โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ททท.ดึงต่างชาติเที่ยวไทยปี 2570 ไม่น้อยกว่า 33 ล้านคน ดันรายได้ 2.8-2.9 ล้านล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันนี้ (วันที่ 14 กรกฏาคม 2569) ททท.ได้จัดประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการ ททท.ปี 2570 ที่กำลังอยู่ระหว่างการประชุมในขณะนี้ พบว่า แผนยุทธศาสตร์ของ ททท.ในปี 2570 วางกรอบรายได้รวมการท่องเที่ยวไว้ที่ 2.76 ล้านล้านบาท จากการรักษาฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้มากกว่า 33 ล้านคน

ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทย 203 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งเน้นเพิ่มความถี่การเดินทางจากปัจจุบันเฉลี่ยมากกว่า 2 ครั้ง/คน/ปี เป็น 3 ครั้ง/คน/ปี รองรับข้อจำกัดฐานประชากรชาวไทยที่มีแนวโน้มทรงตัว

อย่างไรก็ตาม ในเชิงนโยบาย ททท.จะต้องผลักดันรายได้รวมเติบโต 5-7% หรือคิดเป็น “2.8-2.9 ล้านล้านบาท” ในปี 2570 เทียบกับปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะทำรายได้รวม 2.68-2.78 ล้านล้านบาท โดยคิดจากโครงสร้างรายได้นักเดินทางทุกกลุ่มที่เดินทางเข้าไทย

การท่องเที่ยวไทย

ทั้งกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน กลุ่มเดินทางเพื่อการค้าการลงทุน กลุ่มไมซ์ (MICE) กลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงกีฬา กลุ่มดิจิทัลนอแมด กลุ่มเดินทางเพื่อการศึกษา และอื่นๆ

หวังททท.ดึงต่างชาติเที่ยวไทย ปี 2570 ไม่น้อยกว่า 33 ล้านคน ดันรายได้ท่องเที่ยว 2.8-2.9 ล้านล้านบาท

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวไทยตั้งแต่ปี 2570 นับเป็นอีกปีที่มีความท้าทายสูง จึงตั้งเป้าสร้างรายได้รวมจากทั้งตลาดในและต่างประเทศไม่ต่ำกว่าปี 2569 และดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยไม่ต่ำกว่า 33 ล้านคน

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

โดยเป้าหมายปี 2570 ตามแผนงานวางไว้ในการสร้างรายได้ อยู่ที่ประมาณ 2.76 ล้านล้านบาท แต่จากแนวโน้มหากภาพรวมสถานการณ์ดูดีขึ้น ตามเป้าหมายเชิงนโยบายจะต้องสร้างรายได้ท่องเที่ยวปรับขึ้น แต่ว่าจะมากขึ้น 5-7% อาจต้องมีการประเมินอีกครั้ง ซึ่งจะดึงรายได้เพิ่มมาประมาณ 2.8-2.9 ล้านล้านบาท ภายใต้จำนวนตัวเลขอยู่ในกรอบประมาณ 33 ล้านคน

ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป จะมีการปรับเปลี่ยนทิศทางผ่านการลดความสำคัญของตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว (Quantity) และหันมาให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Quality) ที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

โดยวางเป้าหมายปี 2569 คาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 2.68 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายเชิงนโยบายที่ตั้งไว้ 3 ล้านล้านบาท ภายใต้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 33 ล้านคน ไม่ต่ำกว่าปี 2568 ที่ผ่านมา

โฟกัสดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “การท่องเที่ยว” ในฐานะ “เครื่องยนต์หลัก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ภูมิภาค ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทำงานเชิงรุกในการบูรณาการร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

โดยมุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ สมดุล และยั่งยืน โดยยึด “4 แนวทางสำคัญ” ได้แก่ การยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ทรงคุณค่า (High Value Destination) การสร้างสมดุลตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ตลอดจนการพัฒนาองค์กรให้มีสมรรถนะสูง พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ สร้างความสุขและความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และสร้างความภาคภูมิใจแก่คนไทย

“ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการต่างประเทศ จึงต้องปรับตัวให้ทันต่อความท้าทายและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย และมอบหมายให้ตนร่วมคณะเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในทุกโอกาส ภายใต้การทำงานแบบทีมไทยแลนด์ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวควบคู่กับการค้า การลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในตลาดสำคัญทั่วโลก

“ในสัปดาห์นี้นายกฯให้ตนร่วมคณะเดินทางเยือนประเทศจีนเพื่อหารือความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ ผู้ประกอบการ และสายการบิน เช่น เสฉวนแอร์ไลน์ รวมถึงการพูดคุยกับรัฐบาลจีนเพื่อบูรณาการข้อมูลและสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว”

