สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569
สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 มิ.ย. 69 8:23: น.
*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 90.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.83 ดอลลาร์ หรือ +2%
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนส.ค. ปิดที่ 93.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.65 ดอลลาร์ หรือ +1.8%
ราคาน้ำมันดิบปิดพุ่งขึ้นราว 2 ดอลลาร์ในวันพุธ (10 มิ.ย.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรง หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ โดยระหว่างการซื้อขายราคาน้ำมันพุ่งขึ้นราว 3 ดอลลาร์ในช่วงบ่าย หลังทรัมป์ย้ำว่า อิหร่านจะถูกโจมตีอีกครั้ง หลังเกิดการยิงตอบโต้กันในชั่วข้ามคืน ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าทางทหารที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการหยุดยิงในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา
*** ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบรายปี (YoY) ในเดือนพ.ค. และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน (MoM) สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2.9% YoY และ 0.2% MoM โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานรายปีเป็นไปตามคาด ขณะที่ตัวเลขรายเดือนต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 0.3%
รายงานดังกล่าวชี้ว่า แรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น 3.9% ในเดือนเดียว ส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 23.5% YoY ขณะที่ราคาสินค้าในหมวดพื้นฐานปรับลดลง 0.1% ซึ่งบ่งชี้ว่า แรงกดดันด้านราคา ที่ไม่ใช่กลุ่มพลังงาน ยังค่อนข้างจำกัด
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะเปลี่ยนท่าทีต่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังจากที่เควิน วอร์ช เข้ารับตำแหน่งประธานเฟด ต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ โดยคำกล่าวของทรัมป์เมื่อวันพุธที่ระบุว่า ตัวเลขเงินเฟ้อ ยอดเยี่ยม สอดคล้องกับมุมมองของวอร์ชที่เห็นว่า สงครามในอิหร่านเป็นเพียงปัจจัยกระทบชั่วคราว และผลกระทบดังกล่าวจะค่อย ๆ คลี่คลายลงตามเวลา
*** กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่านเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหา อิหร่านว่าพยายามยื้อการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า ได้เริ่มปฏิบัติการที่เรียกว่า การโจมตีเพิ่มเติมเพื่อป้องกันตนเอง เมื่อเวลา 17.15 น. ของวันพุธตามเวลานิวยอร์ก ด้านทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า เขาได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน และฝ่ายอิหร่านได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ยุติการทิ้งระเบิด โดยทรัมป์ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะยุติลงในไม่ช้า แต่ย้ำว่าสหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอีกครั้งในวันถัดไป หากผู้นำอิหร่านไม่ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว ตามรายงานของ Fox News
ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง ปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าวของทรัมป์ ที่ระบุว่า ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่อิหร่านและร้องขอให้สหรัฐฯ ยุติปฏิบัติการโจมตีรอบใหม่ โดยระบุว่า คำกล่าวอ้างอันเป็นเท็จของทรัมป์ที่ว่าเจ้าหน้าที่อิหร่านได้ติดต่อเขานั้น เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงครามกับอิหร่าน
*** รายงานจากบลูมเบิร์กระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมัน 16 ลำรวมตัวกันนอกชายฝั่งโอมานเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อถ่ายเทน้ำมันหลายล้านบาร์เรลที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย โดยเมื่อหนึ่งเดือนก่อน พื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีเรือจอดอยู่เลยแม้แต่ลำเดียว
เรือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเรือบรรทุกน้ำมันซึ่งเลือกปิดระบบส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง (Transponder) ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งพยายามขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อให้ปริมาณน้ำมันกลับมาไหลเวียนอย่างต่อเนื่องหลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน
*** บริษัทจำนวนมากได้ทยอยย้ายฐานการดำเนินงานจากสิงคโปร์ไปยังมาเลเซียในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มการเคลื่อนย้ายธุรกิจระดับโลกที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทต่าง ๆ มองหาพื้นที่ที่มีต้นทุนต่ำกว่า รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี และสามารถเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้มากขึ้น อาทิ H&M ผู้ค้าปลีกเสื้อผ้ารายใหญ่ ที่ประกาศเมื่อเดือนพ.ค. ว่า จะย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสิงคโปร์ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงาน 78 ตำแหน่ง
ขณะที่ Heineken เปิดเผยเมื่อเดือนมี.ค. ว่า บริษัทจะย้ายการผลิตขนาดใหญ่ของ Asia Pacific Breweries Singapore ไปยังโรงเบียร์ในภูมิภาคที่ตั้งอยู่ในมาเลเซียและเวียดนาม
*** การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ SpaceX กำลังสร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนในหลายประเทศที่ขาดโอกาสเข้าถึงดีลขนาดใหญ่ที่มีความโดดเด่นมาเป็นเวลานาน โดยกระแสความสนใจต่อ SpaceX ที่ร้อนแรง ทำให้บริษัทตัดสินใจเพิ่มเป้าหมายการระดมทุนในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินของภาคครัวเรือนราว 15 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นอีก 25% เป็น 2,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งโอกาสเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยครั้งในญี่ปุ่น ซึ่งมีการเสนอขายหุ้น IPO ที่มีมูลค่าเทียบเท่าหรือสูงกว่านี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น นับตั้งแต่การเข้าจดทะเบียนของ SoftBank Corp. ในปี 2018
*** OpenAI เปิดเผยว่า บริษัทตรวจพบกลุ่มบัญชีผู้ใช้ ChatGPT ที่มีความเชื่อมโยงกับจีน ซึ่งพยายามปลุกกระแสคัดค้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายที่อาจมุ่งขัดขวางความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บัญชีเหล่านี้ใช้ AI สร้างโพสต์ภาษาอังกฤษบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเผยแพร่เนื้อหาที่อ้างว่าศูนย์ข้อมูลส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของชาวอเมริกันสูงขึ้น และมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับบริษัทเทคโนโลยีเอกชนแห่งหนึ่งของจีน
OpenAI ระบุว่า โพสต์ดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจในวงกว้างมากนัก แต่ถือเป็นสัญญาณที่สร้างความกังวลเกี่ยวกับความพยายามจากต่างชาติในการบ่อนทำลายอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ผ่านการชี้นำหรือบิดเบือนการถกเถียง โดยแอบอ้างว่าเป็นประชาชนอเมริกัน
*** ญี่ปุ่นเข้าสู่ศึกฟุตบอลโลก 2026 ในฐานะทีมอันดับ 1 ของเอเชีย ท่ามกลางความหวังว่า ทีมอาจสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก และอาจส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มสตรีมมิง อาหาร และเครื่องดื่มของญี่ปุ่น
หากญี่ปุ่นทำผลงานได้ดีและผ่านเข้ารอบลึกในฟุตบอลโลก บริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดการแข่งขัน เช่น Dentsu Group และ CyberAgent มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกับ Kirin Holdings และ Konami Group
นอกจากนี้ บริษัทที่พึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรง เช่น Asahi Group Holdings และ Kirin Holdings รวมถึงผู้ผลิตสินค้าอุปกรณ์กีฬาอย่าง Mizuno และ Asics อาจได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นระหว่างกิจกรรมชมการแข่งขันร่วมกันตามสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการรับชมจากที่บ้าน
*** ความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจก่อให้เกิดภาวะ Stagflation กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ ซึ่งหลายแห่งเคยก่อหนี้จำนวนมากในยุคที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์
ขณะนี้ นักลงทุนทั่วโลกต้องการผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Yield Premium) ราว 6.4% เพื่อถือครองพันธบัตรความเสี่ยงสูงระดับ CCC เมื่อเทียบกับตราสารหนี้ขยะ (Junk Bond) ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงกว่าเล็กน้อยในระดับ BB โดยส่วนต่างดังกล่าวถือว่าสูงที่สุดในรอบ 14 เดือน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับบริษัทที่มีภาระหนี้สูง ขณะที่นักลงทุนในตลาดเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงที่มากขึ้นสำหรับการถือครองตราสารหนี้อันดับต่ำ โดยส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตราสารหนี้ระดับ CCC และ BB ขยายตัวจนมีความแตกต่างกันถึง 5 เท่า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี
*** ตลาดหุ้นเอเชียกำลังเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างหนักในเดือนมิ.ย. หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายหลังผลประกอบการของ Broadcom ออกมาน่าผิดหวัง ส่งผลให้นักลงทุนลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ข้อมูลจาก LSEG ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นในเกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นในภูมิภาครวม 27,080 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย. ซึ่งสูงกว่ายอดขายสุทธิรวมทั้งเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 24,080 ล้านดอลลาร์แล้ว
*** ราคาหุ้น Oracle ร่วงลง 5.8% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังบริษัทเปิดเผยว่า จะระดมทุนเกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2027 ผ่านการผสมผสานระหว่างการกู้ยืมและการออกหุ้น โดยตัวเลขดังกล่าวรวมถึงแผนการออกหุ้นแบบ At-the-Market (ATM) มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ที่บริษัทประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news
รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