โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชงกุมารจีนอาชญากรรมข้ามชาติ

ไทยโพสต์

อัพเดต 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 4.09 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทลายแก๊ง “กุมารจีน” สวมสิทธิ์แจ้งเกิด รวบแล้ว 32 ราย เร่งล่าที่เหลือ-จ่อฟันเจ้าหน้าที่รัฐและ รพ.เอกชน 5 แห่งเอี่ยว พร้อมชงยกระดับคดีเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ด้านสถานทูตจีนรับทราบเรื่องและประสานความร่วมมือ ขณะที่ สธ.ฝากเตือน รพ.-คลินิก อย่าเห็นแก่เงินทำลายความมั่นคงชาติ

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กกรณีตำรวจไทยได้ดำเนินการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มีรายงานว่าคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพลเมืองจีนบางราย โดยโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยชี้แจงว่า จีนได้รับทราบรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องแล้ว จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยในรายงานข่าว บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีมีความซับซ้อน โดยผู้กระทำผิดได้สมคบกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยกำลังดำเนินการสอบสวนคดีตามกฎหมาย

รัฐบาลจีนยึดมั่นมาโดยตลอดในการกำชับให้พลเมืองจีนที่อยู่ในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศที่พำนัก สำหรับการกระทำที่ผิดกฎหมาย จีนยึดหลักการดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับมาโดยตลอด จีนพร้อมที่จะส่งเสริมการสื่อสารและความร่วมมือกับไทยต่อไป เพื่อร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการไปมาหาสู่กันระหว่างประชาชนและความร่วมมือในทุกสาขาของทั้งสองประเทศ

นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ เลขานุการ สำนักการสอบสวนและนิติการ และคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน หรือ DOPA N.I.C.E. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการกวาดล้างขบวนการกุมารจีน หรือแก๊งสวมสิทธิ์แจ้งเกิดบุตรโดยมิชอบด้วยกฎหมายว่า ล่าสุดจับได้แล้ว 32 ราย เหลือ 3 ราย ซึ่งพบว่ามี 1 รายหนีไปต่างประเทศแล้ว (นางเป้าเจียว) ส่วนอีก 2 รายกำลังตามจับกุม

โดยผู้ต้องหาที่จับกุมได้จะถูกนำตัวมาสอบปากคำที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง และจ่ายเงินจำนวนเท่าใด จากนั้นจะทำการพิมพ์ลายนิ้วมือและส่งฝากขังต่อศาล โดยทางพนักงานสอบสวนได้ยื่นเรื่องคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทุกราย เนื่องจากพบว่าพฤติการณ์ของกลุ่มแม่ชาวจีนเริ่มไหวตัวทันและนำลูกหลบหนีออกจากที่พักอาศัย

สำหรับกรณีกลุ่มทุนจีนรายสำคัญอย่างนายเฉิน ยินไล เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่าถูกตำรวจ ปอท. จับกุมไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 ในคดีฟอกเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนขยายผลจากการโอนเงินให้จนพบภรรยาคือนางเป้าเจียว ได้หลบหนีไปต่างประเทศ พร้อมกับลูก 3 คนนานแล้ว โดยในเคสของนางเป้าเจียวนั้น มีนายมนตรี ชาว จ.ลำปาง ทำหน้าที่เป็นพ่อทิพย์ ซึ่งถูกจับดำเนินคดีไปแล้วตั้งแต่ปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกรครั้งก่อนแล้ว

ส่วนรายชื่อบุคคลอื่นๆ เช่น นายปริญญา คาดว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มพ่อทิพย์ที่ทำหน้าที่รับรองบุตรบังหน้าให้กับครอบครัวชาวจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงอย่างละเอียด เนื่องจากพบพฤติการณ์ของพ่อทิพย์บางรายรับรองบุตรข้ามครอบครัวและสวมสิทธิ์ให้เด็กมากกว่า 1 คน พร้อมเล็งขยายผลโรงพยาบาลเอกชน 4-5 แห่ง เนื่องจากการลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักเครือข่ายทุนจีน เจ้าหน้าที่พบเบาะแสสำคัญ โดยบางบ้านตรวจสอบพบเด็กที่ไม่ได้มีชื่อในฐานข้อมูลเดิม

ในส่วนของเจ้าหน้ารัฐย่านฝั่งธนบุรียังพบความผิดชัดเจนเพียงคนเดียว แต่หากพบว่ามีใครร่วมกระทำความผิดอีก ก็จะขยายผลต่อ รวมถึงโรงพยาบาลอื่นๆ พรุ่งนี้ในที่ประชุมหลายหน่วยงานจะมีความชัด เนื่องจากฐานข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่กรมการปกครอง ซึ่งก็ต้องมาดูกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมของ 6 หน่วยงาน ที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 โดยหน่วยงานที่จะเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ตำรวจ, กรมการปกครอง, กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ, ป.ป.ช., ปปง. และ ป.ป.ท. นอกจากนี้ยังมีการเชิญตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมประชุม เพื่อปรึกษาข้อกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาว่าเข้าข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้ทราบรายละเอียดในระดับหนึ่ง ทั้งจำนวนสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบกิจการ ผู้ดำเนินการ รวมถึงข้อมูลพื้นฐานจากการตรวจสอบเบื้องต้น อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารและเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงพยาบาลจำนวน 5 แห่ง ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อความถูกต้อง ชัดเจน และเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำตามกระบวนการของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“อยากฝากให้ทางโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ทำคลอด การที่เราให้ใครมาสวมสิทธิ์เป็นคนไทย จะมีความเสียหายต่อประเทศของเราเป็นอย่างมาก ซึ่งพอสวมสิทธิ์ได้และได้รับสัญชาติ เขาก็จะไปทำเรื่องอื่นมากมาย ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศอาจจะเสียสิทธิ์อะไรหลายอย่าง อย่าเห็นประโยชน์เพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดกลไกนี้ขึ้นมา เป็นอันตรายมากต่อความมั่นคงของประเทศเรา” ทพ.อาคมกล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...