ส่วนการเยือน “มาเลเซีย” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้หารือเรื่องการเดินทางข้ามแดน การค้าร่วมกัน และการสร้างสันติสุขบริเวณชายแดนเพื่อสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยว ขณะที่การเยือน “เวียดนาม” ก่อนหน้านี้ นายกฯได้วางวิสัยทัศน์ในการมองเวียดนามว่าไม่ใช่ประเทศคู่แข่ง แต่เป็นมิตรที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปพร้อมกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาค

สงครามตะวันออกกลาง ทำเป้าท่องเที่ยวปี 2569 วืด

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า หากปี 2569 นี้ ไม่มีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้เข้ามาสร้างผลกระทบ เป้าหมายเชิงนโยบายยังคงเป็นการสร้างรายได้ที่ 3 ล้านล้านบาท

แต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีผลกระทบกับตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่ประเทศไทยต้องการให้เข้ามาท่องเที่ยว มีการเติบโตได้ดีมากช่วงต้นปี แต่ถูกผลกระทบแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

แม้ช่วงกลางปีแล้วทุกอย่างเริ่มมีแนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวังไว้ เพราะข้อพิพาทระหว่างสหรัฐและอิหร่านมีการปะทะกันรุนแรงขี้นอีกครั้ง จึงวางเป้าหมายในเชิงรายได้ในปีนี้ไว้ประมาณ 2.68 ล้านล้านบาทแทน ภายใต้ความคาดหวังในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 33 ล้านคน

หัวใจสำคัญของปี 2569 นี้คือ การขยับสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงขึ้นมาให้มากขึ้น โดยจากฐานเดิมที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 52,000 บาทต่อทริป รัฐบาลตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพนี้ให้มากขึ้น ไม่ต่ำกว่า 10-15%

โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในการเดินทางเข้ามามากขึ้น อาทิ กลุ่มเฮลท์และเวลเนส กลุ่มธุรกิจ การค้า และการลงทุน กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงกีฬา กลุ่มดิจิทัล โนแมด กลุ่มนักลงทุน และกลุ่มการศึกษา ซึ่งมีการใช้จ่ายที่สูงกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป

รุกปั้มตลาดใหม่ ขยายฐานนักท่องเที่ยว

นางสาวฐาปนีย์ ยังกล่าวว่า แม้ตลาดหลักในตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง อาทิ คูเวตที่เดินทางแทบจะไม่ได้แล้ว แต่กลุ่มสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังคงเติบโตได้ดี โดย ททท.เตรียมรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ กลุ่มยุโรปตะวันออก อย่างโปแลนด์ ที่กำลังเติบโตก้าวกระโดด และเบลารุส แถบแอฟริกาใต้ และอเมริกาใต้ อย่างบราซิล เม็กซิโก และโคลัมเบีย ซึ่งเริ่มมีการเชื่อมต่อทางการบินที่ดีขึ้น

โดยจะเน้นทำแคมเปญในตลาดระยะไกล เป็นตลาดใหม่ที่มีความท้าทายในการเดินทาง หากลุ่มตลาดเที่ยวไทยครั้งแรกเพื่อดึงให้กลายเป็นฐานลูกค้ากลับเข้ามาเที่ยวซ้ำในอนาคต

ถกกรอ.ท่องเที่ยว 15ก.ค.นี้ ดัน ไทยเที่ยวไทย พลัส

น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ด้านการกระตุ้นตลาดไทยเที่ยวไทย หรือการเที่ยวในประเทศ ซึ่งมีความท้าทายหลักคือ จำนวนประชากรที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น ททท.จึงเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการเพิ่มความถี่ในการเดินทาง จากปัจจุบันเฉลี่ย 2 จุดกว่าต่อปี ให้เป็น 3 คนครั้ง เพื่อรักษาเป้าหมายการเดินทางในประเทศที่ประมาณ 200 ล้านคนครั้ง รักษาและเพิ่มความถี่ให้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ เตรียมเสนอโครงการโค-เปย์เมนต์ ได้แก่ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ซึ่งจะเป็นการผนึกกำลังกับภาคเอกชน เพิ่มสิทธิประโยชน์ส่วนพลัสเข้ามา

อาทิ จากเดิมใช้คูปองดิจิทัลได้ในร้านอาหาร หรือร้านของฝาก แต่อาจเพิ่มในส่วนของรถขนส่งสาธารณะและผู้ประกอบการอื่นๆ เข้ามาเพื่อกระตุ้นการเดินทางมากขึ้น โดยในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ จะมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว (กรอ.ท่องเที่ยว) เพื่อหารือในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยวร่วมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...