โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ห่วงเด็กไม่รู้เรื่องเชื้อดื้อยา เร่งสร้างองค์ความรู้ในโรงเรียน 78 แห่ง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 10 ก.ค. 2569 ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงานประชุมสัมมนาระดับชาติ เรื่องการดื้อยาต้านจุลชีพ “One Health, One Future Act: now on AMR” ครั้งที่ 5 ว่า ปัจจุบันคนไทยยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาอาการป่วย จากผลสำรวจโครงการรณรงค์สื่อสารตามแผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ปี 2566-2570 สนับสนุนโดย สสส. พบคนไทยมีความเข้าใจต่อการใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียเพียง 46% ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการใช้ยาที่คลาดเคลื่อน คือ การรับประทานยาไม่ครบ

โดยมีสาเหตุอันดับ 1 มาจากการลืมกินยา 54.43% รองลงมาคือ ไม่สะดวกพกพายา 32.71% และเวลากินยาไม่สอดคล้องกับเวลาทำงาน 14.64% จึงทำให้เกิดอาการดื้อยาที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เปิดรับสมัคร MedTech Hackathon 2026 เชื่อม 4 ย่านนวัตกรรมสู่การแพทย์ไทย

โรช จัดประชุมฯโรคติดเชื้อ ถกทางออกวัณโรคไทย ชูวินิจฉัยเร็ว ลดเสียชีวิต

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะ 4 กลไก

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สสส. ร่วมขับเคลื่อนการสร้างความรอบรู้ (Health Literacy) ประเด็นเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะเพื่อสุขภาวะที่ดีของคนไทย โดยมุ่งสร้างความตระหนักรู้กับประชาชนผ่านชุดความรู้ สื่อ และกิจกรรมรณรงค์ที่สร้างแรงจูงใจ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะครอบคลุม 4 กลไก 1.นวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม 2.การสื่อสารและการศึกษา 3.กฎหมายและนโยบาย 4.ระบบและกลไกการตลาด

โดยมุ่งเป้าใน 4 กลุ่มเป้าหมาย คือ 1.ประชาชน เร่งสื่อสาร และสร้างความตระหนักรู้ระยะยาว 2.บุคลากรวิชาชีพหน้างาน ต้องทำให้มีระบบ กลไกเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการจ่ายยา 3.ภาคเกษตรและปศุสัตว์ เน้นการป้องกันการใช้ยาปฏิชีวนะเร่งการเจริญเติบโต เพราะเป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นเชื้อแบคทีเรียดื้อยา 4.ภาคอุตสาหกรรม โดยภาครัฐควบคุมและจัดระบบการทำงานให้ยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งวิกฤตเชื้อดื้อยาในระยะยาว

รศ.ดร.นฤมล อรุโณทัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความเจ็บป่วย การรักษาโรคเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล โดยมีโครงสร้างสังคม สิ่งแวดล้อม ค่านิยม เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ยาปฏิชีวนะของประชาชน เช่น กลุ่มแรงงานต้องทำงานหนัก ไม่มีวันลา ป่วยต้องหายเร็ว เลือกยาราคาถูก นำไปสู่การใช้ยาไม่ตรงโรค และมักหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้น จึงทำให้เกิดการดื้อยา กลุ่มคนที่อยู่ห่างไกลหรือกลุ่มชายขอบ มีทางเลือกน้อยต้องซื้อยาปฏิชีวนะตามร้านขายของชำหรือตลาดนัดมากินเอง

ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องต้องดำเนินการ 1.ทำความเข้าใจพฤติกรรม ความเป็นอยู่ และข้อจำกัดในการใช้ชีวิต เพื่อออกแบบการทำงาน และส่งเสริมองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนแต่ละกลุ่มในสังคม 2.ส่งเสริมให้ร้านขายยาในชุมชน สอนผู้ป่วยอ่านฉลากยาเพื่อใช้ยาถูกต้อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ 3.สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน เชื่อมโยงคนในชุมชนที่ใกล้ชิดผู้ป่วย ช่วยย้ำเตือนให้ผู้ป่วยกินยาตรงเวลา

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กพย. ร่วมกับ สสส. ขับเคลื่อนโครงการการลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิดจากยาอย่างบูรณาการด้วยการใช้ยาสมเหตุสมผล จากการลงพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม เชียงใหม่ พะเยา และระยอง เพื่อสร้างความรอบรู้ “เชื้อดื้อยา” ในโรงเรียน 78 แห่ง จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่านักเรียนในบางจังหวัด เกือบครึ่งที่ไม่รู้เรื่องเชื้อดื้อยา และเข้าใจผิดว่ายาปฏิชีวนะรักษาโรคหวัดจากไวรัสได้ ขณะเดียวกันพบ โรงเรียนบางแห่ง และร้านชำในชุมชนเป็นแหล่งจ่ายยาปฏิชีวนะ

“สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการดื้อยาในอนาคต จึงต้องเร่งสื่อสารให้นักเรียนและชุมชนมีความรอบรู้และตระหนักเรื่องเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น โดย กพย. และ สสส. ได้ขับเคลื่อนหลักสูตรการเรียนรู้เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน ผ่านการเรียนรู้ 2 รูปแบบ คือ เกมที่สนุกช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และกิจกรรมฐานการเรียนรู้ มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียน โรงเรียน ชุมชน และส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง นำไปสู่การสร้างชุดประสบการณ์ตรงในการตัดสินใจใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง” ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...