โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอกนิติ’ ย้ำ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นเร่งด่วน กางแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 มิติ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘เอกนิติ’ ย้ำ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นเร่งด่วน กางแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 มิติ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่ โรงแรมรอยัลริเวอร์ ภายในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมนัดชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท (โดยเฉพาะในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง) ว่า ขณะนี้ พ.ร.ก. ดังกล่าวยังถือว่ามีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และรัฐบาลได้เตรียมการเพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเต็มที่

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการในทันที หากประเทศไทยปรับตัวล่าช้า อาจต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงกว่าร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากไม่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตค่าครองชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

เอกนิติ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลัก ซึ่งพร้อมเดินหน้าดำเนินการทันทีหากคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งระงับ ได้แก่

การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน: มุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน พร้อมผลักดันระบบรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Metering) ซึ่งจำเป็นต้องมีการนำเม็ดเงินไปลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้าในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation): มุ่งลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่ามหาศาล โดยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคการขนส่ง รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองภายในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล

การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากร: มุ่งเน้นการสร้างทักษะ (Upskill/Reskill) เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย

นอกเหนือจากการพึ่งพาวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. แล้ว รัฐบาลยังมีแผนการระดมทุนในรูปแบบทางเลือกอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การนำกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) มาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้าฯ เพื่อทดแทนการกู้เงินโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศ นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณาดึงเม็ดเงินจากกองทุนพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยสนับสนุนการปฏิรูปธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาดอีกทางหนึ่ง

เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงมาตรการเยียวยาแก้ไขปัญหาในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...