ทูตจีนชู 3 แนวทางยกระดับความร่วมมือไทย-จีน หนุนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
จีน-ไทย จัดสัมมนา แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีน กับความหวังพลังงานใหม่ เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน จีนยืนยันพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนของไทยเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดี
วันนี้ (10 ก.ค.2569) สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ "แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีน กับความหวังพลังงานใหม่ เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน" โดยนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถาโดยระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกแห่งการเริ่มต้นแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวใหม่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีคุณภาพสูง โดยจีนมุ่งมั่นที่จะรักษาการเติบโตของจีดีพีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และพร้อมที่จะเป็นกำลังที่มั่นคงท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจนกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศตระหนักว่าความมั่นคงทางพลังงานไม่สามารถพึ่งพาช่องทางภายนอกได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างระบบพลังงานภายในประเทศให้สมบูรณ์
ในด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เอกอัครราชทูตจีนเปิดเผยว่า จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นร้อยละ 60 ของทั้งหมด และไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วประเทศทุก 10 หน่วย จะมี 4 หน่วยที่เป็นไฟฟ้าสีเขียว รวมถึงมีเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจีนตั้งเป้าว่าภายในปี 2035 ปริมาณการจ่ายพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ พลังงานลม แสงอาทิตย์ น้ำ และนิวเคลียร์ จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2025 ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จนี้เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงแค่การอุดหนุนจากรัฐบาลตามที่บางฝ่ายเข้าใจ ซึ่งทางออกที่แท้จริงของนานาประเทศคือการร่วมมือกันขยายตลาดและแบ่งปันนวัตกรรม
สำหรับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านพลังงานใหม่นั้น มีความเข้มแข็งและมีอนาคตที่สดใสอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานในไทยแล้ว 8 บริษัท มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 5 แสนคันต่อปี ช่วยสร้างงานโดยตรงกว่าหมื่นตำแหน่งและกระตุ้นการจ้างงานในท้องถิ่นอีกกว่าแสนคน พร้อมทั้งมีการฝึกอบรมวิศวกรไทยและดึงซัพพลายเชนชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร
ทั้งนี้ จีนได้เสนอแนวทาง 3 ข้อเพื่อยกระดับความร่วมมือ ได้แก่ การเสริมสร้างประสานยุทธศาสตร์และนโยบายด้านพลังงานร่วมกัน การขยายการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่มูลค่าพลังงานใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการผนึกกำลังระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในท้องถิ่น
นอกจากนี้ นายจาง เจี้ยนเว่ย ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับกระแสข่าวเรื่องทุนจีนสีเทา โดยเน้นย้ำว่าการลงทุนของจีนส่วนใหญ่ในประเทศไทยดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้หลักการได้ประโยชน์ร่วมกันและมีแนวคิดที่จะหยั่งรากลึกเพื่อทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการเคารพและคุ้มครอง ส่วนผู้กระทำผิดกฎหมายบางรายนั้น ควรถูกดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด แต่ไม่ควรนำคนกลุ่มน้อยนี้ไปเปรียบเทียบกับภาพรวมของชาวจีนและวิสาหกิจจีนทั้งหมดในไทย
พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของจีนและไทยมีความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยล่าสุดการปฏิบัติการร่วมแม่น้ำโขง 4 ประเทศก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความปลอดภัยให้ภูมิภาคอย่างมาก พร้อมทิ้งท้ายว่าสถานทูตจีนยินดีร่วมมือกับทุกภาคส่วนของไทยในการนำเสนอภาพรวมความร่วมมือที่เที่ยงธรรมและสมบูรณ์สู่ประชาชนเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีสืบไป
ทั้งนี้ภายในงานได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ วิกฤตพลังงานกับความยั่งยืน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีบทบาทสำคัญในนโยบายพลังงานและอุตสาหกรรมของไทยมาร่วมระดมความคิดเห็น ได้แก่ นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา , นายบรม เอ่งฉ้วน โฆษกคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร , นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายกฤษฎา อุตตโมทย์ อดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ซึ่งผู้ร่วมเสวนาต่างได้แสดงทัศนะและร่วมวิเคราะห์ทิศทางพลังงานใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-จีนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
อ่านข่าว :
เปิดปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" ทลายขบวนการเด็กจีนสวมสัญชาติไทย
ครบ 105 ปี "สัมพันธ์ไทย-จีน" เขียนบทใหม่ สร้างอนาคตประชาคมร่วมกัน