลให้บุคคลทั่วไปสามารถเดินทางเข้าออกพื้นที่เมรุได้ตลอดเวลา โดยไม่สามารถควบคุมหรือจำกัดบุคคลเข้า-ออกได้ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อาจมีผู้ลักลอบนำศพหรือชิ้นส่วนกระดูกจากภายนอกเข้ามาเผาภายในเมรุแห่งนี้
ขณะเดียวกันจากการสังเกตสภาพบริเวณจุดพบกระดูกภายในเตาเผา พบว่าชิ้นส่วนกระดูกมีลักษณะผ่านการเผามาแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง และบริเวณโดยรอบเริ่มมีใยแมงมุมปกคลุม เบื้องต้นจึงคาดว่ากระดูกดังกล่าวอาจถูกนำมาเผาและทิ้งไว้นาน ไม่น้อยกว่า 1 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสัปเหร่อประจำเมรุที่ระบุว่า เมรุแห่งนี้ไม่มีการใช้งานเผาศพมานานประมาณ 1–2 เดือน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า โครงกระดูกที่พบเป็นเพศชายหรือหญิง อายุเท่าใด หรือเป็นบุคคลใด เนื่องจากต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด ทั้งการตรวจชิ้นส่วนกระดูกและการเก็บสารพันธุกรรม หรือ DNA เพื่อใช้เปรียบเทียบกับญาติของผู้สูญหายหรือผู้ที่เข้ามาแสดงตัวในภายหลัง
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบข้อมูลบุคคลสูญหายในพื้นที่ รวมถึงตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยและเส้นทางเข้า-ออกบริเวณวัด เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยว่าโครงกระดูกปริศนาที่พบครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตตามธรรมชาติ หรืออาจเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรม โดยยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง
ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงจับตาการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และรอผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาว่า โครงกระดูกที่พบภายในเมรุแห่งนี้เป็นใคร และถูกนำมาเผาได้อย่างไร