โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัญญาณรอบ 3 “ฮุนเซน”นั่งไม่ติด เขย่าหนัก !?

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

เมืองไทย 360 องศา

เวลานี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากความเคลื่อนไหวเป็นทางการจากฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาที่ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน รัฐบาลกัมพูชาได้ส่งหนังสือแจ้งเป็นทางการไปยังรัฐบาลไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS

“เราได้ดำเนินการขั้นตอนนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ” ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าว และอ้างว่า ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้ประโยชน์จากการยุติข้อพิพาทอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนที่ตกลงกันภายใต้การชี้นำของผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ

ผู้นำกัมพูชากล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเล ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการนองเลือด

“เราเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิของเราในเขตแดนทางทะเล” ฮุน มาเนต กล่าว ระหว่างเข้าร่วมพิธีมอบประกาศนียบัตรของสถาบันพลศึกษาและการกีฬาแห่งชาติในกรุงพนมเปญ อย่างไรก็ดีเขายอมรับว่า การใช้กลไกนี้อาจต้องใช้เวลา แต่ย้ำว่าเป็นหนทางที่ดีกว่าการส่งกองกำลังไปเผชิญหน้ากัน

“มันอาจต้องใช้เวลา แต่ดีกว่าการส่งกองกำลังทหารไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ซึ่งจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิต” ฮุน มาเนต กล่าวอ้าง

ทั้งนี้การใช้ช่องทางดังกล่าวของฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา เกิดขึ้นหลังจากที่ไทยได้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ ปี 2544 หรือเอ็มโอยู 44 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเขตแดนทางทะเล และในความหมายของฝ่ายกัมพูชาก็คือ มีเจตนาดึงประเทศที่สามเข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ขณะที่ฝ่ายไทยต้องการเจรจาตกลงกันในลักษณะสองฝ่าย คือไทยกับกัมพูชาที่เป็นคู่กรณีกันเท่านั้น และฝ่ายไทยมีสิทธิตามกฎหมายที่จะปฏิเสธการเจรจาได้

พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่กัมพูชาประกาศเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยระบุว่า ไทยไม่ยอมรับกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากกัมพูชาไม่มีสิทธิและความชอบธรรมที่จะนำข้อพิพาททางทะเลกับไทยเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว

อดีตเสนาธิการทหารเรือระบุว่า อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2537 ขณะที่ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นกว่า 22 ปี จึงเข้าข่ายเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นก่อนอนุสัญญามีผลบังคับใช้

พล.ร.อ.พัลลภ อ้างถึงบทบัญญัติใน UNCLOS มาตรา 298 วรรค 1 อนุวรรค (เอ)(1) ซึ่งกำหนดว่ากระบวนการประนอมภาคบังคับสามารถใช้กับข้อพิพาทบางประเภทที่เกิดขึ้นภายหลังอนุสัญญามีผลใช้บังคับเท่านั้น ดังนั้น ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาซึ่งเกิดขึ้นก่อนปี 2537 จึงเป็นข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้นและไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับได้

“สรุป การที่กัมพูชานำข้อพิพาททางทะเลกับไทยมาเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับนั้น ถือเป็นการดำเนินการที่ขัดกับ UNCLOS อีกทั้งกัมพูชาไม่มีสิทธิและความชอบธรรมที่จะนำข้อพิพาทดังกล่าวซึ่งได้รับการยกเว้นเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับกับไทย หากไทยไม่ยินยอม” พล.ร.อ.พัลลภ ระบุ

แน่นอนว่า การที่กัมพูชาเคลื่อนไหวโดยเฉพาะด้านระหว่างประเทศ โดยมีเจตนาดึงประเทศที่สาม หรือองค์กรระหว่างประเทศเข้ามา แม้ว่าฝ่ายไทยก็มีกระบวนการในการโต้แย้ง ซึ่งที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับฝ่ายไทย และย้ำว่าการที่ฝ่ายกัมพูชาเลือกเดินเส้นทางนี้แทนที่จะใช้วิธีเจรจาหาทางออกร่วมกันทั้งสองฝ่าย มั่นใจว่ากัมพูชาจะต้องรับผลนั้นและต้องยอมรับมัน ความหมายก็คือ “อย่ามาเสียใจในภายหลัง” ก็แล้วกันอะไรประมาณนั้น

รวมไปถึงคำยืนยันจากปากของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ย้ำว่าไทยจะไม่มีการเสียเปรียบอย่างแน่นอน

แม้ว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮุน มาเนต จะอ้างว่าการเริ่มการประนอมภาคบังคับดังกล่าวเพื่อลดความขัดแย้ง ลดการปะทะกันด้วยอาวุธ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียก็ตาม แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบเห็นการเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายกัมพูชาอย่างคึกคัก พบเห็นการเคลื่อนกำลังทหารพร้อมอาวุธหนักเข้ามาเสริมตามแนวชายแดนจนผิดปกติ ขณะเดียวกันยังมีพฤติกรรมยั่วยุเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องจับตาก็คือเวลานี้ได้มีรายงานเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในกัมพูชาที่มีมีปัญหามากขึ้น ทั้งจากผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาการสู้รบกับไทยจนความสัมพันธ์เสื่อมโทรมลง โดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจกัมพูชาต้องพึ่งพาไทยมากกว่าไทยต้องพึ่งพากัมพูชา อีกทั้งกัมพูชามีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กและต้องพึ่งพาต่างประเทศแทบทั้งหมด ประกอบกับเกิดวิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมเข้าไปอีก รวมไปถึงปัญหาเรื่อง “สแกมเมอร์” โดยกัมพูชามีภาพลักษณ์เป็น “ศูนย์กลางความหลอกลวง” ทำลายภาพลักษณ์จนเสียหาย ทุกอย่างจึงเข้าขั้นเลวร้าย

สิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นว่ากัมพูชากำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ และความมั่นคง โดยเฉพาะความมั่นคงของ “ตระกูลฮุน” ของ นายฮุนเซน และ นายฮุน มาเนต ก็คือ คำยืนยันล่าสุดของ นายฮุนเซน ที่เป็นประธานวุฒิสภา และรักษาการประมุขของกัมพูชา ว่า “กัมพูชาไม่มีปัญหา” กำลังสะท้อนความจริงอีกด้านว่า “กำลังมีปัญหา” อีกทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าวยังส่งผลสะเทือนมาถึงอำนาจของพวกเขาที่ควบคุมกัมพูชามายาวนานให้สั่นสะเทือน เพราะเขามีท่าทีแข็งกร้าวกับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาก็คือ เมื่อใดก็ตามที่กัมพูชามีปัญหา หรือใกล้กับช่วงการเลือกตั้ง สิ่งที่กลุ่ม “ตระกูลฮุน” มักนำมาใช้อยู่เสมอก็คือการสร้างกระแสชาตินิยม โดยเฉพาะการยกเอาเรื่องปัญหาชายแดน ซึ่งที่ผ่านมามักจะนำเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงขั้นก่อเหตุการสู้รบมาแล้วถึงสองรอบ และทำให้มีการคาดการณ์กันว่าอาจจะมี “รอบที่3” เกิดขึ้นในเร็วๆนี้ หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวที่เป็นอยู่ และที่สำคัญเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลกัมพูชาเริ่มสั่นคลอนพวกเขาก็อาจจะใช้วิธีแบบเดิมก็เป็นไปได้มาก !!

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...