ค่ายสีน้ำเงินสู้ศึกชี้อนาคต
อย่างไรก็ตาม มรสุมที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของ “พรรคสีน้ำเงิน” อย่างหนัก คงหนีไม่พ้นโครงการ TH-AI Passport วงเงินงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษกิจและสังคม ซึ่งฝ่ายค้านนำโดย “พรรคประชาชน” เปิดเกมตรวจสอบอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ประเด็นความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับบุคคลระดับแกนนำคนสำคัญของ “พรรคภูมิใจไทย”
และยังมีประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กรณีการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ “สว.สายสีน้ำเงิน” ปมที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ไปจนถึงกรณีแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลไม่น้อย
ขณะเดียวกัน ปัญหาเรื้อรังในจังหวัดภูเก็ตที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งเครือข่ายมาเฟียข้ามชาติ การเรียกรับผลประโยชน์ การเก็บส่วย และการแผ่ขยายของอิทธิพลมืด กลายเป็นอีกโจทย์สำคัญที่รัฐบาลถูกตั้งคำถาม แม้ผู้นำรัฐบาลจะลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนหน้านี้
แต่เสียงสะท้อนจากสังคมกลับมองว่า การแก้ปัญหายังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม จนท้ายที่สุดรัฐบาลต้องใช้มาตรการเด็ดขาด สั่งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าซีฟู๊ด และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้มีการจัดระเบียบพื้นที่ใหม่
ส่วน 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งตื่นเริ่มลงพื้นที่ติดตามปัญหาอย่างจริงจัง เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่ปัญหาเหล่านี้ฝังรากลึกมานานแล้ว
เมื่อหันมาพิจารณามิติการสื่อสารทางการเมือง ยิ่งสะท้อนจุดอ่อนของรัฐบาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรัฐมนตรีกลุ่มที่ถูกขนานนามว่า “กลุ่มลูกเทพ” ซึ่งก้าวข้ามระบบอาวุโส และรุ่นพี่หลายคนขึ้นมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรี แต่กลับยังไม่สามารถสร้างผลงานได้ตามที่สังคมคาดหวัง
หากเปรียบเทียบกับฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชน” แม้จะมีจำนวน สส. น้อยกว่าฝ่ายรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับแสดงศักยภาพในการสร้างกระแสทางการเมือง และยึดครองพื้นที่สื่อได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ภายใต้สถานการณ์บีบเช่นนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ส่งสัญญาณชัดถึงการประเมินผลการทำงาน หรือ KPI ภายในระยะเวลา 1 ปี
การประเมินดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการทั้ง 14 คณะ ตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสัดส่วนของพรรคทุกคน หากผู้ใดไม่สามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมาย อาจถูกปรับออกจากตำแหน่ง
“คนทำงานต้องมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา คนที่เก่งแต่ขาดความตื่นตัว หรือหลงคิดไปเองว่าตัวเองติดลมบนแล้ว จะต้องเร่งปรับปรุงพฤติกรรมโดยด่วน รัฐมนตรีบางคนที่ยังอ่อนในเรื่องการประชาสัมพันธ์ จะต้องถูกเรียกมาพูดคุย เพื่อเร่งรัดให้มีการชี้แจงและสื่อสารผลงานที่ทำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
การขยับตัวของผู้นำรัฐบาลครั้งนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรคภูมิใจไทยได้ในทันที แต่ในอีกด้านหนึ่งเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามจับตา และวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
“ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นเชิงเย้ยหยันต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า หลังจากมีกระแสข่าวเรื่องการตั้งเป้าประเมินผลงานภายใน 1 ปีของนายกฯพร้อมเงื่อนไขว่าหากผลงานไม่ผ่านเกณฑ์ก็พร้อมปรับเปลี่ยนตำแหน่ง สังคมก็เริ่มเห็น สส.หลายคนใน“ค่ายสีน้ำเงิน” แสดงความกระตือรือร้นในการสร้างผลงานอย่างผิดหูผิดตา
ภาพที่เห็นชัดที่สุด คือ การประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการจัดทำ และติดตามการบริหารงบประมาณ กับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีวาระพิจารณาตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport
ในวันดังกล่าว “สส.พรรคภูมิใจไทย” ต่างลุกขึ้นประท้วงอย่างดุเดือด และวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ประเด็นนี้ “สส.ไอซ์” มองว่า เป็นความพยายามแสดงผลงานให้เข้าตา “ผู้นำจิตวิญญาณพรรค” เพื่อหวังปูทางไปสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีในอนาคตหรือไม่
ดังนั้น การประกาศประเมินผลงานภายใน 1 ปี ของ “อนุทิน” จึงไม่ได้เป็นเพียงกลไกวัดผลการทำงานของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนยุทธวิธีทางการเมืองที่มุ่งปลุกคนใน “ค่ายสีน้ำเงิน” ให้ลุกขึ้นมาทำงานอย่างเต็มกำลัง สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ และกลบกระแสโจมตีอันหนักหน่วงจากฝ่ายค้านไปพร้อมกัน.