"บิ๊กเต่า"เผยเส้นเงินชัดอดีตปลัดภูเก็ตรีดเงินโรงแรมมาคืนอส.ผู้เสียหาย
"บิ๊กเต่า" นำแถลงผลจับกุม "อดีตปลัดภูเก็ต" เผยเส้นเงินชัด พบเรียกรับเงินผู้ประกอบการโรงแรมมาคืน อส. ผู้เสียหาย
30 มิ.ย. 69 พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกันแถลงผลการจับกุม "นายรุ่งเรือง" ปลัดจังหวัดภูเก็ต ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ในความผิดฐานเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นการตอบแทน ในการจะจูงใจเจ้าพนักงาน โดยวิธีทุจริตหรือผิดกฎหมาย และ ความผิดฐานเป็นคนกลาง หรือ ผู้รับสินบน เพื่อนำไปจูงใจเจ้าหน้าที่รัฐ ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกลางเรียกรับเงินจาก อาสาสมัคร 3 คน คนละ 300,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น
โดยนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีเจ้าของโรงแรม มาร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต ว่าถูกปลัดจังหวัดภูเก็ต เรียกรับเงิน 1 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยดำเนินการแก้ไขเอกสาร ส.ค.1 ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต โดยมีบุคคลที่สามอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จังหวัดติดต่อให้เข้าพบอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาปัญหาที่ดินของรัฐ หลังเข้าพบ ผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถช่วยเหลือเรื่องดังกล่าวได้ แต่เรียกรับเงินสดจำนวน 1 ล้านบาท ผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงินสด จึงขอโอนเงินแทน วันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาได้ส่งเลขบัญชีให้โอนเงิน จากนั้นเจ้าของโรงแรมจึงโอนเงินดังกล่าวไป แต่เมื่อโอนเงินไปแล้วกลับไม่มีการดำเนินการตามที่ตกลง
ขณะที่ พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ระบุต่ออีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในเคสดังกล่าว พบว่าเป็นบัญชีเดียวกับที่ปรากฏในอีกคดี ก็คือ คดีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน ถูกนายรุ่งเรืองเรียกรับเงินช่วยเหลือสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ทำให้พบความเชื่อมโยงของทั้งสองคดี และพบการโอนเงินไป-กลับเป็นทอด ๆ จนกลายเป็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงมายังตัวผู้ต้องหา ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมาจึงดำเนินการจับกุมนายรุ่งเรือง ตามประมวลกฎหมายอาญา "มาตรา 143 ความผิดฐานเรียกรับผลประโยชน์" และ “ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา175 ตัวกลางเรียกรับผลประโยชน์” และเมื่อเชื่อมโยงทั้งสองคดีได้จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
สำหรับพฤติการณ์ของนายรุ่งเรือง ที่นำไปสู่การจับกุมนั้น แม้เส้นทางการเงินจะไม่ได้โยงไปถึงนายรุ่งเรืองโดยตรงแต่พบว่าเกี่ยวพันกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะเลขาปลัด เนื่องจากตอนที่นายรุ่งเรืองเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม ได้ให้เจ้าของโรงแรมโอนเงินจำนวน 1 ล้านบาท ไปที่บัญชี 1 ใน3 ของอส. เพื่อคืนเงินที่เรียกรับมา จากนั้นนายรุ่งเรืองให้ อส. รายดังกล่าวทอนเงินคืน 100,000 บาท โอนเข้าบัญชีเลขา จากนั้นให้เลขากดเงินสดมาให้ปลัด
พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวต่อว่า ในเคสดังกล่าวเป็นคนละเคสกับคดีโกงข้อสอบ ที่ทาง ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบ ถึงแม้ว่าจะมีสถ. เกี่ยวข้องกับทั้งสองคดีถูก อย่างไรก็ตามการทำงานก็จะทำควบคู่กันไปหากพบความเชื่อมโยง ก็จะดำเนินการในภายหลัง
ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ สถ. เข้ามาแจ้งความก่อนหน้านี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า เป็นความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปราม ที่ทางป.ป.ช.เป็นผู้มอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งสำนวนคดีหลักอยู่ที่ป.ป.ช. ตนไม่สามารถก้าวล่วงได้
ส่วนกรณีรายงานข่าวว่าทางตัวปลัดภูเก็ตมีพฤติกรรมคุกคามเจ้าหน้าที่อส.สาว จึงนำไปสู่การแจ้งความ เรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า ก็เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
เมื่อถามว่าหลังจากที่ทางปลัดภูเก็ตกลับมารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งวันแต่ถูกจับในถัดมา มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายวิรุฟห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้กรมการปกครองมีคำสั่งให้ปลัดจังหวัด พร้อมข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย มาช่วยราชการที่กรมเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อครบกำหนดตามระเบียบจึงต้องส่งตัวกลับต้นสังกัด โดยผลการสอบสวนพบมูลเพียงพอที่จะตั้งกรรมการสอบวินัย และเตรียมมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีอาญาเสียก่อน เนื่องจากเป็นความผิดที่มีพยานหลักฐานชัดเจนกว่า
ทั้งนี้ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ย้ำว่า การดำเนินคดีไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง แต่เป็นผลจากการสืบสวนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตามไทม์ไลน์ โดยมีการบูรณาการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ช. กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และสำนักงาน ปปง. พร้อมย้ำว่าการสอบสวนคดีทุจริตยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองในพื้นที่