แกะรอย "โม่งดำ" บงการเบื้องหลัง ขบวนการทุจริตสอบ "ขรก.ท้องถิ่น"
ยังสลับซับซ้อน และซ่อนเงื่อน สำหรับ “ตัวละคร” ที่ร่วมขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น กลไกหลักขับเคลื่อนการโกง ฟันเฟืองสำคัญ ไม่ใช่แค่จ่ายให้ “นายหน้า-ผู้ซื้อตำแหน่ง” แล้วจบ แต่หลังจาก ป.ป.ช.ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เปิดโปงทำให้เห็น แผนประทุษกรรมของกลุ่มข้าราชการ “ขี้ฉ้อ” ว่า มีขั้นตอนการวางแผน “ไม่ธรรมดา” และน่าจะมี “โม่งดำ” บงการอยู่เบื้องหลัง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การทลายเครือข่ายขบวนการทุจริตฯ ในครั้งนี้ ได้สร้างความสั่นสะเทือนอย่างหนักในกระทรวงมหาดไทย ทำให้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย เซ็นคำสั่งย้าย “ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล” อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พ้นเก้าอี้ ไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงมอบหมาย เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569
ขณะที่ข้อมูล พยานหลักฐาน ทั้งคลิปเสียง ก็เริ่มทยอยปรากฏ ไม่รวมเหตุ “ล้างแค้น” บุกยิงบ้าน “นายหน้า” ในพื้นที่ จ.พัทลุง ถึงหน้าบ้าน จากเหตุจ่ายแล้ว แต่เรื่องไม่จบ เพราะไม่ปรากฏชื่ออยู่ในบัญชีผู้สอบได้ ด้วยการเรียกรับค่าหัวในตำแหน่งทั่วไปสูงถึง 350,000 บาท/คน และบางพื้นที่ใด “แข่งสูง” ตัวเลขจะพุ่งที่ราคา 700,000–800,000 บาทต่อคน
มีข้อมูลระบุว่า หน่วยงานที่เข้าจับกุมได้รับข้อมูลตั้งแต่ช่วงธ.ค.2568 ว่า ขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ได้ส่งนายหน้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ จำนวน 10 กลุ่ม กระจายลงพื้นที่ในภูมิภาคต่าง ๆ เหนือ อีสาน กลาง และใต้ หลังจากมีการประกาศเปิดรับสมัครสอบ เข้ารับราชการของหน่วยงาน ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในตำแหน่งต่าง ๆ โดยจะมีการนำตารางการเปิดสอบ วันสมัครสอบ และวันประกาศผลสอบมากางดู
“จากนั้นนายหน้าก็จะไปติดต่อ มีใครสนใจสอบในตำแหน่งดังกล่าว หากอยากสอบเข้ารับราชการให้ได้ ต้องจ่ายตามอัตราที่กำหนด มี 2 วิธี คือ จ่ายเป็นก้อนเดียว หรือใช้แบบแบ่งจ่าย หากจ่ายครั้งเดียว เมื่อเข้าสอบตามกระบวนการแล้วพบว่า ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์กำหนด ก็จะแก้คะแนนสอบให้เลย”
ส่วนผู้แบ่งจ่าย ในกรณีที่นายหน้าเรียกเงินจำนวน 600,000 บาท แต่ผู้สอบยังมีเงินไม่พอ ขอจ่ายแค่ครึ่งเดียวก่อนจำนวน 300,000 บาท อาจต้องรอหรือยืดเวลาออกไป เนื่องจากตามขั้นตอนกว่าจะมีการประกาศผลสอบ หากยอมจ่ายจนครบ ก็จะสามารถแก้คำตอบในกระดาษสอบช่วยให้สอบผ่านได้ด้วยเช่นกัน
หากย้อนรอยการทุจริตสอบเข้ารับราชการในระดับท้องถิ่นในอดีต เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ครั้งใหญ่ คือการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอเมื่อปี 2552 ในยุคที่ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” บิดาของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งเก้าอี้รมว.มหาดไทย ขณะที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย
