โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผุดแผนบูมน้ำตาลไทย ถก 3 ประเทศผู้นำเปิดทางขายคาร์บอนเครดิต ยกระดับอุตฯอ้อยรับเทรนด์ BCG

ไทยโพสต์

อัพเดต 29 มิถุนายน 2569 เวลา 18.35 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่หมุดหมายใหม่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ "ความหวาน" อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับสากล ผ่านนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) และหลักการ ESG ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

ดันเทคโนโลยี CCUS สู่ "คาร์บอนเครดิต"

นายวราวุฒิ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญของโรงงานน้ำตาลไทยในปัจจุบันที่มีการนำเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCUS (Carbon Capture and Utilization and Storage) มาใช้จริงจนประสบความสำเร็จ โดยสามารถแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจำหน่ายให้กับบริษัทผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ (เช่น โค้ก) รวมถึงนำไปผลิตเป็นน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีรักษ์โลกนี้ยังติดล็อกสำคัญ เนื่องจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO (อบก.) ยังไม่นับรวมส่วนนี้เป็นคาร์บอนเครดิต เพราะกฎเกณฑ์สากลมองว่า ผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลถูกจัดอยู่ในกลุ่มชีวภาพ (Bio-industry) อยู่แล้ว จึงขัดต่อเกณฑ์การนับคาร์บอนเครดิตในปัจจุบัน

"ผมมีแนวคิดที่จะเจรจากับ 3 กลุ่มในวงการน้ำตาลโลก คือ บราซิล อินเดีย และไทย เพื่อร่วมกันผลักดันให้การกักเก็บคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำตาลถูกนับเป็นคาร์บอนเครดิต ซึ่งหาก 3 ประเทศหลักซึ่งเป็นผู้นำตลาดเห็นพ้องร่วมกัน จะสร้างแรงกดดันให้มาตรฐานโลกเปลี่ยนแปลงได้" นายวราวุฒิ กล่าว

โครงสร้างผลประโยชน์ 70:30

อีกหนึ่งความท้าทายในอนาคตคือการปรับตัวของโครงสร้างเศรษฐกิจและการแบ่งปันสัดส่วนผลประโยชน์ระหว่างเกษตรกรชาวไร่อ้อย (70%) และโรงงาน (30%) เนื่องจากวิสัยทัศน์ของโรงงานน้ำตาลยุคใหม่ได้เปลี่ยนไปสู่การแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่าน้ำตาลหลายเท่าตัว (New S-Curve) เช่น เอทานอล, พลังงานไฟฟ้าชีวมวล, ซิลิก้า หรือคาร์บอนโพลิเมอร์

การแตกไลน์สู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงนี้ โรงงานต้องแบกรับงบลงทุนเองเป็นหลักพันล้านบาท รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า หากชาวไร่อ้อยต้องการเข้ามามีส่วนแบ่งจากผลิตภัณฑ์ต่อยอดเหล่านี้ ทางโรงงานอาจจำเป็นต้องต่อรองเพื่อขอขยับสัดส่วนในระบบหลักเป็น 60:40 แทน เพื่อให้คุ้มทุนกับการลงทุนมหาศาล ซึ่งประเด็นเชิงลึกนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมศึกษาและพูดคุยตกลงกันต่อไปเพื่อผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

โมเดลโดย“น้ำตาลไทยอุดรธานี"

จากการตรวจเยี่ยม บริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด (บริษัทในเครือกลุ่มไทย ชูการ์ มิลล์ หรือ TSM Group) พบว่าเป็นโมเดลตัวอย่างความสำเร็จของการนำแนวคิด BCG และ ESG มาใช้ปฏิบัติจริง โดยโรงงานสามารถต่อยอดสิ่งเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตน้ำตาลไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้อย่างครบวงจร อาทิ โพลิเมอร์ และ ซิลิก้า (สกัดจากขี้เถ้ากระบวนการผลิต) ปุ๋ยอินทรีย์ (จากเศษกากเหลือทิ้ง) เอทานอล และ พลังงานชีวมวล (จากกากน้ำตาลและชานอ้อย) ด้านนวัตกรรมอาหาร ได้มีการพัฒนาน้ำตาลที่มีไขมันต่ำแต่ให้ความหวานปกติ เพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย

ดันงบอ้อยสดคู่เทคโนโลยีโดรน ลดฝุ่น PM 2.5

นอกเหนือจากมิติโรงงานแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร โดย รมว.อุตสาหกรรม และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมไร่อ้อยเพื่อรับฟังปัญหาการดูแลพันธุ์อ้อย การป้องกันโรค และชมการสาธิตการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง "โดรนการเกษตร" ในการให้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนให้เกษตรกร

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่องการติดตามงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 โดยกำลังเร่งทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2568 และ 18 พ.ย. 2568) เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยเร็วที่สุด

