ซื้อทอง 7 แสน ร้านโทรทวงเพิ่ม 3 หมื่น ทำได้หรือไหม?
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ในกรณีลักษณะนี้ ร้านทองมีสิทธิ์เรียกเงินเพิ่มได้จริงหรือไม่? และในมุมของผู้บริโภคควรรับมืออย่างไร Thai PBS Verify ชวนหาคำตอบประเด็นทางกฎหมายนี้กับ คุณพิมพ์ลดา ฐิติกรธนานุรักษ์ หรือ “ทนายแนน” ที่จะช่วยอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น ทั้งในแง่สิทธิของร้านค้าและแนวทางปกป้องตัวเองของผู้ซื้อไม่ให้เกิดคดีความในอนาคต
ร้านค้าทวงเงินเพิ่ม “ทำได้หรือไม่” ตามกฎหมาย
คุณพิมพ์ลดา ให้สัมภาษณ์ในมุมข้อกฎหมาย โดยระบุว่า กรณีนี้เข้าข่ายเรื่อง “ลาภมิควรได้”ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือ หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์เกินกว่าที่ควรจะได้โดยความผิดพลาด อีกฝ่ายสามารถเรียกร้องคืนได้
ในธุรกรรมซื้อขายทองคำ ซึ่งมีราคาขึ้นลงตลอดเวลา การซื้อขายจะยึด “ราคาทอง ณ เวลาซื้อขายจริง” เป็นหลัก หากมีการคำนวณผิดพลาด เช่น นับเงินขาดจริง ร้านค้าสามารถติดตามให้ลูกค้าชำระส่วนต่างเพิ่มเติมได้
ในทางกลับกัน หากลูกค้าจ่ายเงินเกิน หรือได้รับทองไม่ครบตามน้ำหนัก ร้านค้าก็มีหน้าที่คืนเงินหรือชดเชยเช่นกัน
[caption id="attachment_13617" align="aligncenter" width="1960"]
คุณพิมพ์ลดา ฐิติกรธนานุรักษ์ หรือ “ทนายแนน”[/caption]
“จริง ๆ แล้วต้องอธิบายก่อนว่า ราคาทองคำมีความผันผวน ภายในวันเดียวราคาสามารถปรับขึ้นลงได้ ดังนั้นต้องดูราคาทอง ณ เวลาที่มีการซื้อขายว่าอยู่ที่บาทละเท่าไร เมื่อทราบราคาต่อบาทแล้ว การซื้อทอง 10 บาทก็สามารถคำนวณได้ชัดเจนโดยนำราคาต่อบาทคูณ 10
ในกรณีที่ตรวจพบภายหลังว่า ‘รับเงินไม่ครบ’ และลูกค้าได้นำทองกลับไปแล้ว หากเป็นความจริงตามข้อเท็จจริง ทางกฎหมายถือว่าเข้าข่าย “ลาภมิควรได้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งหมายความว่าร้านค้าสามารถติดตามเรียกเงินส่วนที่ขาดจากลูกค้าได้ เพื่อให้ครบตามมูลค่าทองคำที่ลูกค้าได้รับไป” คุณพิมพ์ลดา กล่าว
ปมสำคัญอยู่ที่ “หลักฐาน”
ประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดของเคสนี้ คือเรื่อง “พยานหลักฐาน”
- ลูกค้าชำระเงินสด (มีทั้งแบงก์พันและแบงก์ร้อยปะปน)
- ร้านใช้พนักงานนับเงินด้วยมือ
- ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนขณะนับเงินจริง
เมื่อร้านอ้างว่า “เงินขาด” ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่ที่ร้านค้า ว่าต้องแสดงให้ได้ว่าเงินขาดจริง และขาดในขั้นตอนไหน แต่หากหลักฐานมีเพียง
- ภาพนิ่งของกองเงิน
- กล้องวงจรปิดมุมไกลที่มองไม่ชัด
ก็อาจไม่เพียงพอในการยืนยันข้อเท็จจริง แต่หากตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายอาจต้องเข้าสู่กระบวนการศาล เพื่อพิสูจน์ว่า
- ซื้อขายเกิดขึ้นเวลาใด
- ราคาทอง ณ เวลานั้นเท่าไร
- เงินขาดจริงหรือไม่
3 วิธีลดความเสี่ยง เมื่อจำเป็นต้องจ่ายเงินสดในร้านทอง
เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า
หลีกเลี่ยงการใช้เงินสดควรใช้การโอนเงิน เพราะมีหลักฐานชัดเจน เช่น สลิป และ Statement ตรวจสอบย้อนหลังได้
หากจำเป็นต้องใช้เงินสด
ควรถ่ายวิดีโอขณะพนักงานนับเงิน
ให้พนักงานพูดยืนยันยอดเงินที่รับและเงินทอนในคลิป
เก็บหลักฐานทุกขั้นตอน
ใช้แคชเชียร์เช็คเป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงเรื่องนับเงินผิด
ร้านค้าควรทำอย่างไร ?
ฝั่งผู้ประกอบการเองก็สามารถลดความเสี่ยงได้เช่นกัน
- ใช้เครื่องนับเงินลดความผิดพลาดจากมนุษย์โดยตรง
- ปรับมุมกล้องวงจรปิดควรเห็นจุดนับเงินชัดเจน ใช้เป็นหลักฐานได้จริง
- สนับสนุนการโอนเงินช่วยตัดปัญหานับเงินผิด ทอนเงินผิด หรือการทุจริต
นายจ้างหักเงินพนักงานได้ไหม ?
ในกรณีเงินขาดจริง หลายคนสงสัยว่า “พนักงานต้องรับผิดหรือไม่”
ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้าง ไม่สามารถหักเงินเดือนพนักงานได้ทันทีเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า
- พนักงาน “จงใจ” ทำให้เกิดความเสียหาย หรือ
- มีความ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”
และแม้เข้าเงื่อนไขดังกล่าว การหักเงินเดือนยังต้องได้รับ ความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเท่านั้น
ใครถูกใครผิด ต้องดูที่หลักฐาน
กรณีร้านทองทวงเงินเพิ่มหลังขายสินค้าไปแล้ว “ไม่ใช่เรื่องทำไม่ได้” ตามกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่าเงินขาดจริง แต่หัวใจสำคัญคือ “หลักฐาน” หากไม่มีหลักฐานชัดเจน ก็ยากที่จะบังคับให้อีกฝ่ายชำระเงินเพิ่มได้
ดังนั้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ควรเลือกวิธีชำระเงินที่ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจกลายเป็นคดีความในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก: รู้ทันกันได้