เหตุการณ์ครั้งนั้น แม้ทั้ง 2 คน ไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่กลับมีเสียงวิจารณ์กันทั่วเมือง เนื่องจากปี 2552 มีเรื่องร้องเรียนทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ โดยมีการปลอมแปลงเอกสารการสอบฯ มีผู้ถูกกล่าวหากว่า 120 คน จากจำนวนผู้ได้รับการคัดเลือก 286 คน และตรวจสอบพบ ข้าราชการ จากจ.บุรีรัมย์ สอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอได้ถึง 17 คน
ในเวลาต่อมา มีการดำเนินคดีและนำไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางและศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาลงโทษผู้เกี่ยวข้อง ไล่ออกข้าราชการ รวมทั้งผู้เข้าสอบโรงเรียนนายอำเภอด้วย ส่วน “นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์” อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ศาลฯ มีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี เนื่องจากพบว่า ขบวนการทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอนการจัดการของกรมการปกครอง
ข้อมูลระบุว่า การสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ยุคนั้น มหาวิทยาลัยรัฐจะเข้ามารับผิดชอบในการออกข้อสอบและประมวลผล โดยใช้ข้อสอบแบบอัตนัยวัดผล คือ ผู้เข้าสอบจะต้องเขียนกระดาษ คำตอบด้วยลายมือตนเอง โดยต้องมีความรู้-เข้าใจทฤษฎีและหลักวิชาการปกครอง เรียบเรียงออกมาให้ผู้ตรวจคำตอบได้เข้าใจ หลักการ ทฤษฎีที่เขียน วิเคราะห์ไปถูกต้องหรือไม่
แต่หลังมีเรื่องร้องเรียนและป.ป.ช. ย้อนไปตรวจเอกสารหลักฐาน โดยเฉพาะกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบ กลับพบว่า มีการช่วยเหลือเด็กเส้นทางการเมือง ลูกกำนัน หัวคะแนนใหญ่ ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองหนึ่ง ในเขตอีสานใต้ และยอมเสียเงินเพื่อให้สอบได้ ด้วยการประกาศรายชื่อพวกที่จ่ายเงินและเด็กเส้นนักการเมือง และพวกลูกหัวคะแนนที่ “สอบได้”
ท่ามกลางการร้องเรียนของผู้สอบไม่ผ่าน ขณะที่ “ผู้ที่สอบได้” จะต้องเข้ารับการอบรมที่โรงเรียนนายอำเภอ อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี จึงมีการนำรายชื่อไปตรวจสอบและขอดูกระดาษคำตอบที่เป็นอัตนัยอีกครั้ง กลับพบว่าผู้ที่กำลังเข้ารับการอบรมบางราย ส่งกระดาษเปล่า บางคนเขียนคำตอบไม่ถูกต้อง และหลายคนตอบไม่ได้ อีกทั้งมีลายมือที่อ่านไม่ออก จึงมีคำสั่งให้กลุ่มสอบได้ ซึ่งสังกัด “บ้านใหญ่” เขียนคำตอบใหม่อีกครั้ง
“มีคำถามใหม่ให้ แต่พวกนี้เขียนคำตอบข้อสอบเหมือนกันทุกคน ต่างเพียงลายมือ โดยเฉพาะกลุ่มที่จ่ายเงิน พวกนายหน้าจะส่งโพยให้ท่องจำแล้วเขียนตาม ป.ป.ช.จึงเข้าตรวจสอบกระดาษอัตนัย พบพิรุธว่ามีร่องรอยการแกะกระดาษคำตอบออกจากต้นขั้ว จึงนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง”
