โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค่ายสีน้ำเงินสู้ศึกชี้อนาคต

เดลินิวส์

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ตลอดการบริหารงานของ “รัฐบาลอนุทิน2” ภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัด คือ การต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองรอบด้านอย่างหนักหน่วง จนภารกิจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ ถูกบดบังด้วยกระแสการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และการตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องจากพรรคฝ่ายค้าน

อย่างไรก็ตาม มรสุมที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของ “พรรคสีน้ำเงิน” อย่างหนัก คงหนีไม่พ้นโครงการ TH-AI Passport วงเงินงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษกิจและสังคม ซึ่งฝ่ายค้านนำโดย “พรรคประชาชน” เปิดเกมตรวจสอบอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ประเด็นความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับบุคคลระดับแกนนำคนสำคัญของ “พรรคภูมิใจไทย”

และยังมีประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กรณีการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ “สว.สายสีน้ำเงิน” ปมที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ไปจนถึงกรณีแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลไม่น้อย

ขณะเดียวกัน ปัญหาเรื้อรังในจังหวัดภูเก็ตที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งเครือข่ายมาเฟียข้ามชาติ การเรียกรับผลประโยชน์ การเก็บส่วย และการแผ่ขยายของอิทธิพลมืด กลายเป็นอีกโจทย์สำคัญที่รัฐบาลถูกตั้งคำถาม แม้ผู้นำรัฐบาลจะลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนหน้านี้

แต่เสียงสะท้อนจากสังคมกลับมองว่า การแก้ปัญหายังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม จนท้ายที่สุดรัฐบาลต้องใช้มาตรการเด็ดขาด สั่งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าซีฟู๊ด และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้มีการจัดระเบียบพื้นที่ใหม่

ส่วน 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งตื่นเริ่มลงพื้นที่ติดตามปัญหาอย่างจริงจัง เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่ปัญหาเหล่านี้ฝังรากลึกมานานแล้ว

เมื่อหันมาพิจารณามิติการสื่อสารทางการเมือง ยิ่งสะท้อนจุดอ่อนของรัฐบาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรัฐมนตรีกลุ่มที่ถูกขนานนามว่า “กลุ่มลูกเทพ” ซึ่งก้าวข้ามระบบอาวุโส และรุ่นพี่หลายคนขึ้นมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรี แต่กลับยังไม่สามารถสร้างผลงานได้ตามที่สังคมคาดหวัง

หากเปรียบเทียบกับฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชน” แม้จะมีจำนวน สส. น้อยกว่าฝ่ายรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับแสดงศักยภาพในการสร้างกระแสทางการเมือง และยึดครองพื้นที่สื่อได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ภายใต้สถานการณ์บีบเช่นนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ส่งสัญญาณชัดถึงการประเมินผลการทำงาน หรือ KPI ภายในระยะเวลา 1 ปี

การประเมินดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการทั้ง 14 คณะ ตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสัดส่วนของพรรคทุกคน หากผู้ใดไม่สามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมาย อาจถูกปรับออกจากตำแหน่ง

“คนทำงานต้องมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา คนที่เก่งแต่ขาดความตื่นตัว หรือหลงคิดไปเองว่าตัวเองติดลมบนแล้ว จะต้องเร่งปรับปรุงพฤติกรรมโดยด่วน รัฐมนตรีบางคนที่ยังอ่อนในเรื่องการประชาสัมพันธ์ จะต้องถูกเรียกมาพูดคุย เพื่อเร่งรัดให้มีการชี้แจงและสื่อสารผลงานที่ทำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว

การขยับตัวของผู้นำรัฐบาลครั้งนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรคภูมิใจไทยได้ในทันที แต่ในอีกด้านหนึ่งเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามจับตา และวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

“ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นเชิงเย้ยหยันต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า หลังจากมีกระแสข่าวเรื่องการตั้งเป้าประเมินผลงานภายใน 1 ปีของนายกฯพร้อมเงื่อนไขว่าหากผลงานไม่ผ่านเกณฑ์ก็พร้อมปรับเปลี่ยนตำแหน่ง สังคมก็เริ่มเห็น สส.หลายคนใน“ค่ายสีน้ำเงิน” แสดงความกระตือรือร้นในการสร้างผลงานอย่างผิดหูผิดตา

ภาพที่เห็นชัดที่สุด คือ การประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการจัดทำ และติดตามการบริหารงบประมาณ กับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีวาระพิจารณาตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport

ในวันดังกล่าว “สส.พรรคภูมิใจไทย” ต่างลุกขึ้นประท้วงอย่างดุเดือด และวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ประเด็นนี้ “สส.ไอซ์” มองว่า เป็นความพยายามแสดงผลงานให้เข้าตา “ผู้นำจิตวิญญาณพรรค” เพื่อหวังปูทางไปสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีในอนาคตหรือไม่

ดังนั้น การประกาศประเมินผลงานภายใน 1 ปี ของ “อนุทิน” จึงไม่ได้เป็นเพียงกลไกวัดผลการทำงานของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนยุทธวิธีทางการเมืองที่มุ่งปลุกคนใน “ค่ายสีน้ำเงิน” ให้ลุกขึ้นมาทำงานอย่างเต็มกำลัง สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ และกลบกระแสโจมตีอันหนักหน่วงจากฝ่ายค้านไปพร้อมกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...