โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

"บิ๊กเต่า"เผยเส้นเงินชัดอดีตปลัดภูเก็ตรีดเงินโรงแรมมาคืนอส.ผู้เสียหาย

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“บิ๊กเต่า” นำแถลงผลจับกุม “อดีตปลัดภูเก็ต” เผยเส้นเงินชัด พบเรียกรับเงินผู้ประกอบการโรงแรมมาคืน อส. ผู้เสียหาย

"บิ๊กเต่า" นำแถลงผลจับกุม "อดีตปลัดภูเก็ต" เผยเส้นเงินชัด พบเรียกรับเงินผู้ประกอบการโรงแรมมาคืน อส. ผู้เสียหาย

30 มิ.ย. 69 พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกันแถลงผลการจับกุม "นายรุ่งเรือง" ปลัดจังหวัดภูเก็ต ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ในความผิดฐานเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นการตอบแทน ในการจะจูงใจเจ้าพนักงาน โดยวิธีทุจริตหรือผิดกฎหมาย และ ความผิดฐานเป็นคนกลาง หรือ ผู้รับสินบน เพื่อนำไปจูงใจเจ้าหน้าที่รัฐ ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกลางเรียกรับเงินจาก อาสาสมัคร 3 คน คนละ 300,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น

โดยนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีเจ้าของโรงแรม มาร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต ว่าถูกปลัดจังหวัดภูเก็ต เรียกรับเงิน 1 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยดำเนินการแก้ไขเอกสาร ส.ค.1 ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต โดยมีบุคคลที่สามอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จังหวัดติดต่อให้เข้าพบอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาปัญหาที่ดินของรัฐ หลังเข้าพบ ผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถช่วยเหลือเรื่องดังกล่าวได้ แต่เรียกรับเงินสดจำนวน 1 ล้านบาท ผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงินสด จึงขอโอนเงินแทน วันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาได้ส่งเลขบัญชีให้โอนเงิน จากนั้นเจ้าของโรงแรมจึงโอนเงินดังกล่าวไป แต่เมื่อโอนเงินไปแล้วกลับไม่มีการดำเนินการตามที่ตกลง

ขณะที่ พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ระบุต่ออีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในเคสดังกล่าว พบว่าเป็นบัญชีเดียวกับที่ปรากฏในอีกคดี ก็คือ คดีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน ถูกนายรุ่งเรืองเรียกรับเงินช่วยเหลือสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ทำให้พบความเชื่อมโยงของทั้งสองคดี และพบการโอนเงินไป-กลับเป็นทอด ๆ จนกลายเป็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงมายังตัวผู้ต้องหา ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมาจึงดำเนินการจับกุมนายรุ่งเรือง ตามประมวลกฎหมายอาญา "มาตรา 143 ความผิดฐานเรียกรับผลประโยชน์" และ “ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา175 ตัวกลางเรียกรับผลประโยชน์” และเมื่อเชื่อมโยงทั้งสองคดีได้จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

สำหรับพฤติการณ์ของนายรุ่งเรือง ที่นำไปสู่การจับกุมนั้น แม้เส้นทางการเงินจะไม่ได้โยงไปถึงนายรุ่งเรืองโดยตรงแต่พบว่าเกี่ยวพันกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะเลขาปลัด เนื่องจากตอนที่นายรุ่งเรืองเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม ได้ให้เจ้าของโรงแรมโอนเงินจำนวน 1 ล้านบาท ไปที่บัญชี 1 ใน3 ของอส. เพื่อคืนเงินที่เรียกรับมา จากนั้นนายรุ่งเรืองให้ อส. รายดังกล่าวทอนเงินคืน 100,000 บาท โอนเข้าบัญชีเลขา จากนั้นให้เลขากดเงินสดมาให้ปลัด

พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวต่อว่า ในเคสดังกล่าวเป็นคนละเคสกับคดีโกงข้อสอบ ที่ทาง ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบ ถึงแม้ว่าจะมีสถ. เกี่ยวข้องกับทั้งสองคดีถูก อย่างไรก็ตามการทำงานก็จะทำควบคู่กันไปหากพบความเชื่อมโยง ก็จะดำเนินการในภายหลัง

ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ สถ. เข้ามาแจ้งความก่อนหน้านี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า เป็นความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปราม ที่ทางป.ป.ช.เป็นผู้มอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งสำนวนคดีหลักอยู่ที่ป.ป.ช. ตนไม่สามารถก้าวล่วงได้

ส่วนกรณีรายงานข่าวว่าทางตัวปลัดภูเก็ตมีพฤติกรรมคุกคามเจ้าหน้าที่อส.สาว จึงนำไปสู่การแจ้งความ เรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า ก็เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

เมื่อถามว่าหลังจากที่ทางปลัดภูเก็ตกลับมารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งวันแต่ถูกจับในถัดมา มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายวิรุฟห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้กรมการปกครองมีคำสั่งให้ปลัดจังหวัด พร้อมข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย มาช่วยราชการที่กรมเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อครบกำหนดตามระเบียบจึงต้องส่งตัวกลับต้นสังกัด โดยผลการสอบสวนพบมูลเพียงพอที่จะตั้งกรรมการสอบวินัย และเตรียมมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีอาญาเสียก่อน เนื่องจากเป็นความผิดที่มีพยานหลักฐานชัดเจนกว่า

ทั้งนี้ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ย้ำว่า การดำเนินคดีไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง แต่เป็นผลจากการสืบสวนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตามไทม์ไลน์ โดยมีการบูรณาการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ช. กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และสำนักงาน ปปง. พร้อมย้ำว่าการสอบสวนคดีทุจริตยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองในพื้นที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...