สถิติกำลังการผลิต "อุดรธานี" เมืองหลวงอ้อยแห่งอีสาน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การปลูกอ้อยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีพื้นที่ปลูกรวม 4.99 ล้านไร่ โดยมีจังหวัดอุดรธานีครองแชมป์พื้นที่ปลูกมากที่สุดในภูมิภาคถึง 716,007 ไร่ (มีอำเภอบ้านผือ โนนสะอาด และวังสามหมอ เป็นพื้นที่หลัก) และมีโรงงานน้ำตาล 3 แห่งเป็นกลไกสำคัญในการรองรับผลผลิต

สำหรับภาพรวมในฤดูการผลิตปี 2568/2569 จังหวัดอุดรธานีมีปริมาณอ้อยเข้าหีบรวมทั้งสิ้น 4,996,934.23 ตัน ซึ่งผลผลิตทั้งหมดถูกกระจายและขับเคลื่อนผ่านโรงงานน้ำตาลหลักทั้ง 3 แห่ง ดังนี้

โรงงานแห่งแรกคือ โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านผือ มีปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูกาลนี้สูงถึง 2,323,012.54 ตัน เพิ่มขึ้นจากฤดูกาลก่อนหน้า โดยมีผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ยอยู่ที่ 111.08 กิโลกรัมต่อตันอ้อย จุดเด่นที่สำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมจนสามารถควบคุมสัดส่วนอ้อยเผาไฟให้เหลือเพียง 3.00% เท่านั้น ส่งผลให้เกษตรกรคู่สัญญามีความเชื่อมั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 1,384 รายในปีก่อนหน้า ขึ้นมาอยู่ที่ 3,348 รายก่อนเปิดหีบฤดูกาลนี้

โรงงานแห่งที่สองคือ โรงงานน้ำตาลเกษตรผล ตั้งอยู่ในอำเภอกุมภวาปี มีปริมาณอ้อยเข้าหีบรวม 2,215,892.50 ตัน โดยสามารถทำสถิติผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ยได้สูงที่สุดในจังหวัดคือ 117.84 กิโลกรัมต่อตันอ้อย และมีสัดส่วนอ้อยเผาไฟอยู่ที่ 4.84%

และโรงงานแห่งที่สามคือ โรงงานน้ำตาลทรายขาวเริ่มอุดม ตั้งอยู่ในอำเภอหนองหาน มีปริมาณอ้อยเข้าหีบรองรับผลผลิตในพื้นที่จำนวน 458,029.19 ตัน มีผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 99.01 กิโลกรัมต่อตันอ้อย โดยควบคุมสัดส่วนอ้อยเผาไฟให้อยู่ที่ 4.05%

พร้อมรับเรื่องข้อเรียกร้องชาวไร่อ้อย

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา นายวราวุธ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทน 4 องค์กรชาวไร่อ้อยนำโดยสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ที่ด้านหน้ากระทรวงอุตสาหกรรม โดยกล่าวว่าขอบคุณชาวไร่อ้อยที่ช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ด้วยการไม่เผาอ้อยสดจนเหลือเพียง 3.8% ทำให้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอเงินค้างจ่ายปี 67/68 จำนวน 477 ล้านบาท

ขณะที่เรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการให้รัฐ "รวบยอด" เงินช่วยเหลือ 2 มาตรการ ได้แก่ เงินจูงใจตัดอ้อยสด 69 บาท/ตัน และเงินช่วยเหลือกรณีไม่เผาแปลงหลังเก็บเกี่ยว (เฉลี่ย 51 บาท/ตัน) มารวมเป็นก้อนเดียวที่ 120 บาท/ตันอ้อย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ "ตัดเงื่อนไขห้ามเผาแปลงหลังเก็บเกี่ยวออกไป" ซึ่งจะเปิดทางให้ชาวไร่อ้อยยังสามารถเผาแปลงได้ตามปกติหลังการเก็บเกี่ยว

กระทรวงอุตสาหกรรมขอยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมดูแลชาวไร่อ้อยกว่า 140,000 รายตามที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย หรือ กอน. ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายราชการ ผู้แทนฝ่ายราชการ ผู้แทนฝ่ายชาวไร่อ้อย และผู้แทนฝ่ายโรงงาน ได้ แจ้งไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ โดยที่ผ่านมาได้ทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วถึง 2 มาตรการแล้ว คือ 1.ปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักร 2.เกษตรกรไม่เผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว ส่วนมาตรการ 3 ซึ่งได้แก่ 1.มาตรการแรงจูงใจเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% 2.การสร้างรายได้เพิ่มจากใบและยอดอ้อย 3.ช่วยเหลือไม่เผ่าหลังเก็บเกี่ยว ขณะนี้ได้ผ่านมติเห็นชอบจากที่ประชุม กอน. เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอ ครม. พิจารณา

ทั้งนี้ กระทรวงฯ ขอย้ำว่า การเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินมีระเบียบและขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบ "ทยอยจ่าย" รวมถึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือไม่เผาหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเป็นมาตรการช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย จึงไม่ใช่แค่การขายสินค้าโภคภัณฑ์แบบเดิม แต่เป็นการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...