รวยไม่ไหวแล้วเว้ย!! "อีลอน มัสก์" มั่งคั่งแซง Market Cap บิทคอยน์ หลังหุ้น SpaceX ราคาพุ่งทะลุ 200 ดอลลาร์
ราคาหุ้น SpaceX ที่พุ่งต่อเนื่องหลัง IPO ดันความมั่งคั่งของ อีลอน มัสก์ แตะ 1.32 ล้านล้านดอลลาร์ ทิ้งห่าง Market Cap บิทคอยน์ที่ 1.29 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ขณะที่บิทคอยน์ยังอยู่ในช่วงขาลงจากจุดสูงสุดปลายปี 2568 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า "การเดิมพันเชิงเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดในตลาดโลก" กำลังเปลี่ยนมือจากโทเคนคริปโตไปสู่บริษัทจรวดของมหาเศรษฐีซิลิคอนแวลลีย์
จากการเปิดเผยของ Bloomberg Billionaire Index เปิดเผยว่าความมั่งคั่งสุทธิของ อีลอน มัสก์ ทะลุ 1.32 ล้านล้านดอลลาร์ หลังหุ้น SpaceX ปรับตัวพุ่งขึ้นเหนือ 200 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่ Market Cap ของบิทคอยน์อยู่ที่ประมาณ 1.29 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ช่องว่างกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ระหว่างทั้งสองตัวเลขแม้ไม่ใหญ่โตในแง่สัดส่วน แต่นัยยะเชิงสัญลักษณ์กลับหนักกว่ามาก
SpaceX เปิดขาย IPO ที่ราคา 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น และปรับตัวขึ้นกว่า 50% นับแต่วันแรกที่เข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq ภายใต้ ticker SPCX ส่งผลให้ Market Cap ของบริษัทพุ่งแตะ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับ Microsoft และแซงหน้า Amazon กลายเป็นหนึ่งในบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก
ด้านบิทคอยน์ ราคาดิ่งลงมากกว่า 50% จากจุดสูงสุดใกล้ 126,000 ดอลลาร์เมื่อปลายปี 2568 ภายใต้แรงกดดันจากการขายต่อเนื่องและความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่หดตัวลง ตลาดคริปโตโดยรวมหดตัวจากจุดสูงสุดที่ 4.21 ล้านล้านดอลลาร์ เหลือเพียงราว 2.23 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าความมั่งคั่ง (Net Worth) ของอีลอน มัสก์ ยังมากกว่ามูลค่ารวมของตลาดคริปโตทั้งหมด
กระแสความร้อนแรงของ SpaceX สะท้อนชัดจากพฤติกรรมนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ ซึ่งนักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้น SpaceX รวม 795.9 ล้านดอลลาร์ในวันแรกที่เปิดซื้อขาย ตัวเลขนี้สูงกว่ายอดซื้อสะสม 3 เดือนของหุ้น Micron Technology ที่ 748.3 ล้านดอลลาร์ และ ETF ติดตาม Nasdaq 100 ที่ 696.2 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่า SPCX กลายเป็นหุ้นสหรัฐที่นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ซื้อมากที่สุดในรอบเดียว
ความต้องการยังลามไปถึงตลาด ETF แบบ Leverage โดย เอริก บัลชูนัส (Eric Balchunas) นักวิเคราะห์ ETF อาวุโสของ Bloomberg Intelligence ระบุว่าปริมาณซื้อขายรวมของ 2x SpaceX ETF แตะ 3 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว ขณะที่ SPCH ซึ่งเป็นหนึ่งใน ETF เหล่านั้น บันทึกปริมาณซื้อขายวันที่สองสูงถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์ ทำลายสถิติสูงสุดเดิมที่เคยทำโดย IBIT กองทุน ETF บิทคอยน์ Spot ของ BlackRock ที่ทำได้ราว 500 ล้านดอลลาร์ในวันที่สองของการซื้อขาย
ทว่าพื้นฐานทางธุรกิจของ SpaceX ยังคงสร้างคำถามให้นักลงทุนว่าบริษัทรายงานขาดทุนสุทธิ 4.94 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 จากรายได้ 18.67 พันล้านดอลลาร์ และขาดทุนต่อเนื่อง 4.27 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2569 เนื่องจากการลงทุนอย่างหนักใน Starlink ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการปล่อยยาน และ AI ช่องว่างระหว่างผลประกอบการจริงกับราคาที่ตลาดยินดีจ่ายจึงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ มัสก์ เคยประกาศว่า SpaceX มีศักยภาพเข้าสู่รายได้ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2573 ตลาดกำลังตีมูลค่าบริษัทในฐานะที่มากกว่าธุรกิจจรวดและดาวเทียม แต่ครอบคลุมถึง Starlink, AI และระบบนิเวศเทคโนโลยีทั้งหมดของ มัสก์ ทำให้รูปแบบการกำหนดมูลค่าแบบ forward-looking นี้ไม่ต่างจากตรรกะที่เคยใช้กับบิทคอยน์มาก่อน เพียงแต่คราวนี้ถูกห่อหุ้มไว้ในโครงสร้างของบริษัทจดทะเบียน
อย่างไรก็ดีญญาณที่ควรจับตาคือความยั่งยืนของ Float ขนาดเล็กที่เป็นตัวดันราคา SpaceX ขึ้นมา หากบริษัทเพิ่ม Supply หุ้นหรือบิทคอยน์ฟื้นตัวแข็งแกร่ง สมดุลระหว่างทั้งสองอาจพลิกกลับได้อย่างรวดเร็ว ณ ขณะนี้ บทสรุปที่ตลาดโลกกำลังบอกกับเราคือ การเดิมพันเชิงเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่โทเคน แต่คือบริษัทจรวด
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO