โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

รวบแล้ว 32 ราย! ล่าอีก 3 แก๊ง “กุมารจีน” สวมสิทธิ์แจ้งเกิด

Amarin TV

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รวบแล้ว 32 ราย! ล่าอีก 3 แก๊ง “กุมารจีน” สวมสิทธิ์แจ้งเกิด เดินหน้าเช็กบิล 5 รพ.เอกชน-เจ้าหน้าที่รัฐ

รวบแล้ว 32 ราย! ล่าอีก 3 แก๊ง “กุมารจีน” สวมสิทธิ์แจ้งเกิด เดินหน้าเช็กบิล 5 รพ.เอกชน-เจ้าหน้าที่รัฐ

วันที่ 12 ก.ค. 69 นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ เลขานุการ DOPA N.I.C.E. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการกวาดล้างขบวนการ "กุมารจีน" หรือแก๊งสวมสิทธิ์แจ้งเกิดบุตรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้แล้ว 32 ราย จากทั้งหมด 35 หมายจับ

โดยผู้ต้องหาที่จับกุมได้จะถูกนำตัวมาสอบปากคำที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง และจ่ายเงินจำนวนเท่าใด จากนั้นจะทำการพิมพ์ลายนิ้วมือและส่งฝากขังต่อศาลฯ โดยทางพนักงานสอบสวนได้ยื่นเรื่องคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทุกราย เนื่องจากพบว่าพฤติการณ์ของกลุ่มแม่ชาวจีนเริ่มไหวตัวทันและนำลูกหลบหนีออกจากที่พักอาศัย

สำหรับกรณีกลุ่มทุนจีนรายสำคัญอย่าง “นายเฉิน ยินไล” เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่าถูกตำรวจ ปอท. จับกุมไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 ในคดีฟอกเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนขยายผลจากการโอนเงินให้จนพบภรรยาคือ “นางเป้าเจียว” ได้หลบหนีไปต่างประเทศ พร้อมกับลูก 3 คน นานแล้ว โดยในเคสของ “นางเป้าเจียว” นั้น มี “นายมนตรี” ชาว จ.ลำปาง ทำหน้าที่เป็น "พ่อทิพย์" ซึ่งถูกจับดำเนินคดีไปแล้วตั้งแต่ปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกรครั้งก่อนแล้ว

ส่วนรายชื่อบุคคลอื่นๆ เช่น นายปริญญา เพิ่มสุวรรณ คาดว่าเป็นหนึ่งในกลุ่ม "พ่อทิพย์" ที่ทำหน้าที่รับรองบุตรบังหน้าให้กับครอบครัวชาวจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงอย่างละเอียด เนื่องจากพบพฤติการณ์ของพ่อทิพย์บางรายรับรองบุตรข้ามครอบครัว และสวมสิทธิ์ให้เด็กมากกว่า 1 คน

พร้อมเล็งขยายผลโรงพยาบาลเอกชน 4-5 แห่ง เนื่องจากการลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักเครือข่ายทุนจีน เจ้าหน้าที่พบเบาะแสสำคัญ โดยบางบ้านตรวจสอบพบเด็กที่ไม่ได้มีชื่อในฐานข้อมูลเดิม

และเมื่อขยายผลจึงพบว่าเด็กเหล่านี้ถูกแจ้งเกิดในโรงพยาบาลเอกชนแห่งอื่นๆ นอกเหนือจากที่เคยเป็นข่าว เบื้องต้นพบรายชื่อโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าข่ายต้องสงสัย 4-5 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างให้ฝ่ายระบบดึงข้อมูลมาตรวจสอบว่า มีคู่ที่เป็นพ่อทิพย์ (ชายไทย) กับแม่จีน มาแจ้งเกิดในโรงพยาบาลเหล่านี้เป็นจำนวนเท่าใด

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการของโรงพยาบาลว่า ตามปกติการซื้อแพ็กเกจคลอด และการแจ้งเกิดจะต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารและการแสดงตัวตนของบิดา-มารดาอย่างเข้มงวด แต่เคสเหล่านี้กลับไม่มีการปรากฏตัวของบิดาในกระบวนการคลอดจริง แต่กลับมีชื่อเป็นบิดาในสูติบัตรอย่างน่าสงสัย

ส่วนประเด็นที่ทางครอบครัวของ น.ส.ศิริพร ให้สัมภาษณ์สื่อว่า เจ้าหน้าที่ที่ถูกดำเนินคดีอาจเป็นเพียง "แพะรับบาป" เนื่องจากทำหน้าที่ออกสูติบัตรตามเอกสารที่ยื่นมาครบถ้วน นายรัฐวิช ระบุว่า ข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจและตรวจสอบความถูกต้องของคำร้องอย่างละเอียด แต่จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกลับปล่อยปละละเลย นำเอกสารทั้งหมดไปให้บุคคลภายนอก คือ น.ส.สุนีย์ เป็นผู้ดำเนินการจัดการแทนทั้งหมด ซึ่งพฤติการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่รายสองราย แต่พบในลักษณะเดียวกันเป็นจำนวนมาก จึงเชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจอย่างแน่นอน โดยจะมีการไล่ตรวจสอบการทำงานและระบบการรับคำร้องของเขตอย่างละเอียดเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม

ขณะที่จากข้อมูลชุดทำคดี ยืนยันว่า หลังหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการกุมารจีน ออกแล้ว 35 หมาย ล่าสุดจับได้แล้ว 32 ราย เหลือ 3 ราย ซึ่งพบว่า มี 1 รายหนีไปต่างประเทศแล้ว (นางเป้าเจียว) ส่วนอีก 2 ราย กำลังตามจับกุม

ส่วนประเด็นการขยายผลที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล 5 แห่ง และเจ้าหน้าที่รัฐรายอื่น จะมีใครผิดเพิ่มหรือไม่นั้น ชุดทำคดี ระบุว่า ในส่วนของเจ้าหน้ารัฐย่านฝั่งธนบุรียังพบความผิดชัดเจนที่คนเดียว แต่หากพบว่ามีใครร่วมกระทำความผิดอีก ก็จะขยายผลต่อ รวมถึงโรงพยาบาลอื่นๆ พรุ่งนี้ในที่ประชุมหลายหน่วยงานจะมีความชัด เนื่องจากฐานข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่กรมการปกครอง ซึ่งก็ต้องมาดูกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ค.) เวลา 13.30 น. จะมีการประชุมของ 6 หน่วยงาน ที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8

โดยหน่วยงานที่จะเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยตำรวจ , กรมการปกครอง , กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ , ป.ป.ช. , ปปง. และ ป.ป.ท.

นอกจากนี้ยังมีการเชิญตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมประชุม เพื่อปรึกษาข้อกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาว่าเข้าข่าย "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" หรือไม่ รวมถึงการวางแนวทางและมาตรการที่เหมาะสมในการจัดการกับเคสลักษณะเดียวกันอีกหลายร้อยเคสที่รอการขยายผลต่อไปในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...