จากเหตุการณ์ทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ จึงทำให้กระทรวงมหาดไทย ต้องออกระเบียบการสอบใหม่เปลี่ยนจากข้อสอบอัตนัย เป็นปรนัย ตั้งแต่โรงเรียนนายอำเภอ และข้อสอบของผู้ชำนาญการพิเศษ จนถึงการสอบเข้ากรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นใช้กระดาษ ฝนดินสอ เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ตรวจผลสอบ แต่สุดท้ายขบวนการทุจริตสอบก็ยังหาช่องทางได้
“การใช้คอมพิวเตอร์ตรวจข้อสอบ จะทำให้การประกาศผลสอบเร็วและแม่นยำมากขึ้น แต่กลายเป็นมีช่องทางให้คนกลุ่มนี้ไปใช้ประโยชน์ จากระเบียบให้ผู้ที่เข้าสอบทุกครั้ง จะต้องเขียนชื่อ-นามสกุล ด้วยตัวอักษรบรรจงลงบนกระดาษคำตอบ ห้ามเซ็นชื่อ….ตรงนี้ ก็เพื่อความสะดวก สำหรับเอื้อให้ขบวนการทุจริตและเครือข่ายสามารถแก้ข้อสอบ จากผู้สอบไม่ผ่านที่จ่ายเงินให้ เป็นผู้สอบได้ ด้วยเปลี่ยนหรือฝนกระดาษคำตอบ ให้ใหม่”
ดังนั้นการเรื่องการเขียนชื่อผู้สอบ ลงในกระดาษคำตอบแบบปรนัย เป็น ”ตัวบรรจง” แล้วมีคำถามว่า เป็นการช่วยเหลือผู้จ่ายเงิน ที่มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ จึงเป็นเรื่องจริง ซึ่งการทุจริตสอบลักษณะนี้มักจะที่เกิดขึ้นเกือบทุกหน่วยงานที่มีการสอบรับราชการ ไม่เฉพาะกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีเหตุซ้ำรอยทุจริตการสอบพนักงานส่วนตำบลในพื้นที่ จ.มหาสารคาม ในปี 2557 โดยองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ใน จ.มหาสารคาม 31 แห่ง ดำเนินการจัดสอบแข่งขัน โดยกำหนดให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น และ มรภ.กาฬสินธุ์ เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ต่อมา ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเรื่องนี้หลายครั้ง และศาลมีคำพิพากษาจำคุกบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่เป็นนายก อบต. ผู้บริหารในท้องถิ่น รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย มีจำเลยรวมกว่า 140 ราย
สำหรับการทุจริตสอบรับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขบวนการเหล่านี้ นอกจาก “บิ๊ก” ข้าราชการที่อยู่ในลำดับต้นๆ แล้วยังมีลดหลั่นกันลงมาตามลำดับชั้น ที่สำคัญต้องมีอธิบดี และอธิการบดีร่วม ครั้งที่แล้ว คาดว่า มีอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้ไม่ต่ำกว่า 200-300 ล้านบาท แต่การสอบในขณะนั้น ไม่สามารถสาวต่อไปถึงผู้บงการได้ ขบวนการเดินต่อไม่ได้ เพราะไม่ได้รับความร่วมมือ ซึ่งดูจากแผนประทุษกรรมในลักษณะเดียวกัน ครั้งนี้วงเงินทุจริตอยู่ที่ 4,500 ล้านบาท หรืออาจพุ่งถึง 5,000 ล้านบาท
สำหรับผู้ที่ยอมจ่าย 600,000 บาท กับการได้รับเงินเดือนเบื้องต้น 15,000-18, 000 บาท แลกกับการบรรจุเข้ารับราชการและสวัสดิการต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะหวังผลระยะยาว เพราะต้องอยู่ยาวจนถึงอายุ 60 ปี และบำนาญหลังเกษียณอายุราชการ
ในแวดวงการเมืองและผู้รู้ต่างยอมรับว่า ขบวนการนี้โค่นล้มและล้างบางได้ยากมาก ต้องจับตาดูว่าฝ่ายการเมืองและกระทรวงมหาดไทยในฐานะ “เจ้าภาพ” จะจัดการอย่างไรกับ “โม่งดำ” หรือพร้อมจะตายตกไปพร้อมกัน!!!
อ่านข่าว