โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดสัญญะทางศาสนาและการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพิธีศพ ‘คาเมเนอี’

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ถอดสัญญะทางศาสนาและการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพิธีศพ ‘คาเมเนอี’

พิธีศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่จัดขึ้นยาวนานหนึ่งสัปดาห์ ไม่เพียงเป็นพิธีตามประเพณีและแสดงให้โลกได้เห็นถึงความโศกเศร้าของชาวอิหร่านที่มีต่ออดีตผู้นำสูงสุดของตนเท่านั้น แต่รัฐบาลเตหะรานกำลังใช้ช่วงเวลาสำคัญนี้เพื่อสร้างภาพความสามัคคีในหมู่ผู้สนับสนุนระบอบการปกครองโดยผู้นำศาสนาที่ครองอำนาจมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 พร้อมทั้งส่งสารถึงประชาชนทั้งในประเทศและผู้คนทั่วภูมิภาคผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีนัยทางศาสนาและการเมืองซ่อนอยู่

ทางการอิหร่านได้เน้นย้ำถึง “การพลีชีพเพื่อศาสนา” (Martyrdom) ของอดีตผู้นำในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ และผลักดันแนวคิดที่ว่าการร่วมไว้อาลัยในครั้งนี้ถือเป็นหน้าที่ของชาติ โดยพิธีเริ่มต้นด้วยการไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วันในกรุงเตหะราน ก่อนที่ขบวนศพจะเคลื่อนผ่านเมืองต่างๆ ทั้งในอิหร่านและอิรัก ซึ่งทุกหมุดหมายล้วนมีนัยสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างศรัทธากับความมั่นคงทางการเมือง

คำขวัญ “จงลุกขึ้นสู้” และสัญญะ “หมัดที่กำแน่น”

บนป้ายประกาศและภาพถ่ายที่ผู้ร่วมพิธีถือเพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของผู้นำสูงสุด ปรากฏคำขวัญอย่างเป็นทางการเป็นภาษาเปอร์เซียว่า “เราต้องลุกขึ้นสู้” (We must rise) ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ใช้ภาษาอาหรับและชาวต่างชาติ ทางการได้เลือกใช้คำว่า “จงลุกขึ้นสู้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า” (Rise for God) ซึ่งทั้งสองวลีนี้มีรากฐานมาจากโองการในคัมภีร์อัลกุรอานที่เรียกร้องให้ชาวมุสลิมยืนหยัดเพื่อปณิธานอันศักดิ์สิทธิ์

นอกจากสโลแกนดังกล่าวแล้ว ภาพหมัดที่กำแน่นของคาเมเนอีบนพื้นหลังสีดำและสีแดงได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของพิธีสำคัญนี้ โดยภาพนี้ปรากฏในสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ของรัฐอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่การเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี หลังมีการเผยแพร่ข้อความจาก โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายและผู้นำสูงสุดคนใหม่ที่ระบุว่า อดีตผู้นำสูงสุดยังคงกำหมัดแน่นด้วยมือข้างที่ยังใช้การได้อยู่

ทั้งนี้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี สูญเสียการใช้งานแขนขวาไปหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดและแผลไฟไหม้ในเหตุการณ์ลอบสังหารด้วยระเบิดเมื่อปี 1981 ภาพการกำหมัดซ้ายจึงเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ยอมจำนนแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

ขณะที่การเลือกใช้สีดำและสีแดงในพิธี เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดเรื่องความโศกเศร้า การพลีชีพเพื่อศาสนา และการประกาศล้างแค้น

“คลื่นมหาชนที่หลั่งไหลมาร่วมอำลาและส่งผู้นำของพวกเขาในขบวนศพนี้ กำลังกู่ร้องตะโกนสองคำขวัญ นั่นคือ การต่อต้านศัตรู และการล้างแค้นให้แก่โลหิตของผู้นำอิหร่านที่พลีชีพ” สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดระบุในแถลงการณ์เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ (5 กรกฎาคม)

ผืนธงสีแดงเหนือมัสยิดแกรนด์โมซัลลา

นอกจากนี้ ยังมีการคลี่ธงสีแดงขนาดใหญ่เหนือมัสยิดแกรนด์โมซัลลา (Grand Mosalla) ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเตหะราน โดยร่างของคาเมเนอีสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ในวันเสาร์และวันอาทิตย์เพื่อให้ประชาชนเข้าไว้อาลัยและร่วมพิธีสวดอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะเคลื่อนศพในวันจันทร์

บนผืนธงดังกล่าวจารึกข้อความภาษาอาหรับว่า “โอ้ ผู้ล้างแค้นแห่งฮุสเซน” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงความสูญเสียในครั้งนี้เข้ากับประวัติศาสตร์ของชาวชีอะฮ์เมื่อ 1,300 ปีก่อน ในเหตุการณ์ที่ฮุสเซน หลานชายของศาสดามุฮัมมัด ถูกสังหารที่เมืองคาร์บาลาในอิรักโดยกองทัพของกาหลิบมูอาวียะฮ์ที่ 1 แห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ซึ่งถือเป็นภาพแทนของการปกครองที่กดขี่และไม่ชอบธรรมในสายตาของชาวชีอะฮ์

