โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"ปลัดกต." กัมพูชา เชิญนานาชาติ 42 แห่ง นั่งฟังบรรยายโจมตีไทยละเมิดอธิปไตย รัฐบาลใหม่ไม่มีสัญญาณเจรจา!

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

นางอีท โซเฟีย ปลัดกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา บรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด แก่หัวหน้าและผู้แทนคณะทูต และองค์กรระหว่างประเทศ 42 แห่ง ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ( 3 กรกฎาคม ) โดยเน้นเป็นพิเศษว่า ไทยเสริมกำลังยึดครองพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์แต่เพียงฝ่ายเดียว ข่าวประชาสัมพันธ์ของกระทรวงฯที่เผยแพร่เมื่อวาน ( 6 ก.พค.) ระบุว่า ระหว่างการบรรยายสรุปครั้งนี้ นายอิธ โสธา ปลัดกระทรวงกิจการชายแดน ได้นำเสนอแผนที่แสดงเส้นเขตแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งกำหนดและปักหมุดตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส พ.ศ 2447 และสนธิสัญญา พ.ศ. 2450 เปรียบเทียบกับเส้นเขตแดนที่แสดงบนแผนที่ที่ไทยร่างขึ้นฝ่ายเดียว

ขณะที่ ปลัดกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ได้อ้างถึงแถลงการณ์ร่วมของการประชุมพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC) ลงนาม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่แล้ว โดยย้ำว่า หนึ่งในมาตรการสำคัญที่สุดที่ตกลงกันไว้ เพื่อลดความตึงเครียด ฟื้นฟูความไว้วางใจ และบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ คือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC กลับมาดำเนินการสำรวจและกำหนดเขตแดน โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก กับพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ การกลับมาดำเนินการของ JBC จะช่วยให้ผู้พลัดถิ่นที่เหลืออยู่หลายหมื่นคน สามารถกลับบ้านและดำเนินชีวิตตามปกติได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่นับตั้งแต่รัฐบาลใหม่ของไทยเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีนี้ ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีการดำเนินการใด ๆ เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีของไทย ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง ในขณะที่กิจกรรมผิดกฎหมายในพื้นที่ยึดครอง ยังคงดำเนินต่อไป

ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ย้ำถึงบทบาทสำคัญของทีมสังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในการสนับสนุนการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของกัมพูชา ในการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางบกและทางทะเลกับไทยด้วยวิธีการสันติ สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ การยึดมั่นหลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เป็นธรรม ยั่งยืน และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดีระหว่างสองประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...