โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องความหวังใหม่ ยารักษาอัลไซเมอร์ นวัตกรรมทางการแพทย์ที่โลกจับตา

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

อัปเดตนวัตกรรมและวิธีรักษาอัลไซเมอร์ล่าสุดที่โลกจับตา สานความหวังชะลอความจำเสื่อมให้ผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมแนวทางการดูแลที่คนใกล้ชิดและผู้รักสุขภาพไม่ควรพลาด

อัลไซเมอร์ ภัยเงียบที่พรากความทรงจำ

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's Disease) ถือเป็นฝันร้ายสำหรับผู้สูงวัยและครอบครัว เนื่องจากเป็นภาวะสมองเสื่อมชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ข้อมูลทางสถิติและประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ที่ผ่านมาพบว่า โรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ การรักษาส่วนใหญ่ในอดีตเป็นเพียงการประคับประคองอาการ อย่างไรก็ตาม ด้วยการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบทั้งในไทยและทั่วโลก วงการแพทย์จึงได้เร่งวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นความหวังครั้งใหม่ที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การรักษาโรคนี้ไปตลอดกาล

อัปเดตความหวังใหม่ นวัตกรรมและ 'ยารักษาอัลไซเมอร์' ที่โลกจับตา

ข้อมูลจากการศึกษาทางการแพทย์ระดับโลกและรายงานด้านสุขภาพล่าสุด ระบุว่า ปัจจุบันมีแนวทางและ "วิธีรักษาอัลไซเมอร์" ที่ก้าวหน้าไปมาก โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับต้นตอของโรคมากกว่าแค่การรักษาตามอาการ ดังนี้

1. ยาพุ่งเป้ากำจัดโปรตีนอะไมลอยด์ (Amyloid-Targeting Therapies)

ภาพจาก iStock

นวัตกรรมที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ยาในกลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Monoclonal Antibodies) เช่น เลแคเนแมบ (Lecanemab) และ โดนาเนแมบ (Donanemab) ซึ่งได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) แล้ว ยาเหล่านี้ทำงานโดยการเข้าไปจับและทำลายคราบโปรตีน "อะไมลอยด์ เบตา" ที่สะสมอยู่ในสมอง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรค แม้จะไม่ใช่ยาที่ทำให้หายขาด แต่ผลการวิจัยระบุว่าสามารถ "ชะลอ" ความถดถอยของความจำและการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีนัยสำคัญ หากได้รับยาในระยะเริ่มต้น

2. การตรวจเลือดเพื่อคัดกรองล่วงหน้า

กุญแจสำคัญในการใช้ยาใหม่ให้ได้ผลดีคือ "การพบโรคให้เร็วที่สุด" ปัจจุบันวงการแพทย์ได้พัฒนาการตรวจเลือดเพื่อหาค่าโปรตีน P-tau217 ซึ่งสามารถบ่งชี้ความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้แม่นยำสูงและราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่าการเจาะน้ำไขสันหลังหรือการทำ PET Scan ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้ทันท่วงที

3. การศึกษาการใช้ยาลดน้ำหนักรักษาโรคสมองเสื่อม

อีกหนึ่งแนวทางที่น่าจับตามองคือ การนำยาในกลุ่ม GLP-1 (ที่นิยมใช้รักษาโรคเบาหวานและลดน้ำหนัก) มาทดลองใช้ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ โดยนักวิจัยพบว่า ยาดังกล่าวอาจมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในสมองและปกป้องเซลล์ประสาท ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกและถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในอนาคต

บริบทในประเทศไทย การดูแลผู้ป่วยและวิธีรักษาแบบไม่ใช้ยา

สำหรับประเทศไทย การเข้าถึงตัวยาใหม่ๆ อาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น "วิธีรักษาอัลไซเมอร์" ในมุมมองของการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการปรับไลฟ์สไตล์จึงยังคงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย

ภาพจาก iStock
  • อาหารบำรุงสมอง: แนะนำให้ปรับใช้หลักการรับประทานอาหารแบบ MIND Diet โดยเน้นผักใบเขียว ปลา ธัญพืช และลดอาหารไขมันอิ่มตัว ซึ่งสามารถปรับใช้กับเมนูอาหารไทยได้ง่าย เช่น แกงเลียง ยำปลาทู เป็นต้น
  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองและลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม
  • การเข้าสังคมและฝึกสมอง: การพูดคุย เล่นเกม หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ช่วยสร้างจุดเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรงอยู่เสมอ

แม้ในปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 100% แต่นวัตกรรมและยารักษาอัลไซเมอร์ที่กำลังทยอยเปิดตัว ถือเป็นก้าวสำคัญที่มอบ "เวลา" และ "คุณภาพชีวิต" กลับคืนมาให้ผู้ป่วยและครอบครัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการหมั่นสังเกตอาการของคนใกล้ชิด หากพบสัญญาณแห่งการหลงลืมที่ผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาทเพื่อประเมินความเสี่ยงแต่เนิ่นๆ

ที่มา: Parade

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องความหวังใหม่ ยารักษาอัลไซเมอร์ นวัตกรรมทางการแพทย์ที่โลกจับตา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...