โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

โทมาฮอว์กพลิกยุทธศาสตร์เยอรมนี สัญญาณใหม่ของความมั่นคงยุโรป

เดลินิวส์

อัพเดต 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.04 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
การจัดซื้อขีปนาวุธโทมาฮอว์กของเยอรมนี ไม่ใช่แค่การเสริมแสนยานุภาพของกองทัพ แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลเบอร์ลิน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ

การตัดสินใจของเยอรมนีในยุครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ในการจัดซื้อขีปนาวุธ โทมาฮอว์ก จากสหรัฐ และเตรียมประจำการบนแผ่นดินเยอรมัน ถือเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงครั้งสำคัญที่สุดของยุโรป นับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง เพราะไม่ได้เป็นเพียงการจัดหาอาวุธใหม่ แต่สะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ของเบอร์ลิน และทิศทางใหม่ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ท่ามกลางการแข่งขันด้านอำนาจกับรัสเซียที่ทวีความเข้มข้นขึ้น

นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงอย่างระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการสะสมกำลังรบขนาดใหญ่ และให้ความสำคัญกับการทูต ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศร่วมกับนาโตมากกว่าการพัฒนาอาวุธโจมตีระยะไกล

อย่างไรก็ตาม สงครามในยูเครนที่ปะทุเมื่อปี 2565 ทำให้รัฐบาลเยอรมนีเริ่มทบทวนแนวทางดังกล่าว ภายใต้แนวคิด "ไซเทนเวนเดอ" (Zeitenwende) หรือ "จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์" ซึ่งรัฐบาลเบอร์ลินชุดปัจจุบันยังคงเดินหน้าสานต่อนโยบายนี้ ด้วยการเสริมศักยภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง

การจัดหาโทมาฮอว์กจึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มคลังอาวุธ เพราะเป็นการเติมเต็มช่องว่างด้านขีปนาวุธโจมตีระยะไกลของเยอรมนี อาวุธชนิดนี้สามารถโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินได้อย่างแม่นยำในระยะประมาณ 1,600 กิโลเมตร ทำให้กองทัพเยอรมันมีขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเบอร์ลินยืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนาระบบอาวุธระยะไกลของยุโรปควบคู่กันไป เพื่อสร้างศักยภาพด้านกลาโหมที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

ในมิติของการเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) การจัดซื้อครั้งนี้ช่วยอุดช่องว่างด้านอาวุธโจมตีระยะไกลของยุโรป ซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อได้เปรียบของรัสเซียมาโดยตลอด โดยเฉพาะการประจำการขีปนาวุธในแคว้นคาลินินกราด การมีโทมาฮอว์กประจำการในเยอรมนี จึงช่วยเพิ่มศักยภาพการป้องปราม และทำให้ยุโรปมีความพร้อมมากขึ้น หากเกิดวิกฤติด้านความมั่นคงในอนาคต

อีกด้านหนึ่ง การซื้ออาวุธจากสหรัฐยังสะท้อนความพยายามรักษาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้ชาติยุโรปเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น การตัดสินใจของเยอรมนีจึงตอบโจทย์ ทั้งการเสริมศักยภาพของกองทัพ และการรักษาความเป็นเอกภาพของนาโต

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้รับเสียงสนับสนุนทั้งหมด ภายในเยอรมนียังคงมีความเห็นต่างจากพรรคฝ่ายซ้ายและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ ซึ่งกังวลว่าการนำขีปนาวุธโจมตีระยะไกลกลับมาประจำการ อาจกระตุ้นการแข่งขันด้านอาวุธรอบใหม่ และเพิ่มความเสี่ยงที่เยอรมนีจะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ หากความตึงเครียดระหว่างนาโตกับรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้น

แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า การจัดซื้อโทมาฮอว์กจะเปลี่ยนดุลอำนาจของยุโรปในทันที แต่การตัดสินใจครั้งนี้ สะท้อนอย่างชัดเจนว่า เยอรมนีกำลังเปลี่ยนบทบาทจากประเทศที่เน้นการป้องกันตนเอง ไปสู่การเป็นหนึ่งในกำลังหลักด้านการป้องปรามของนาโต

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอาวุธ แต่เป็นสัญญาณว่าสถาปัตยกรรมความมั่นคงของยุโรปกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งการเสริมกำลังทางทหารกลับมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการรักษาสันติภาพอีกครั้ง.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...