โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

20 ปี ‘ชาวดอย’ อโรม่า รีเซ็ตแบรนด์สู่ ‘CD’ บุกยุโรป-เอเชีย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร อโรม่ากรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง โดยเปลี่ยนชื่อแบรนด์ “ชาวดอย” ที่อยู่ในตลาดมายาวนานกว่า 20 ปี เป็น “CD” การปรับครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อหรือโลโก้ แต่เป็นการปรับตำแหน่งทางการตลาดใหม่ทั้งหมด เพื่อให้แบรนด์มีความทันสมัย เข้าถึงง่าย และสื่อสารกับผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังซื้อสำคัญของตลาดกาแฟในอนาคต

“บริษัทเลือกใช้ชื่อ “CD” เพราะมีความเรียบง่าย กระชับ จดจำได้ง่าย และไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา สอดคล้องกับแนวคิด Simple & Minimalist ที่ได้รับความนิยมในระดับสากล อีกทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของบริษัทในระยะต่อไป”

นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร อโรม่ากรุ๊ป

ปัจจุบันเมล็ดกาแฟไทยได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและนักคั่วกาแฟในหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการผลักดันแบรนด์กาแฟไทยสู่เวทีโลก โดยแบรนด์ “CD” จะเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดทั้งธุรกิจร้านกาแฟ ผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป และธุรกิจส่งออกในอนาคต

ขยายสาขา-เปิดโมเดลใหม่ ชูเครื่องชงอัตโนมัติลดต้นทุนร้านกาแฟ

สำหรับการขยายธุรกิจร้านกาแฟ บริษัทวางรูปแบบร้านหลักไว้ 2 โมเดล ได้แก่ “CD Kiosk” ร้านขนาดประมาณ 18 ตร.ม. ที่เน้นความคล่องตัว ใช้งบลงทุนไม่สูง และสามารถขยายสาขาได้รวดเร็ว และ “CD Cafe” ร้านขนาดตั้งแต่ 30 ตร.ม. ขึ้นไป รองรับลูกค้าที่ต้องการนั่งใช้บริการภายในร้าน

ปัจจุบัน CD มีสาขารวมประมาณ 250 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเพิ่ม 40-50 สาขา/ปี โดยเน้นเปิดในศูนย์การค้าและทำเลเชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Location เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ปัจจุบันบริษัทได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างคาลเท็กซ์

โรงงานแปรรูปกาแฟและศูนย์พัฒนาคุณภาพกาแฟ อโรม่า กรุ๊ป อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการเปิดตัวโมเดลเครื่องชงกาแฟแบบอัตโนมัติ ภายในงาน Thailand Coffee Fest เดือนกันยายนนี้ โดยเป็นระบบ Pay per Cup หรือการคิดค่าบริการตามจำนวนแก้วที่ขายได้จริง

รูปแบบดังกล่าวจะช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้นของผู้ประกอบการ เนื่องจากไม่ต้องซื้อเครื่องชงกาแฟราคาแพงเหมือนในอดีต และจ่ายค่าบริการตามจำนวนแก้วที่จำหน่ายได้จริง บริษัทมองว่าโมเดลนี้จะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนคงที่ที่สูงของธุรกิจร้านกาแฟ รวมถึงปัญหาการขาดแคลนบาริสต้าที่กำลังเกิดขึ้นในตลาด ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ร้านอาหาร คาเฟ่ และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงเครื่องชงกาแฟคุณภาพสูงได้ง่ายขึ้น เบื้องต้นบริษัทตั้งเป้าติดตั้งเครื่อง 200-300 จุดภายใน 6 เดือนแรก และเตรียมเครื่องรองรับตลาดไว้แล้วเกือบ 400 เครื่อง

นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร อโรม่ากรุ๊ป และ ศูนย์ดำเนินงานโครงการ Cup of Excellence Thailand ของอโรม่า กรุ๊ป ในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ชี้ตลาดกาแฟเข้าสู่ Big Reset จับตาปัญหาวัตถุดิบ-ภาษีนำเข้า

นายกิจจา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นการประกาศเซ้งกิจการร้านกาแฟผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงปรับฐานครั้งใหญ่ หรือ Big Reset ที่จะคัดกรองผู้ประกอบการให้เหลือเฉพาะรายที่มีศักยภาพในการแข่งขันและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา บริษัทลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักรแปรรูปกาแฟจากโคลัมเบียมูลค่าเกือบ 50 ล้านบาท เพื่อรองรับโครงการ The Cup of Excellence (COE) และยกระดับคุณภาพกาแฟไทยตั้งแต่ต้นน้ำ โดยนำเครื่องจักรมาช่วยคัดแยกและสีเมล็ดกาแฟเพื่อลดความเสียหาย เพิ่มมาตรฐานกาแฟสำหรับการประกวดและการค้า รวมถึงสนับสนุนเครื่องจักรขนาดเล็กให้เกษตรกรในเครือข่ายนำไปใช้พัฒนาคุณภาพผลผลิตเชิงพาณิชย์

ปัจจุบันบริษัททำงานร่วมกับเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตกาแฟคุณภาพสูง โดยในปีที่ผ่านมาสามารถรวบรวมผลผลิตกาแฟคุณภาพได้เกือบ 100 ตัน รองรับความต้องการของตลาดกาแฟพิเศษทั้งในและต่างประเทศ

เมล็ดกาแฟคุณภาพที่ผ่านการคัดแยกและแปรรูป เพื่อยกระดับมาตรฐานกาแฟไทย

แม้ตลาดกาแฟไทยจะเติบโตต่อเนื่อง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญด้านวัตถุดิบ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตกาแฟอราบิก้าประมาณ 7,000 ตันต่อปี ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอย่าง Amazon, CP และ Aroma มีความต้องการใช้รวมกันมากกว่า 1 หมื่นตันต่อปี ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ราคากาแฟในประเทศสูงกว่าราคาตลาดโลก และกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกันภาษีนำเข้ากาแฟนอกโควต้าที่สูงถึง 90% ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย เนื่องจากทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น และยังส่งผลให้เกิดปัญหาการลักลอบนำเข้ากาแฟผิดกฎหมาย ซึ่งกระทบต่อกลไกราคาและรายได้ของเกษตรกรไทยในระยะยาว

สำหรับผลประกอบการปี 2569 บริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตไม่เกิน 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 2,200 ล้านบาท เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อว่าการรีแบรนด์สู่ “CD” การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุน และการยกระดับกาแฟไทยสู่ตลาดโลก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...