การใช้สัญลักษณ์นี้จึงเป็นการสะท้อนมุมมองทางการเมืองที่ผูกโยงกับ “หน้าที่ทางศาสนา” ในการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทางการอิหร่านตั้งใจจะล้างแค้นด้วยวิธีใด

โดยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อปี 2020 ที่นายพลกาเซ็ม โซเลมานี ถูกลอบสังหารในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ซึ่งกองทัพอิหร่านเลือกตอบโต้ด้วยการโจมตีไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักโดยไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็ประกาศยุทธศาสตร์การแก้แค้นระยะยาว ซึ่งก็คือการขับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ออกไปจากภูมิภาคนี้

เส้นทางเคลื่อนศพสะท้อนแผนที่การเมืองชีอะฮ์

เส้นทางที่ถูกเลือกใช้ในการเคลื่อนย้ายร่างของคาเมเนอีก็มีนัยซ่อนอยู่เช่นกัน โดยเส้นทางเริ่มจากเมืองกุม เมืองศักดิ์สิทธิ์ของนิกายชีอะฮ์ทางตอนใต้ของเตหะราน มุ่งหน้าไปยังเมืองนาจาฟและเมืองคาร์บาลาในอิรัก ซึ่งล้วนเป็นสถานที่สำคัญยิ่งในศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ ก่อนจะนำร่างไปฝังที่เมืองมัชฮัด ณ สุสานของอิหม่ามเรซา

  • มัสยิดแกรนด์มอซัลลา ในกรุงเตหะราน: สถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง รูฮอลเลาะห์ โคมัยนี ผู้นำสูงสุดคนแรก ถูกเลือกเป็นสถานที่เริ่มพิธี เพื่อแสดงถึงการเชื่อมโยงสองบุคคลสำคัญของสาธารณรัฐอิสลามเข้าด้วยกัน
  • เมืองกุม ประเทศอิหร่าน: ศูนย์กลางด้านการศึกษาศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อสนับสนุนโคมัยนีในการต่อต้านราชวงศ์ปาห์ลาวี จนนำไปสู่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979
  • เมืองนาจาฟในอิรัก: ศูนย์กลางอำนาจของชีอะฮ์นอกประเทศอิหร่าน เป็นที่ตั้งของสุสานอิหม่ามอาลี อิหม่ามคนแรกที่ชาวชีอะฮ์เคารพสูงสุด
  • เมืองคาร์บาลา ประเทศอิรัก และสิ้นสุดที่เมืองมัชฮัดในอิหร่าน ณ สุสานของอิหม่ามเรซา: ร่างของคาเมเนอีจะเสร็จสิ้นการจาริกผ่านสถานที่ที่เป็นรากฐานทางอุดมการณ์ของสาธารณรัฐอิสลามและระบออบการปกครองโดยผู้นำศาสนา ซึ่งพยายามเผยแพร่นิกายชีอะฮ์ข้ามพรมแดนตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา

สารถึงพันธมิตร vs สารถึงซาอุดีอาระเบีย

ในพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุด ยังเป็นโอกาสให้อิหร่านได้ต้อนรับแกนนำกลุ่มที่เรียกว่า “อักษะแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธและขบวนการต่างๆ ในภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะผู้แทนระดับสูงจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, กลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกจิฮัดของปาเลสไตน์ ตลอดจนกลุ่มฮูตีในเยเมน ต่างได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติและอบอุ่นในกรุงเตหะราน ระหว่างการเข้าร่วมรัฐพิธีเพื่อระลึกถึงคาเมเนอี

ในพิธีไว้อาลัยหน้าหีบศพ คณะผู้แทนจากต่างประเทศแต่ละกลุ่มจะได้รับฟังโองการจากคัมภีร์อัลกุรอานที่ขับร้องโดยผู้สวดของรัฐ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปร่วมทักทายเหล่าผู้นำอิหร่าน

เป็นที่น่าสังเกตว่า บทสวดที่ถูกคัดเลือกมาอ่านให้แก่กลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ รวมถึงปากีสถาน ซึ่งทางการอิหร่านยกย่องว่าเป็นประเทศ “พี่น้อง” และกำลังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานกับวอชิงตันนั้น ล้วนมีความหมายในเชิงบวก โดยเน้นย้ำถึงความจงรักภักดีต่อพันธสัญญา ความเด็ดเดี่ยว มั่นคง และความศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระผู้เป็นเจ้า

ในทางกลับกัน โองการที่เลือกนำมาสวดต่อหน้าคณะผู้แทนจากซาอุดีอาระเบีย ได้กลายเป็นประเด็นที่สื่อภาษาอาหรับให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากบทสวดดังกล่าวเป็นการหยิบยกเรื่องราวประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 7 เกี่ยวกับ “สงครามบัดร์” (Battle of Badr) ซึ่งเกิดขึ้นใกล้เมืองเมดินาในซาอุดีอาระเบีย โดยเป็นการบรรยายถึงการเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ศรัทธากับฝ่ายผู้ไร้ศรัทธา ซึ่งการเลือกหยิบยกโองการนี้มาใช้ ถูกนักวิเคราะห์นำไปตีความในหลากหลายแง่มุมว่า อิหร่านต้องการส่งสัญญาณหรือสะท้อนมุมมองอย่างไรต่อมหาอำนาจของภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบีย

ภาพ:Reuters

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...